法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
15
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด

มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเพิ่มเติมวิธีการตรวจหาสารเสพติดจากเส้นผมในกรณีที่มีเหตุจําเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและการนําตัวผู้เสพหรือผู้ติดเข้ารับการบําบัดรักษาอย่างเหมาะสม

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 14 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ ลงวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2543

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในประกาศนี้

"การตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด " หมายความว่า การตรวจหรือทดสอบหาระดับหรือปริมาณของสารเสพติดอันเกิดจากการเสพยาเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

"ผู้รับการตรวจหรือทดสอบ " หมายความว่า ผู้รับการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ การตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด ให้ตรวจหรือทดสอบจากปัสสาวะ หรือในกรณีจําเป็นเพื่อการตรวจสอบประวัติการเสพสารเสพติดย้อนหลังให้ตรวจหรือทดสอบจากเส้นผมโดยให้ปฏิบัติตามวิธีการตรวจหรือทดสอบของชุดน้ํายาตรวจสอบ อุปกรณ์หรือเครื่องมือแต่ละชนิดสําหรับการตรวจหรือทดสอบ แล้วแต่กรณี

เพื่อประโยชน์ต่อการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด เจ้าพนักงานมีอํานาจสั่งให้ผู้ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเสพยาเสพติดเข้ารับการตรวจ หรือสั่งให้ไปรับการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดภายใต้การกํากับดูแลของเจ้าพนักงาน ภายในระยะเวลาและสถานที่ที่เจ้าพนักงานกําหนด

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การเตรียมการในการตรวจหรือทดสอบให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

(1) จัดให้มีบริเวณสําหรับตัวผู้เข้ารับการตรวจหรือทดสอบ เพื่อดําเนินการตรวจหรือทดสอบหรือเก็บปัสสาวะภายในระยะเวลาเท่าที่จําเป็นแห่งกรณี เพื่อให้การตรวจหรือทดสอบหรือเก็บปัสสาวะเสร็จสิ้นไปโดยเรียบร้อยและเก็บไว้ในสถานที่มิดชิดจากบุคคลภายนอก

(2) จัดให้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการตรวจหรือทดสอบเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทันเหตุกรณ์ โดยอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของเจ้าพนักงาน

(3) จัดให้มีอุปกรณ์ในการเก็บปัสสาวะ โดยให้ใช้ขวดแก้วหรือขวดพลาสติกพร้อมฝาปิดขนาดบรรจุไม่น้อยกว่า 60 มิลลิลิตร โดยขวดที่นํามาใช้ต้องสะอาดและแห้ง และให้มีฉลากและกระดาษกาว เพื่อใช้สําหรับปิดผนึกขวดตัวอย่างปัสสาวะด้วย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ วิธีเก็บปัสสาวะให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

(1) จัดให้มีผู้ควบคุมการถ่ายปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทําใด ๆ ที่ทําให้ปัสสาวะเกิดการเจือจาง เติมสารเพื่อปลอมปน หรือสับเปลี่ยนตัวอย่าง

(2) ให้บันทึกหมายเลขประจําขวด และชื่อ นามสกุล ของผู้รับการตรวจหรือทดสอบบนฉลากปิดขวดเก็บปัสสาวะ

(3) ให้ขวดแก่ผู้รับการตรวจหรือทดสอบ นําไปถ่ายปัสสาวะจํานวนประมาณ 30 มิลลิลิตร

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ วิธีการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเบื้องต้น ให้ถือปฏิบัติโดยใช้เครื่องมือหรือชุดน้ํายาตรวจสอบ ดังต่อไปนี้

(1) ชุดน้ํายาตรวจหรือทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยให้ถือปฏิบัติตามคู่มือวิธีการตรวจสอบของชุดน้ํายาตรวจสอบของหน่วยงานนั้น

(2) ชุดตรวจหรือเครื่องมือตรวจสอบโดยวิธี immunoassay โดยให้ถือปฏิบัติตามคู่มือวิธีการตรวจสอบของชุดตรวจหรือเครื่องมือแต่ละชนิด

