法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

เรื่อง

การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

(Private

Repo)

๑. เหตุผลในการออกประกาศ

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

เพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดตราสารหนี้ เพิ่มช่องทางในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย

และเป็นการพัฒนาตลาดเงินให้มีการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงิน

ในรูปแบบที่มีหลักประกันเพื่อลดความเสี่ยง และช่วยให้สถาบันการเงินสามารถบริหารความเสี่ยงได้คล่องตัวขึ้น

โดยการออกประกาศในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มเติมข้อกำหนดและขยายขอบเขตในการประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

ดังนี้

๑) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้ตามหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

๒) ขยายขอบเขตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับกองทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

๓) ขยายขอบเขตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนต่างสกุลเงิน

(Cross Currency) ระหว่างสกุลเงินบาทกับสกุลเงินต่างประเทศ กับคู่สัญญาที่เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ

๒. อำนาจตามกฎหมาย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ และมาตรา ๑๓ จัตวา

แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

(Private Repo) ตามที่กำหนดในประกาศนี้

๓. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคาร

ยกเว้นกิจการวิเทศธนกิจ

๔. เนื้อหา

๔.๑ ให้ยกเลิกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง

การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ลงวันที่

๙ กันยายน ๒๕๔๗

๔.๒ หลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกรรม

๔.๒.๑ ในประกาศฉบับนี้

“ธนาคารพาณิชย์”

หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

“ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย”

หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขในการขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๗

“ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน”

หมายความว่า การประกอบธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาว่าจะขายคืนหรือซื้อคืน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน

หรือกู้ยืมเงินตามแต่กรณี โดยมีหลักประกันเป็นตราสาร ทั้งนี้ ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนด้านการให้กู้ยืมเงินเป็นธุรกรรมภายใต้มาตรา

๔ ของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่แก้ไขแล้ว

เนื่องจากโดยลักษณะของธุรกรรมถือเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกัน

“กองทุน” หมายความว่า กองทุนต่างๆ

ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่

กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนประเภทอื่นๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

จะกำหนดขึ้นในอนาคต

๔.๒.๒ คู่สัญญาในการทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

(ก) การให้กู้ยืมเงิน

๑) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถให้กู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทุกประเภทที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

๒) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถให้กู้ยืมเป็นสกุลเงินต่างประเทศ

โดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้

เฉพาะกับสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ

ตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. ๒๔๘๕ และนิติบุคคลหรือบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

(Non-resident)

๓) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถให้กู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ

หรือให้กู้ยืมเงินตราต่างประเทศโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาท

ในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ

เกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. ๒๔๘๕

(ข) การกู้ยืมเงิน

๑) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาท

ในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับนิติบุคคลทุกประเภทที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย กองทุน สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ออกตราสารหนี้สกุลเงินบาทตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

และรัฐบาลหรือสถาบันการเงินของรัฐบาลต่างประเทศที่ออกตราสารหนี้สกุลเงินบาท

ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

๒) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมเป็นสกุลเงินต่างประเทศ

โดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้เฉพาะกับสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ

เกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. ๒๔๘๕

และนิติบุคคลหรือบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (Non-resident)

๓) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ

หรือกู้ยืมเงินตราต่างประเทศโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาท ในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ

เกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. ๒๔๘๕

ทั้งนี้ ในการทำธุรกรรมการให้กู้ยืมหรือการกู้ยืมกับนิติบุคคลหรือบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติตามกฎระเบียบในเรื่องมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทที่เกี่ยวข้องด้วย

๔.๒.๓ หลักทรัพย์ที่ใช้ในการทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

(ก) ให้ตราสารหนี้ที่เป็นเงินบาทดังต่อไปนี้ เป็นตราสารที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

๑) ตราสารหนี้ภาครัฐประเภทเดียวกับตราสารที่สามารถซื้อขายในตลาดซื้อคืนธนาคารแห่งประเทศไทย

เนื่องจากเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำและมีราคาตลาดที่อ้างอิงได้อย่างโปร่งใส ได้แก่

๑.๑) ตั๋วเงินคลัง และพันธบัตรรัฐบาล

๑.๒) พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย

๑.๓) พันธบัตรรัฐวิสาหกิจและหุ้นกู้ที่รัฐบาลค้ำประกัน

๑.๔) พันธบัตรและตราสารการเงินอื่นใดที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบ

๒) ตราสารหนี้ที่เป็นเงินบาทที่ออกในประเทศไทย

ได้แก่

๒.๑) ตราสารหนี้ที่เป็นเงินบาทที่ออกโดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

