ประกาศสถาปนา
ประกาศสถาปนา
สมเด็จพระสังฆราช
และ สมเด็จพระราชาคณะ
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร
สยามินทรทราธิราชบรมนาถบพิตร
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า
โดยที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกได้ว่างลง
เป็นการสมควรที่จะสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อจักได้บริหารการพระศาสนาให้สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ ๒๕๐๕
และตามระเบียบราชประเพณีสืบไป อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า
พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณใหญ่ยิ่งมีอยู่
สมควรจะสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะแทนตำแหน่งที่ว่างในคราวนี้ด้วย
จึงทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
เป็นพระมหาเถรเจริญในสมณคุณเนกขัมมปฏิบัติ
สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตรรัตตัญญูมหาเถรกรณธรรม มีปฎิภาณปรีชา
ได้ศึกษาแตกฉานในพระไตรปิฎกสัทธรรม รอบรู้อักขรสมัยทั้งสกสมัยและไพรัชชพากย์เป็นอย่างดี
ทั้งชำนาญในคัมภีร์โหราศาสตร์พยากรณ์ ดำรงสถาพรอยู่ในสมณพรหมจรรย์ตลอดมา
เป็นเวลาช้านานถึง ๖๙ พรรษา
ได้ประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธจักรและอาณาจักรอย่างไพศาล
ดังความพิสดารปรากฏในประกาศสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม
พุทธศักราช ๒๔๙๖ นั้นแล้ว
ครั้นต่อมา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ก็เจริญด้วยอุตสาหะวิริยาธิคุณสามารถเอาภาระธุระพระพุทธศาสนาเป็นพาหุลกิจนิตยสมาทานมิได้ท้อถอย
ในการปกครองพระอารามก็ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและบรมบรรพต สำเร็จเรียบร้อยดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก
นอกจากนั้น ยังได้สร้างตึกเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่ง
นับว่าเป็นประโยชน์ยิ่งแก่การพระพุทธศาสนา ดังที่ปรากฏอยู่แล้ว
บัดนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ก็เจริญยิ่งด้วยพรรษายุกาลรัตตัญญูมหาสถาวีรธรรมมั่นคงในพระพุทธศาสนา
เป็นอจลพรหมจริยาภิรัต สงเคราะห์พุทธบริษัทปกครองสงฆ์
ดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์ติดต่อกันมาช้านานถึง ๕๕ พรรษา
ได้เป็นครูและอุปัธยาจารย์แก่มหาชนเป็นอันมาก มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายไพศาล
เป็นที่เคารพสักการแห่งพุทธมามกะชนทั่วไป ประกอบด้วยขณะนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ก็ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
อยู่แล้ว จึงสมควรจะสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก
ประธานาธิบดีแห่งสงฆมณฑล เพื่อเป็นศรีศุภมงคลแด่พระบวรพุทธศาสนาสืบไป
จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สถาปนา
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สุขุมวิธานธำรงสกลมหาสงฆปรินายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณญาโณทยาภิธานสังฆวิสุต
พุทธบริษัทคารวสถาน ธรรมปฏิภาณญาณสุนทรบวรธรรบพิตร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จสถิต ณ
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานในสงฆมณฑลทั่วราชอาณาจักร
ขออาราธนาให้ทรงรับธุระพระพุทธศาสนา
เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสงฆ์สามเณรในสงฆมณฑลทั่วไป
โดยสมควรแก่พระอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ จงทรงเจริญพระชนมายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ
คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ
วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนา เทอญ
ให้ทรงมีพระราชาคณะและพระครูฐานานุกรมประดับพระอิสริยยศ
๑๕ รูป คือ พระมหาคณานุศิษฎ์ สังฆอิสริยาลงกรณ์สุนทรธรรมสาธก
พุทธปาพจนดิลกมหาเถรกิจจการี คณาธิบดีศรีรัตนคมกาจารย์ พระราชาคณะปลัดขวา ๑
พระจุลคณานุศาสน์วิจารโณภาสภาคยคุณ สุนทรศาสนกิจบรรหาร มหาเถราธิการธุรการี
สมุหบดีศรีธรรมภาณกาจารย์ พระราชาคณะปลัดซ้าย ๑ พระครูธรรมกถาสุนทร ๑
พระครูวินัยกรณ์โสภณ ๑ พระครูพรหมวิหาร พระครูพระปริตร ๑ พระครูฌานวิสุทธิ์
พระครูพระปริตร ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูพิมลสรภาณ พระครูคู่สวด ๑
พระครูพิศาลสรคุณ พระครูคู่สวด ๑ พระครูพิบุลบรรณวัตร ๑ พระครูพิพัฒนบรรณกิจ ๑
พระครูสังฆบริหาร ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑
ขอให้พระคุณผู้ได้รับตำแหน่งทั้งปวงนี้
มีความสุขสิริสวัสดิ์สถาพรในพระบวรพุทธศาสนา เทอญ
อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
เป็นพระเถรผู้เจริญในสมณคุณเนกขัมมปฏิบัติ
สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตรรัตตัญญูมหาเถรธรรมมั่นคงตลอดมาช้านาน
ได้ประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธจักรและอาณาจักรอย่างไพศาล
ดังความพิสดารปรากฏในประกาศสถาปนาเป็นที่รองสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม
พุทธศักราช ๒๕๐๐ นั้นแล้ว
ครั้นต่อมา พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
ก็ยิ่งเจริญในสมณคุณเอาภาระธุระพระพุทธศาสนา
อุตส่าห์อบรมสั่งสอนพุทธบริษัททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์
ให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิปฏิบัติมิได้ท้อถอย ในการปกครองคณะสงฆ์
ตามพระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ก็ได้ดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการ
และในการเปลี่ยนแปลงระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.
