ข้อ ๓ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งประกอบกิจการค้าปลีกที่มีสถานประกอบการซึ่งเป็นหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อยตั้งอยู่ภายในบริเวณห้องผู้โดยสารขาออก ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ ซึ่งได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน ดังนี้
(1) ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องบันทึกอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราต่างประเทศแต่ละสกุลไว้ในระบบควบคุมกลาง
(2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งประสงค์จะบันทึกรายการของสินค้าในใบกํากับภาษีอย่างย่อเป็นรหัส จะต้องมีรหัสดังกล่าวพร้อมทั้งคําแปลทั้งระบบก่อนวันเริ่มใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน พร้อมทั้งรหัสหรือเครื่องหมายที่แสดงความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 แยกต่างหากจากสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บไว้ ณ สถานประกอบการทุกแห่งและที่ตั้งของระบบควบคุมกลางด้วย
(3) ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแสดงหมายเลขลําดับของใบกํากับภาษีลงในใบกํากับภาษีอย่างย่อที่ออกโดยเครื่องบันทึกการเก็บเงิน โดยเรียงตามลําดับตัวเลขจนหมดทุกหลักก่อน จึงจะย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ ยกเว้นกรณีที่จะทําให้ยอดขายรวมเกินความสามารถของเครื่องบันทึกการเก็บเงินและทําให้ข้อมูลสูญหาย ก็ให้ออกรายงานล้างยอดสะสมและเริ่มเลขลําดับใหม่ได้ โดยให้หมายเหตุเหตุผลไว้ในม้วนกระดาษต่อเนื่องซึ่งบันทึกรายการประจําวันด้วย
(4) ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทํารายงานสรุปการขายสินค้าประจําวันจากเครื่องบันทึกการเก็บเงินแต่ละเครื่องอย่างน้อยทุกสิ้นวันทําการ ซึ่งต้องแสดงรายละเอียดอย่างน้อยเกี่ยวกับมูลค่าของสินค้าที่ขาย จํานวนใบกํากับภาษีอย่างย่อที่ออกในแต่ละวัน และสรุปรายละเอียดการรับชําระเงิน
(5) ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทําสรุปรายงานการล้างยอดขายสินค้าที่ออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงินทุกครั้ง
(6) ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทํารายงานจากระบบควบคุมกลางทุกสิ้นวันทําการ ดังนี้
(ก) รายงานสรุปการขายสินค้าประจําวันของเครื่องบันทึกการเก็บเงินแต่ละเครื่องที่มีรายการอย่างน้อยตามข้อ 3(4) แห่งประกาศนี้ โดยสรุปเป็นรายสถานประกอบการซึ่งเป็นหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อย และสรุปเป็นยอดรวมของสถานประกอบการซึ่งเป็นหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อยทั้งหมดของผู้ประกอบการจดทะเบียน
(ข) รายงานสรุปรายละเอียดสินค้าที่ขาย ซึ่งแสดงรายละเอียดอย่างน้อยประกอบด้วยประเภทของสินค้า ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าที่ขาย โดยแยกเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าที่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 และสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่างหากจากกัน
รายงานตาม (ก) และ (ข) ให้แสดงยอดสะสมเป็นรายเดือน(Month to Date) และแสดงยอดสะสมเป็นรายปี (Year to Date) ด้วย โดยต้องแสดงรายละเอียดอย่างน้อยประกอบด้วยประเภทของสินค้า ปริมาณของสินค้าที่ขายแยกตามประเภทของสินค้า มูลค่าของสินค้า จํานวนเงินที่ได้รับทั้งสิ้น และรายละเอียดเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศแต่ละสกุลที่ได้รับ โดยรายงานสะสมยอดขายเป็นรายเดือน และรายปี ให้บันทึกไว้ที่ระบบควบคุมกลางเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี และสามารถจัดพิมพ์ได้ทุกสิ้นวันทําการ หรือภายใน 15 วันนับแต่วันสิ้นเดือน หรือเมื่อเจ้าพนักงานสรรพากรสั่งให้พิมพ์
(ค) รายงานการขายประจําวัน (Sales Report) โดยมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้
(1) ชื่อ และเลขประจําตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ
(2) รหัสของหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อย
(3) เลขรหัสประจําเครื่องบันทึกการเก็บเงินที่กรมสรรพากรกําหนด
(4) หมายเลขลําดับของใบกํากับภาษี
(5) ชื่อผู้ซื้อสินค้า
(6) หมายเลขเที่ยวบินที่ผู้ซื้อสินค้าที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร
(7) หมายเลขหนังสือเดินทางของผู้ซื้อสินค้าที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร
(8) ชื่อ ชนิด ประเภทของสินค้า โดยอาจแสดงเป็นรหัสก็ได้
(9) ปริมาณของสินค้า
(10) ราคาของสินค้า
(11) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกํากับภาษี