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบในเบื้องต้นตามข้อ 7 แล้วให้ผลบวก บุคคลนั้นอาจเป็นผู้เสพยาเสพติด ให้เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จดบันทึกข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อนามสกุล ภูมิลําเนา หรือสถานที่อยู่ของผู้รับการตรวจหรือทดสอบที่สามารถจะเรียกตัวหรือออกหมายเรียกมาเพื่อดําเนินคดีได้เมื่อมีการตรวจสอบยืนยันผลตามข้อ 10 แล้วพบว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเบื้องต้นนั้น เมื่ออ่านผลแล้วปรากฎว่าให้ผลบวก ตามคู่มือวิธีการตรวจตามเครื่องมือหรือชุดน้ํายาตรวจสอบในข้อ 7 ให้ปิดเป็นความลับและให้เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของเจ้าพนักงานที่ทําการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติด นําขวดปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบนั้นปิดให้สนิท พร้อมทั้งผนึกปากขวดด้วยแถบกาวโดยมีลายมือชื่อของผู้ทําการตรวจหรือทดสอบกํากับไว้ และเมื่อดําเนินการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ผู้ทําการตรวจหรือทดสอบรีบส่งตัวอย่างปัสสาวะไปยังสถานตรวจพิสูจน์ตามคําสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กําหนดสถานตรวจพิสูจน์ โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ เพื่อตรวจยืนยันผล

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ เมื่อสถานตรวจพิสูจน์ โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ได้รับขวดปัสสาวะตามข้อ 9 และได้ดําเนินการตรวจยืนยันแล้ว ให้ถือเกณฑ์การตัดสินผลการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ดังต่อไปนี้

(1) กลุ่มแอมเฟตามีน (Amphetamines) และกลุ่มเอ็กซ์ตาซี (Ecstasy- Group Substances) เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของสารในกลุ่มดังกล่าว อยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ 1 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป

(2) กลุ่มโอปิเอต (Opiates) ได้แก่ เฮโรอีน มอร์ฟิน และฝิ่น เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของสารในกลุ่มดังกล่าว อยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ 300 นาโนกรัม/มิลลิลิตรขึ้นไป

(3) กลุ่มกัญชา (Cannabis)เมื่อตรวจพบว่ามีสารออกฤทธิ์หรือกัญชา (Cannabinoids) หรือเมตาบอไลต์ของกัญชาอยู่ในปัสสาวะ ตั้งแต่ 5- นโนกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป

(4) กลุ่มโคคาอีน (Cocaine)เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของโคคาอีน อยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ 300 นาโนกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป

(5) คีตามีน (Ketamine)เมื่อตรวจพบว่ามีสารและเมตาบอไลต์ของคีตามีนรวมกันอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ 1 ไมโครกรัม/มิลลิตร ขึ้นไป

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในกรณีมีการตรวจสอบประวัติเกี่ยวกับการเสพสารเสพติดย้อนหลังของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเสพยาเสพติด โดยเป็นกรณีจําเป็นและไม่อาจใช้กระบวนการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในปัสสาวะได้ เพื่อความเป็นธรรมและประโยชน์ของกระบวนการยุติธรรม ให้เจ้าพนักงานสั่งให้ตรวจหาสารเสพติดในเส้นผม โดยให้ดําเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือเจ้าหน้าที่จากสถานตรวจพิสูจน์ ซึ่งผ่านการอบรมการดําเนินการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเส้นผม

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การเตรียมการในการตรวจหรือทดสอบให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

(1) จัดให้มีบริเวณสําหรับตัวผู้เข้ารับการตรวจหรือทดสอบ เพื่อดําเนินการตรวจหรือทดสอบหรือเก็บเส้นผมภายในระยะเวลาเท่ที่จําเป็นแห่งกรณี เพื่อให้การเก็บตัวอย่างเส้นผมเสร็จสิ้นไปโดยเรียบร้อยและเก็บไว้ในสถานที่มิดชิดจากบุคคลภายนอก

(2) จัดให้มีเจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือเจ้าหน้าที่จากสถานตรวจพิสูจน์ เป็นผู้ดําเนินการตัดและเก็บตัวอย่างเส้นผม และอาจกําหนดให้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการเก็บตัวอย่างเส้นผมเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทันเหตุการณ์โดยอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของเจ้าพนักงาน

(3) จัดให้มีอุปกรณ์สําหรับการตัดเส้นผม อุปกรณ์สําหรับการเก็บและรักษาเส้นผม และชองสําหรับการบรรจุตัวอย่างเส้นผม โดยอุปกรณ์ดังกล่าวต้องมีความสะอาด ถูกหลักอนามัย ปราศจากเชื้อโรคติดต่อ และใช้ซองบรรจุตัวอย่างเส้นผมซึ่งมีสัญลักษณ์หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีแบบฟอร์มสําหรับกรอกข้อมูลหน้าซองบรรจุตัวอย่างเส้นผม