๒.๒) ตราสารหนี้ที่เป็นเงินบาทที่ออกโดยรัฐบาลหรือสถาบันการเงินของรัฐบาลต่างประเทศตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

๒.๓) ตราสารหนี้สกุลเงินบาทที่ได้รับการจัดอันดับในระดับที่สูงกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้

๑ ระดับ กล่าวคือ ได้รับการจัดอันดับสูงกว่า BBB หรือเทียบเท่าขึ้นไปจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(ข) ให้ตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศดังต่อไปนี้

เป็นตราสารที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

๑) พันธบัตรรัฐบาลไทยสกุลเงินตราต่างประเทศ

๒) พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศสกุลเงินตราต่างประเทศ

๓) ตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศที่ออกโดยนิติบุคคลทั้งในและนอกประเทศ

ซึ่งได้รับการจัดอันดับในระดับที่สูงกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ ๑ ระดับ กล่าวคือ ได้รับการจัดอันดับสูงกว่า BBB หรือเทียบเท่าขึ้นไปจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หรือสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เช่น Fitch

Ratings Standard&Poor’s และ Moody’s เป็นต้น

๔) หลักทรัพย์อื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

๔.๓ หลักเกณฑ์การกำกับดูแล

๔.๓.๑ ระบบการควบคุมภายใน

ให้ธนาคารพาณิชย์กำหนดให้มีระบบการควบคุมภายในขั้นต่ำ

ในเรื่องต่อไปนี้

(ก) นโยบายและระเบียบปฏิบัติในการประกอบธุรกิจ

(ข) นโยบายการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือและการกำหนดวงเงินคู่สัญญา

(ค) ระเบียบและวิธีการบริหารความเสี่ยงและระบบการควบคุมภายใน

เช่น

๑) หลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือและการกำหนดวงเงินคู่สัญญาก่อนการทำธุรกรรม

และการทบทวนความน่าเชื่อถือของคู่สัญญาภายหลังการทำธุรกรรมระยะหนึ่ง ทำนองเดียวกับการให้สินเชื่อ/ให้กู้ยืมโดยทั่วไป

๒) การบริหารความเสี่ยง

๓) การกำหนดคู่มือการปฏิบัติงาน

๔) การแยกหน้าที่ของ Dealer และ

Back Office ออกจากกันโดยเฉพาะการแยกหน้าที่เรื่องการทบทวนความน่าเชื่อถือของคู่ค้า

และการประเมินราคาหลักทรัพย์/หลักประกัน (Mark to Market) ออกจากหน้าที่ของ

Dealer

๕) การจัดทำทะเบียนคุมหลักทรัพย์/หลักประกันที่ได้จากการทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

๔.๓.๒ การดำรงเงินกองทุน

ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์และภาระผูกพันของธนาคารพาณิชย์และหนังสือเวียนธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินกองทุน

๔.๓.๓ การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง

ในการทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติดังนี้

(ก)

ให้ผู้ให้กู้ยืมเงิน (ผู้ซื้อตราสาร) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในตราสาร ณ

สิ้นวันใดวันหนึ่ง สามารถนับตราสารตามที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ว่าด้วยการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องและที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องได้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในตราสาร (Settlement

date) ในขณะเดียวกันผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร)

ซึ่งเป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์ต้องไม่นับตราสารนั้นเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องในวันเดียวกัน

และเมื่อถึงวันครบกำหนดสัญญา Private Repo ผู้ให้กู้ยืมเงินต้องตัดตราสารดังกล่าวออกจากการนับเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องและผู้กู้ยืมเงินซึ่งรับคืนตราสาร

สามารถนับตราสารนั้นเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องได้ในวันเดียวกัน

(ข) ให้นับมูลค่าตราสารที่ได้รับโอนมาเข้าเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องหรือการตัดมูลค่าตราสารออกจากการนับเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องตามนัยหนังสือ

ว่าด้วยการนับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ใช้ในการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์

และที่แก้ไขเพิ่มเติม

๔.๓.๔ การนับลูกหนี้รายใหญ่

ให้ธนาคารพาณิชย์นับธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนรวมกับธุรกรรมปกติของลูกหนี้รายนั้น

ตามนัยมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๓ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่แก้ไขแล้ว

