法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภาว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2548

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
37
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

ว่าด้วยพนักงานราชการ

พ.ศ.

๒๕๔๘

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีการปรับปรุงกระบวนการจ้างงานภาครัฐในส่วนของลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาให้มีความหลากหลาย

เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้กำลังคนภาครัฐและให้การปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภามีความคล่องตัวเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยสอดคล้องตามแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่

คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภาจึงเห็นสมควรให้มีการจ้างพนักงานราชการสำหรับการปฏิบัติงานของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา

พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

(ก.ร.) จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.

๒๕๔๘”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑]

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ในระเบียบนี้

“ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา” หมายความว่า

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา หรือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น

ตามมาตรา ๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕

“หัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภา” หมายความว่า

เลขาธิการวุฒิสภา หรือเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น

ตามมาตรา ๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างพนักงานราชการ

“พนักงานราชการ” หมายความว่า

บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

เพื่อเป็นพนักงานของรัฐในการปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการสังกัดรัฐสภานั้น

“สัญญาจ้าง” หมายความว่า

สัญญาจ้างพนักงานราชการตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

บรรดากฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ

คำสั่ง หรือมติ ก.ร. ที่กำหนดให้ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภามีหน้าที่ต้องปฏิบัติ

หรือละเว้นการปฏิบัติหรือเป็นข้อห้ามในเรื่องใด ให้ถือว่าพนักงานราชการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหรือต้องห้ามเช่นเดียวกับข้าราชการหรือลูกจ้างด้วย

ทั้งนี้ เว้นแต่เรื่องใดมีกำหนดไว้แล้วโดยเฉพาะในระเบียบนี้ หรือตามเงื่อนไขของสัญญาจ้าง

หรือเป็นกรณีที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาประกาศกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดหรือตำแหน่งในกลุ่มงานลักษณะใดได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับข้าราชการหรือลูกจ้างในบางเรื่องเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ

ในกรณีที่ ก.ร. เห็นสมควรอาจกำหนดแนวทางการดำเนินการตามวรรคหนึ่งเพื่อเป็นมาตรฐานทั่วไปให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาปฏิบัติก็ได้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

ให้เลขานุการ ก.ร. รักษาการตามระเบียบนี้

หมวด

พนักงานราชการ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

พนักงานราชการมีสองประเภท ดังต่อไปนี้

(๑) พนักงานราชการทั่วไป ได้แก่ พนักงานราชการซึ่งปฏิบัติงานในลักษณะเป็นงานประจำทั่วไปของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาในด้านงานบริการ

งานเทคนิค งานบริหารทั่วไป งานวิชาชีพเฉพาะหรืองานเชี่ยวชาญเฉพาะ

(๒) พนักงานราชการพิเศษ ได้แก่ พนักงานราชการซึ่งปฏิบัติงานในลักษณะที่ต้องใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญสูงมากเป็นพิเศษเพื่อปฏิบัติงานในเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นเฉพาะเรื่องของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

หรือมีความจำเป็นต้องใช้บุคคลในลักษณะดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

ในการกำหนดตำแหน่งของพนักงานราชการ ให้กำหนดตำแหน่งโดยจำแนกเป็นกลุ่มงานตามลักษณะงานและผลผลิตของงาน

ดังต่อไปนี้

(๑) กลุ่มงานบริการ

(๒) กลุ่มงานเทคนิค

(๓) กลุ่มงานบริหารทั่วไป

(๔) กลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ

(๕) กลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะ

(๖) กลุ่มงานเชี่ยวชาญพิเศษ

ในแต่ละกลุ่มงานตามวรรคหนึ่ง ก.ร. อาจกำหนดให้มีกลุ่มงานย่อยเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะงานของพนักงานราชการได้

การกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดมีตำแหน่งในกลุ่มงานใด

และการกำหนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของกลุ่มงาน ให้เป็นไปตามประกาศของ ก.ร.

ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างพนักงานราชการอาจกำหนดชื่อตำแหน่งในกลุ่มงานตามความเหมาะสมกับหน้าที่การปฏิบัติงานของพนักงานราชการที่จ้างได้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

ผู้ซึ่งจะได้รับการจ้างเป็นพนักงานราชการ

ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี

(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

(๔) ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

(๕) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการพรรคการเมือง

หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

(๖) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

เพราะกระทำความผิดอาญาเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๗) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ

รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

(๘) ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาหรือส่วนราชการอื่น

พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานอื่นของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานหรือลูกจ้างของราชการส่วนท้องถิ่น

(๙) คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนดไว้ในประกาศการสรรหาหรือการเลือกสรรบุคคลเพื่อจ้างเป็นพนักงานราชการ