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ วิธีเก็บเส้นผมให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

(1) จัดให้มีเจ้าพนักงานควบคุมการตัดเส้นผมของผู้รับการตรวจหรือทดสอบทุกครั้ง โดยให้เจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือเจ้าหน้าที่จากสถานตรวจพิสูจน์เป็นผู้ตัดส้นผมในปริมาณและความยาวเท่าที่จําเป็นสําหรับการตรวจหาสารเสพติดในเส้นผม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมีให้มีการกระทําอันละเมิดสิทธิของประชาชน หรือที่อาจทําให้เกิดการสับเปลี่ยนตัวอย่างเส้นผม

(2) ให้เจ้าพนักงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือเจ้าหน้าที่จากสถานตรวจพิสูจน์จดบันทึกหมายเลขตัวอย่างบนแบบฟอร์มหน้าซองบรรจุตัวอย่างเส้นผม และจดบันทึก ชื่อ นามสกุลภูมิลําเนา หรือสถานที่อยู่ของผู้รับการตรวจหรือทดสอบที่สามารถเรียกตัวได้บนซองบรรจุตัวอย่างเส้นผม

(3) เมื่อตัดตัวอย่างเส้นผมแล้ว ให้เจ้าพนักงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์หรือเจ้าหน้าที่จากสถานตรวจพิสูจน์ เป็นผู้เก็บตัวอย่างเส้นผมบรรจุใส่ซองบรรจุ และปิดผนึกซองด้วยเทปกาว ผนึกซองให้มิดชิด ลงลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมดําเนินการ และให้เจ้าพนักงานที่กํากับดูแลบันทึกบนหน้าซองเก็บตัวอย่างเส้นผมว่าเป็นการตรวจในพื้นที่ใด และนําตัวอย่างเส้นผมดังกล่าวส่งไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือสถานตรวจพิสูจน์ตามคําสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ วิธีการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเส้นผม ให้ถือปฏิบัติตามคู่มือวิธีการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเส้นผมของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือคู่มือวิธีการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเส้นผมของสถานตรวจพิสูจน์ หรือคู่มือวิธีการตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในเส้นผมของโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สําหรับการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในเส้นผม เพื่อตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เมื่อสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือสถานตรวจพิสูจน์ หรือโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ได้ดําเนินการตรวจพิสูจน์และออกรายงานผลการตรวจพิสูจน์จากห้องปฏิบัติการแล้วให้ถือเกณฑ์การตัดสินผลการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย ดังต่อไปนี้

(1) กลุ่มแอมเฟตามีน (Amphetamines) และกลุ่มเอ็กซ์ตาซี (Ecstasy – Group Substances) เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของสารในกลุ่มดังกล่าวอยู่ในเส้ นผมตั้งแต่ 0.2 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป

(2) กลุ่มโอปีเอต (Opiates) ได้แก่ เฮโรอีน มอร์ฟิน และฝิ่น เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของสารในกลุ่มดังกล่าวอยู่ในเส้นผมตั้งแต่ .2 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป

(3) กัญชา (Cannabis) เมื่อตรวจพบว่ามีสารเตตรา ไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydro-cannabinol (THC) อยู่ในเส้นผม ตั้งแต่ 0..5 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป และตรวจพบว่ามีสารเมตาบอไลต์ของกัญชา ได้แก่ 11-นอร์-เดลต้า-เตตรา-ไฮโดรแคนนาบินอล คาร์บอกชิลิคแอชิด (11-Nor--THC-COOH) อยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.0002 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป

(4) กลุ่มโคคาอีน (Cocaine) เมื่อตรวจพบว่ามีโคคาอีน อยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.5 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป หรือเมตาบอไลต์ของโคคาอีน อยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.05 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป

(5) คีตามีน (Ketamine) เมื่อตรวจพบว่ามีคีตามีนอยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.5 นาโนกรัม/มิลลิกรัม หรือเมตาบอไลต์ของคีตามีน อยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.1 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

วิษณุ เครืองาม

รองนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

15 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ba0d4262f15e2ca0

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com