ดังนี้

(ก) ให้ผู้ให้กู้ยืมเงิน (ผู้ซื้อตราสาร) นับจำนวนเงินที่ให้กู้ยืมดังกล่าว

ในการคำนวณการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ ตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่แก้ไขแล้ว ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ว่าด้วยการกำหนดอัตราส่วนจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อ ลงทุน และก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดกับเงินกองทุน

ทั้งนี้ หากตราสารที่รับโอนมาได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา ๑๓ ให้ธนาคารพาณิชย์ผู้รับโอนตราสารได้รับยกเว้น ไม่ต้องนับเงินให้กู้ยืมในส่วนที่มีตราสารวางเป็นประกันดังกล่าวในการคำนวณข้างต้น

(ข) ให้ผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร) นับมูลค่าของตราสารที่โอนไปให้ผู้ให้กู้ยืมเงินในส่วนที่เกินกว่าเงินกู้ยืมที่ได้รับมาในการคำนวณตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา

๑๓ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่แก้ไขแล้ว กล่าวคือ ให้ธนาคารพาณิชย์นับธุรกรรมการให้สินเชื่อ

หรือลงทุนในกิจการ หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด รวมเข้ากับมูลค่าของตราสารที่โอนไปให้ผู้ให้กู้ยืมเงินในส่วนที่เกินกว่าเงินกู้ยืมที่ได้รับมาในธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

ธุรกรรมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ธุรกรรมการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่ง ธุรกรรมแฟ็กเตอริง

และจำนวนเงินตามสัญญาการทำธุรกรรม Credit Derivative ที่ธนาคารพาณิชย์ซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิตของสินทรัพย์อ้างอิง

โดยไม่มีเงินสดรับมาเป็นประกันการรับประกันดังกล่าวกับบุคคลนั้น เมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ

ต้องไม่เกินร้อยละ ๒๕ ของเงินกองทุนชั้นที่ ๑ ของธนาคารพาณิชย์

(ค) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร)

ได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อ ๔.๓.๔ (ข) แล้ว ต่อมาถ้ามูลค่าตราสารที่ธนาคารพาณิชย์โอนเป็นหลักประกันเปลี่ยนแปลงจนมีผลทำให้อัตราส่วนดังกล่าวตามข้อ

๔.๓.๔ (ข) เกินกว่าที่กำหนด ธนาคารพาณิชย์จะประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับคู่สัญญาดังกล่าวเพิ่มอีกไม่ได้

ส่วนการประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว มีผลผูกพันต่อไปตามสัญญาที่ทำไว้

(ง) ในการคำนวณอัตราส่วนตามข้อ ๔.๓.๔ (ก) และ ๔.๓.๔

(ข)

สำหรับช่วงเวลาที่ประกอบธุรกรรมอยู่นั้นจะต้องมีการตีมูลค่าของหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกันให้มีมูลค่าตามราคาตลาด

(Mark to market) ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์จึงต้องถือปฏิบัติดังต่อไปนี้

๑) ในกรณีที่ตราสารที่เป็นหลักประกันมีมูลค่าลดลง

ถ้าธนาคารพาณิชย์ผู้กู้ยืมเงินถูกเรียกมาร์จินเป็นเงินสด ให้ปรับลดยอดเงินกู้ยืมลงเท่าจำนวนเงินมาร์จินที่เพิ่มขึ้นแต่ถ้าถูกเรียกมาร์จินเป็นตราสาร

ให้ปรับมูลค่าของตราสารที่โอนเป็นหลักประกันโดยรวมตราสารที่เป็นมาร์จินเพิ่มขึ้นด้วย

๒) ในกรณีที่ตราสารที่เป็นหลักประกันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ถ้าธนาคารพาณิชย์ผู้กู้ยืมเงินได้รับคืนมาร์จินเป็นเงินสด ให้ปรับเพิ่มยอดเงินกู้ยืมขึ้นเท่าจำนวนเงินที่ได้รับนั้น

แต่ถ้าได้รับคืนมาร์จินเป็นตราสาร ให้ลดจำนวนตราสารที่เป็นหลักประกันลงตามจำนวนตราสารที่ได้รับคืน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างของมาร์จิน

(Exposure) ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ตามมูลค่าของตลาดในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการเรียกมาร์จินหรือหลักประกันเพิ่มนั้น

ในการคำนวณอัตราส่วนของลูกหนี้รายใหญ่ (Total Exposure) ในข้อ

๔.๓.๔ (ก) และ ๔.๓.๔ (ข) ธนาคารพาณิชย์จะต้องนำมูลค่าส่วนต่างของมาร์จินที่กำหนดไว้ตอนเริ่มทำสัญญามาใช้ในการคำนวณอัตราส่วนของลูกหนี้รายใหญ่