(ง) รายงานภาษีขาย ซึ่งแสดงรายละเอียดประกอบด้วยชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ เลขประจําตัวผู้เสียภาษีอากร วันเดือนปี ที่ออกใบกํากับภาษี เลขที่/เล่มที่ของใบกํากับภาษีโดยเรียงลําดับตามเลขรหัสประจําเครื่องบันทึกการเก็บเงินในแต่ละสถานประกอบการซึ่งเป็นหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อย มูลค่าของสินค้าที่ขาย ซึ่งต้องแยกเป็นมูลค่าสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าที่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 และสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่างหากจากกัน และจํานวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม
การจัดทํารายงานภาษีขายตามวรรคหนึ่ง ให้สรุปเป็นรายเครื่องบันทึกการเก็บเงินแต่ละเครื่อง และสามารถจัดพิมพ์ได้ทุกสิ้นวันทําการ หรือภายใน 15 วันนับแต่วันสิ้นเดือน หรือเมื่อเจ้าพนักงานสรรพากรสั่งให้พิมพ์
(7) ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยินยอมให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปติดเครื่องหมายแสดงเลขรหัสประจําเครื่องบนเครื่องที่ได้รับอนุมัติให้ใช้บันทึกการเก็บเงิน หรือในกรณีที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบให้ติดเอง ต้องติดให้เสร็จเรียบร้อยภายใน 3 วันนับจากวันที่ได้รับเครื่องหมายดังกล่าว
“หากเครื่องหมายแสดงเลขรหัสประจําตัวเครื่องดังกล่าว ถูกเคลื่อนย้าย ถูกทําลาย สูญหาย หรือชํารุดในสาระสําคัญ ให้ระงับการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินดังกล่าว และให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคําร้องขอรับเครื่องหมายแสดงเลขรหัสประจําเครื่องจากสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการซึ่งเป็นหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อยตั้งอยู่ทันที”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 141) ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )
“กรณีตามวรรคหนึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคําร้องขอรับเครื่องหมายแสดงเลขรหัสประจําเครื่องจากสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสํานักงานใหญ่ตั้งอยู่ และกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ยื่นคําร้องขอรับเครื่องหมายแสดงเลขรหัสประจําเครื่องจากผู้อํานวยการกองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 220) ใช้บังคับ 18 ธันวาคม พ.ศ.2560 เป็นต้นไป )
(8) ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บม้วนกระดาษต่อเนื่องซึ่งบันทึกรายการประจําวัน (Daily Transaction Journal) และรายงานต่างๆ ไว้ ณ สถานประกอบการซึ่งเป็นหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อย เป็นเวลา 5 ปี โดยหากเก็บไว้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว หลังจากนั้นจะเก็บไว้ในสื่อบันทึกข้อมูลใดก็ได้
(9) ห้ามผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินระบบ POSS ออกใบกํากับภาษีอย่างย่อด้วยมือ ยกเว้นกรณีที่เครื่องขัดข้องใช้การไม่ได้ เช่น เครื่องเสียหาย หรือไฟฟ้าดับ โดยจะต้องประทับตราคําว่า “ เครื่องขัดข้อง ”ไว้ในใบกํากับภาษีอย่างย่อที่ออกด้วยมือ
“(10) การจําหน่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงิน การทําลาย การระงับการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน การเคลื่อนย้าย ไม่ว่าจะเป็น
การเคลื่อนย้ายภายในสถานประกอบการซึ่งเป็นหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อย หรือออกจากสถานประกอบการซึ่งเป็นหน่วยขายที่มีลักษณะเป็นร้านค้าย่อยผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งให้สรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ทราบตามแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินที่เคยได้รับอนุมัติ (แบบ ภ.พ.06.1) ภายใน 7 วันก่อนวันจําหน่าย ทําลาย ระงับ หรือเคลื่อนย้าย เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยก็ให้แจ้งภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
กรณีตามวรรคหนึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสถานประกอบการหลายแห่งให้แจ้งต่อสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสํานักงานใหญ่ตั้งอยู่ และกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ให้แจ้งต่อผู้อํานวยการกองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 220) ใช้บังคับ 18 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป )