ข้อ ๓
ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑)
เมื่อผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมไปเก็บไว้
ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามที่ได้รับอนุญาตไว้แล้วตามข้อ ๒ ในวันเวลาใด
ก็ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อ
ผู้อำนวยการกองการสามิตหรือสรรพสามิตจังหวัดแล้วแต่กรณีเพื่อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
๗ วัน
และให้ผู้อำนวยการกองการสามิตหรือสรรพสามิตจังหวัดออกหนังสืออนุญาตตามแบบ
ภษ. ๐๒ -
๐๑
ให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรม พร้อมทั้งส่งสำเนาหนังสืออนุญาตดังกล่าวให้เจ้าพนักงาน
สรรพสามิตประจำโรงอุตสาหกรรมทราบ
ถ้าโรงอุตสาหกรรมและหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตั้งอยู่
ต่างเขตจังหวัดกัน
ให้ส่งสำเนาหนังสืออนุญาตนั้นให้สรรพสามิตจังหวัดและเจ้าพนักงาน
สรรพสามิตประจำคลังสินค้าทัณฑ์บนในเขตท้องที่ที่คลังสินค้าทัณฑ์บนนั้นตั้งอยู่ทราบด้วย
(๒)
ก่อนนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมไปเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน
ผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตประจำโรงอุตสาหกรรมหรือเจ้า
พนักงานสรรพสามิตในเขตท้องที่ที่โรงอุตสาหกรรมนั้นตั้งอยู่ทราบล่วงหน้าก่อนทุกครั้ง
และ
ต้องให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจำนวนหรือหีบห่อสินค้านั้น
ก่อนที่จะนำออกจากโรงอุตสาหกรรม
อธิบดีหรือสรรพสามิตจังหวัดอาจสั่งให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมทำเครื่องหมาย
แสดงประเภทและชนิดสินค้า
น้ำหนักหรือจำนวนบรรจุไว้ทุกหีบห่อและเครื่องหมายอื่นใดให้เห็น
ชัดเจนด้วยว่าเป็นสินค้าที่นำไปเก็บ ณ
คลังสินค้าทัณฑ์บนด้วยก็ได้
(๓)
การนำสินค้าไปเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนนั้น ผู้ประกอบอุตสาหกรรม
ต้องนำไปโดยพาหนะและตามเส้นทางที่ได้รับอนุญาตไว้แล้วเท่านั้น ห้ามมิให้ใช้พาหนะหรือเส้น
ทางอื่นเป็นอันขาด และต้องมีหนังสืออนุญาตตามแบบ ภษ. ๐๒ -
๐๒ ซึ่งเจ้าพนักงานสรรพสามิต
ผู้ตรวจสอบตาม (๒) ออกให้กำกับสินค้านั้นไปด้วย
การนำสินค้าไปเก็บที่คลังสินค้าทัณฑ์บน
ถ้าอธิบดีหรือสรรพสามิตจังหวัดเห็น
เป็นการสมควรจะสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตควบคุมสินค้าไปส่งด้วยก็ได้
(๔) เมื่อนำสินค้าไปถึงคลังสินค้าทัณฑ์บนแล้ว
ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องแจ้ง
ให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตในเขตที่คลังสินค้าทัณฑ์บนนั้นตั้งอยู่หรือเจ้าพนักงานสรรพสามิตประจำ
คลังสินค้าทัณฑ์บนทราบโดยด่วน
เพื่อทำการตรวจสอบก่อนนำเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บน
(๕) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องนำสินค้าที่ได้รับอนุญาตนั้นไปให้ถึงและนำเข้า
เก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยถูกต้องครบถ้วน
ถ้านำสินค้านั้นไปไม่ถึงและไม่นำเข้าเก็บในคลัง
สินค้าทัณฑ์บนไม่ว่าจะมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุประการใดเกิดขึ้นก็ตาม
ผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะ
ต้องเสียภาษีสำหรับสินค้าที่ขาดจำนวนไปตามอัตราภาษีในขณะที่นำออกจากโรงอุตสาหกรรม