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนต่างของมาร์จินตลอดเวลาอันเนื่องจากการตีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

แต่ในการคำนวณจะไม่นำส่วนต่างของมาร์จินที่เกิดขึ้นจริงมาใช้ในการคำนวณ แต่จะให้นำมูลค่าของส่วนต่างของมาร์จินเดิมตอนเริ่มทำสัญญามาใช้ในการคำนวณ

๔.๓.๕ การบันทึกบัญชี

ให้ธนาคารพาณิชย์บันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีหรือแนวปฏิบัติของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยหรือศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทยแล้วแต่กรณี

และให้จัดทำทะเบียนเกี่ยวกับการซื้อหรือขายธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนเพื่อประโยชน์

ในการติดตามและควบคุมความถูกต้องของการทำธุรกรรม โดยในทะเบียนควรมีข้อมูลขั้นต่ำดังนี้

วันที่ทำสัญญา วันครบกำหนดสัญญา วันส่งมอบหลักทรัพย์ จำนวนเงินที่ทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนการดำรงมาร์จิน

รายละเอียดตราสารที่เกี่ยวข้อง เช่น เลขที่ตราสาร ชื่อผู้ออก จำนวนเงิน เป็นต้น

๔.๓.๖ การรายงาน

การรายงานธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนในแบบรายงานต่างๆ

ที่เกี่ยวข้องให้แสดงไว้ภายใต้หัวข้อเงินให้สินเชื่อ เงินกู้ยืม รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน

สินทรัพย์อื่น หรือหนี้สินอื่น แล้วแต่กรณีจนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้ทำการปรับปรุงแก้ไขแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง

และประกาศใช้ต่อไป

๔.๓.๗ การยับยั้งหรือสั่งเพิกถอน

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจยับยั้งหรือสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้

ในกรณีต่อไปนี้

(๑) ธนาคารพาณิชย์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

(๒) กรณีอื่นๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่ากระทบกับความปลอดภัย

หรือความผาสุกของประชาชน

๔.๔ หลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกรรมสำหรับธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย

ในการประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้อ

๔.๒ - ๔.๓ เว้นแต่ เรื่องขอบเขตในการประกอบธุรกรรม และเรื่องการนับลูกหนี้รายใหญ่ ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยปฏิบัติ

ดังนี้

๔.๔.๑ ขอบเขตในการประกอบธุรกรรม

(ก) การให้กู้ยืมเงิน

ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถให้กู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับคู่สัญญาตามขอบเขตที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลัง

เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ ๒๓

มกราคม ๒๕๔๗ รวมทั้ง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

(ข) การกู้ยืมเงิน

ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถกู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาท

ในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับนิติบุคคลทุกประเภทที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

กองทุน สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ออกตราสารหนี้สกุลเงินบาทตามที่กระทรวงการคลังกำหนดและรัฐบาลหรือสถาบันการเงินของรัฐบาลต่างประเทศที่ออกตราสารหนี้สกุลเงินบาทตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

๔.๔.๒ การนับลูกหนี้รายใหญ่

ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้อ

๔.๓.๔ ในการคำนวณจำนวนเงินสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด

แต่ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยนับธุรกรรมการให้สินเชื่อ หรือลงทุนในกิจการหรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด

รวมเข้ากับมูลค่าของตราสารที่โอนไปให้ผู้ให้กู้ยืมเงิน

ในส่วนที่เกินกว่าเงินกู้ยืมที่ได้รับมาในธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน ธุรกรรมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ธุรกรรมการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่ง

ธุรกรรมแฟ็กเตอริง และจำนวนเงินตามสัญญาการทำธุรกรรม Credit Derivative ที่ธนาคารพาณิชย์ซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิตของสินทรัพย์อ้างอิง

โดยไม่มีเงินสดรับมาเป็นประกันการรับประกันดังกล่าวกับบุคคลนั้น เมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ

ต้องไม่เกินกว่าที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถทำได้ตามที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ว่าด้วยการกำหนดอัตราส่วนจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยให้สินเชื่อ ลงทุน และก่อภาระผูกพัน

เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดกับเงินกองทุน

๕[๑].

วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ

ณ วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร

เทวกุล

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

นันทนา/ผู้จัดทำ

๒๑ เมษายน ๒๕๔๙

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๕๒ ง/หน้า ๔๗/๑๒ เมษายน ๒๕๔๙

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_b007e0858cd264ee

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com