๒๕๐๕ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
ตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ จึงนับว่า พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เป็นผู้เจริญด้วยอุตสาหวิริยภาพ
และสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมปรีชาสามารถ
บัดนี้ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
ก็เจริญด้วยพรรษายุกาลวัยวุฒิ คุณวุฒิ มั่นคงในพระพุทธศาสนา
เป็นอจลศรัทธาพรหมจริยาภิรัต
สงเคราะห์พุทธบริษัทให้เจริญในธรรมปฏิปทาสามารถในการบริหารพระศาสนา
เป็นที่ปรากฏแก่มวลพุทธบริษัทและทางราชการ มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายไพศาล
เป็นที่เคารพสักการแห่งพุทธมามกะชนโดยทั่วไป
สมควรจะยกย่องให้ดำรงในอัครฐานันดรที่สมเด็จพระราชาคณะได้
จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สถาปนา
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ
มีราชทินนนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุล
สุนทรนายกตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบุลภัมภีรญาณสุนทร ธรรมิกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
อรัณยวาสี สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง
มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป คือ พระครูปลัดสัมพิพัฒนศีลาจารย์ ญาณธาดาธรรมิกมหาสังฆานุนายก
ปิฎกธรรมรักขิต ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูเมธังกร พระครูคู่สวด ๑
พระครูวรวงศ์ พระครูคู่สวด ๑ พระครูธรรมรัต ๑ พระครูธรรมรุจิ ๑ พระครูสังฆวิจารณ์
๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑
อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า พระธรรมปัญญาบดี เป็นพระเถรผู้เจริญในสมณคุณ
ยินดีในเนกขัมมปฏิบัติ สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตรรัตตัญญูมหาเถรธรรมตลอดมาช้านาน
ได้ประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธจักรและอาณาจักรอย่างไพศาล
ดังความพิสดารปรากฏในประกาศสถาปนาเป็นที่รอง สมเด็จพระราชาคณะ เมื่อวันที่ ๕
ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ นั้นแล้ว
ครั้นต่อมา พระธรรมปัญญาบดี
ก็เจริญยิ่งในสมณคุณเอาภาระธุระพระพุทธศาสนา อุตส่าห์อบรมสั่งสอนพุทธบริษัททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์
ให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิปฏิบัติมิได้ท้อถอย ในการปกครองคณะสงฆ์
เมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ
๒๕๐๕ พระธรรมปัญญาบดี ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
ตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ จึงนับว่าพระธรรมปัญญาบดี
เป็นผู้เจริญด้วยอุตสาหวิริยภาพ และสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมปรีชาสามารถ
บัดนี้ พระธรรมปัญญาบดี ก็เจริญด้วยพรรษายุกาล
วัยวุฒิ คุณวุฒิ มั่นคงในพระพุทธศาสนา เป็นอจลพรหมจริยาภิรัต
สงเคราะห์พุทธบริษัทให้เจริญในธรรมปฏิปทา สามารถในการบริหารพระศาสนา
เป็นที่ปรากฏแก่มวลพุทธบริษัทและทางราชการ มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายไพศาล
เป็นที่เคารพสักการแห่งพุทธมามกะชนโดยทั่วไป
สมควรจะยกย่องให้ดำรงในอัครฐานันดรที่สมเด็จพระราชาคณะได้
จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สถาปนา
พระธรรมปัญญาบดีขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า
สมเด็จพระพุฒาจารย์ สมถวิปัสสนนายานปรีชา อรัญญิกมหาปริณายก ตรีปิฎกโกศล
วิมลคัมภีรญาณสุนทร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี สถิต
ณวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐
รูป คือ พระครูปลัดสัมพิพัฒนธุตาจารย์ ปรีชาญาณประยุต วิสุทธิจริยาธิการนายก
ปิฎกธรรมรักขิต ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูศัพทสุนทร พระครูคู่สวด ๑
พระครูอมรโฆสิต พระครูคู่สวด ๑ พระครูวิจิตรสังฆการ ๑ พระครูวิจารณ์โกศล ๑
พระครูธรรมรักขิต ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑
ขออาราธนาพระคุณ
ผู้ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณฐานันดรเพิ่มอิสริยยศในครั้งนี้ จงรับธุระพระพุทธศาสนา
เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์
และอนุเคราะห์พระภิกษุสงฆ์สามเณรในคณะและในพระอาราม โดยสมควรแก่กำลังและอิสริยยศ
ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พลปฎิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ
วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ประกาศ ณ วันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖
เป็นปีที่ ๑๘ ในรัชกาลปัจจุบัน[๑]
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ส.ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี
วนิดา/พิมพ์
๒๒
กันยายน ๒๕๔๙
อมรรัตน์/นันทพล/ผู้จัดทำ
๒๖
กันยายน ๒๕๔๙
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๐/ตอนที่ ๔๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑๓ พฤษภาคม ๒๕๐๖