คำชี้แจงของกระทรวงเศรษฐการ
คำชี้แจงของกระทรวงเศรษฐการ
ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุม
โภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗
พระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๙๗ และกฎกระทรวง (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๙๗
ออกตามความใน
พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕
กำหนดชนิดและประเภทสินค้าที่ผลิตใน
ต่างประเทศซึ่งไม่อนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรรวม ๒๑
ชนิด มิให้มีการจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ภายในประเทศอีกชั้นหนึ่งนั้น
กระทรวงเศรษฐการขอชี้แจงให้
บรรดาพ่อค้าประชาชนทราบดังนี้
เนื่องด้วยกระทรวงเศรษฐการได้พิจารณาเห็นว่า
สินค้าต่างประเทศหลายชนิดที่มี
ผู้สั่งเข้ามานั้นสามารถผลิตขึ้นได้ภายในประเทศและใช้แทนกันได้เป็นอย่างดี
และบางอย่างก็เป็น
ของฟุ่มเฟือยซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปไม่มีความจำเป็นแก่การใช้สอย
จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาห้ามนำเข้า
มาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๔๙๖
และ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๙๖
ห้ามไว้ ทั้งนี้เพื่อช่วยสงวนเงินตราต่างประเทศไว้ประการหนึ่ง
กับอีกประการหนึ่งเป็นการช่วย
ส่งเสริมอาชีพของผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ภายในประเทศที่จะผลิตออกสู่ตลาดให้ได้มากยิ่งขึ้น
ภายหลังจากที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
บางอย่างดังกล่าวเป็นเวลานานก็ปรากฏว่าสินค้าบางชนิดซึ่งเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้ามาอย่างเด็ดขาด
แล้วนั้น ยังคงมีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั่ว ๆ ไป
ฉะนั้นเพื่อให้บรรลุผลสมความมุ่งหมายของ
พระราชกฤษฎีกาห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่างดังกล่าวแล้ว
จึงจำต้องตรา
พระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๙๗ ขึ้น
ตามพระราชกฤษฎีกานี้ห้าม
จำหน่ายสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศรวม ๒๑
ชนิดทั่วราชอาณาจักรตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๗
ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ คือ
๑.
ผลไม้สด
๒.
เนื้อสัตว์ทั้งสดและแช่เย็น
๓.
เครื่องดื่มที่ผสมก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เว้นแต่น้ำแร่ที่เกิดจากธรรมชาติ
๔.
ไม้ขีดไฟ
๕.
เมล็ดแตงโม (ซึ่งมิได้ใช้เพื่อทำพันธุ์)
๖.
หมาก
๗.
หวาย
๘.
ใบจากและใบไม้อื่น ๆ ที่พึงใช้มวนบุหรี่ ที่ตัดได้ขนาดแล้วและยังมิได้ตัดได้
ขนาด
๙.
รองเท้าแตะ รองเท้าคีบ ซึ่งมีฟางเป็นส่วนสำคัญหรือมีฝ่าเป็นไม้
๑๐.
น้ำมันมะพร้าว น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันปาล์ม
๑๑.
ซีกไม้เวเนียร์ที่ได้ทำแล้วเป็นแผ่นบาง
๑๒.
หนังสือพิมพ์เก่า
๑๓.
พัดทำด้วยกระดาษ ทำด้วยไม้ ทั้งที่สานและไม่ได้สาน
๑๔.
ไม้จิ้มฟัน
๑๕.
ตะเกียบ
๑๖.
ดอกไม้เพลิง
๑๗.
หมวกสานด้วยไม้ไผ่
๑๘.
เสื่อเป็นผืนและยังมิได้ตัดเป็นผืน ซึ่งส่วนใหญ่ทำด้วยหวาย ทำด้วยไม้ไผ่
ทำด้วยกาบมะพร้าว ทำด้วยหญ้าชนิดต่าง ๆ
ทำด้วยพืชอย่างอื่นที่คล้ายกัน
๑๙. กระจาด ตะกร้า กระบุง ตะแกรง
ซึ่งมิได้ทำด้วยโลหะ
๒๐.
ครก สาก และโม่ ทำด้วยหิน อันมิใช่เพื่ออุตสาหกรรม
๒๑.
ชุดและธูปกันยุง
พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ให้ใช้เมื่อพ้นกำหนด
๓๐ วัน นับแต่วันประกาศ
ใช้เป็นต้นไป
ฉะนั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วผู้ใดจะทำการจำหน่ายสินค้า ๒๑ ชนิด
ดังกล่าวข้างต้นไม่ว่าในท้องที่จังหวัดใดย่อมเป็นการฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกานี้
และมีความผิดตาม
พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕
อนึ่ง
โดยเหตุที่ต้องควบคุมสินค้าดังกล่าวนี้ทั่วราชอาณาจักรจำเป็นต้องตรา
พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๙๕
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ.
๒๔๙๗ ขึ้นด้วย เพื่อขยายเขตการใช้จากเดิมที่ใช้อยู่ในจังหวัดพระนคร
จังหวัดธนบุรี และจังหวัด
เชียงใหม่นั้น ให้ใช้ได้ในท้องที่ทุกจังหวัด
การที่ขยายเขตการใช้พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์
พ.ศ. ๒๔๙๕ ออกไปทั่วราชอาณาจักรตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
เป็นผลให้บรรดาพระราช
กฤษฎีกาฉบับก่อน ๆ คือพระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่
๑) พ.ศ. ๒๔๙๕ การ
ปิดป้ายแสดงราคาโภคภัณฑ์ในร้านจำหน่ายโภคภัณฑ์
และพระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์
(ฉบับที่ ๒) การห้ามจำหน่ายและห้ามดื่มสุราในร้านจำหน่าย
นอกจากเวลาตั้งแต่ ๑๑.๐๐ น.
ถึง ๑๔.๐๐ น. และ ๑๗.๐๐ น. ถึง ๒๒.๐๐ น. ซึ่งได้ประกาศใช้ไว้แล้วในจังหวัดพระนคร
จังหวัด
ธนบุรี และจังหวัดเชียงใหม่นั้น
ขยายเขตการใช้ออกไปทั่วทุกจังหวัด เมื่อพ้นกำหนด ๓๐ วัน
นับแต่วันประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์
พ.ศ. ๒๔๙๕ (ฉบับ
ที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้นไป
พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันนี้แล้ว
ฉะนั้น
ต่อจากนี้ไปอีก ๓๐ วัน คือนับตั้งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๙๘
เป็นต้นไป เป็นอันว่าผู้ใด
จะทำการจำหน่ายสินค้ารวม ๒๑ ชนิดข้างต้นนั้นไม่ได้
และจะต้องทำการปิดป้ายแสดงราคาสินค้า
ทุกชนิดที่มีไว้จำหน่ายในร้านค้า กับห้ามจำหน่ายสุราและดื่มสุราในร้านจำหน่ายตามเวลา
ที่กำหนดไว้โดยทั่วไปเช่นเดียวกัน
กระทรวงเศรษฐการจึงขอชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกัน
วันที่
๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๗
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ
[รก.๒๔๙๗/๘๘/๑๔๓พ/๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๗]
พรพิมล/แก้ไข
๑๖
ก.ค ๒๕๔๔