ทั้งนี้ ต้องเป็นไปเพื่อความจำเป็นหรือเหมาะสมกับภารกิจของส่วนราชการสังกัดรัฐสภานั้น

ความใน (๑) ไม่ให้ใช้บังคับกับพนักงานราชการชาวต่างประเทศซึ่งส่วนราชการสังกัดรัฐสภาจำเป็นต้องจ้างตามข้อผูกพันหรือตามความจำเป็นของภารกิจของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

ในกรณีที่เห็นสมควร ก.ร. อาจประกาศกำหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเพิ่มขึ้นหรือกำหนดแนวทางปฏิบัติของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาในการจ้างพนักงานราชการเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการกำหนดให้มีพนักงานราชการตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาจัดทำกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการเป็นระยะเวลาสี่ปีโดยให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิบัติราชการของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาและแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์

ทั้งนี้ ตามแนวทางการจัดกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่ ก.ร. กำหนด

กรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง

จะต้องเสนอต่อก.ร. เพื่อให้ความเห็นชอบ เมื่อ ก.ร. ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาทำความตกลงกับสำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณ

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคคลตามความจำเป็นและสอดคล้องกับกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการดังกล่าว

ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามประเภทรายจ่ายที่ได้รับการจัดสรรตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด

ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาอาจขอให้เปลี่ยนกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการได้

โดยได้รับความเห็นชอบจาก ก.ร. และแจ้งให้สำนักงบประมาณทราบ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

การสรรหาและการเลือกสรรบุคคลเพื่อจ้างเป็นพนักงานราชการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ

และเงื่อนไขที่ ก.ร. กำหนด

ในกรณีที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาใดจะขอยกเว้นหรือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสรรหา

หรือการเลือกสรรตามที่ ก.ร. กำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้สามารถกระทำได้โดยทำความตกลงกับ ก.ร.

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

การจ้างพนักงานราชการให้กระทำเป็นสัญญาจ้างไม่เกินคราวละสี่ปีหรือตามโครงการที่มีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดไว้

โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

แบบสัญญาจ้างให้เป็นไปตามที่ ก.ร. กำหนด

การทำสัญญาตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภาหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภาเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างกับผู้ได้รับการสรรหาหรือการเลือกสรรเป็นพนักงานราชการ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

การแต่งกายและเครื่องแบบปกติ ให้เป็นไปตามที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด

เครื่องแบบพิธีการให้เป็นไปตามที่ ก.ร. กำหนด

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

วันเวลาการทำงาน หรือวิธีการทำงานในกรณีที่ไม่ต้องอยู่ปฏิบัติงานประจำส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

ให้เป็นไปตามที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันได้ตามหน้าที่ของพนักงานราชการในแต่ละตำแหน่ง

โดยคำนึงถึงผลสำเร็จของงาน

หมวด

ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

อัตราค่าตอบแทนของพนักงานราชการให้เป็นไปตามที่

ก.ร. ประกาศกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาอาจกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดหรือตำแหน่งในกลุ่มงานใดได้รับสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด

ดังต่อไปนี้

(๑) สิทธิเกี่ยวกับการลา

(๒) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนระหว่างลา

(๓) สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลางาน

(๔) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

(๕) ค่าเบี้ยประชุม

(๖) สิทธิในการขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

(๗) การได้รับรถประจำตำแหน่ง

(๘) สิทธิอื่นๆ ที่ ก.ร. ประกาศกำหนด

หลักเกณฑ์การได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนดทั้งนี้

เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดเกี่ยวกับการได้รับสิทธินั้นตามกฎหมาย กฎ

ระเบียบประกาศ หรือมติ ก.ร. ในกรณีที่เห็นสมควร ก.ร. อาจแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ

หรือมติก.ร. เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่เห็นสมควร ก.ร. อาจกำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้แก่พนักงานราชการเพื่อให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาปฏิบัติก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

ให้ ก.ร. พิจารณาทบทวนอัตราค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการตามข้อ

๑๔ และข้อ ๑๕ เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมเป็นธรรมและมีมาตรฐาน โดยคำนึงถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลง

ค่าตอบแทนของเอกชน อัตราเงินเดือนของข้าราชการรัฐสภาสามัญ และฐานะการคลังของประเทศ

รวมทั้งปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ให้พนักงานราชการได้รับสิทธิประโยชน์และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาอาจกำหนดให้พนักงานราชการประเภทใดหรือตำแหน่งในกลุ่มงานใดได้รับค่าตอบแทนการออกจากงานโดยไม่มีความผิดได้ตามหลักเกณฑ์ที่

ก.ร. กำหนด

หมวด

การประเมินผลการปฏิบัติงาน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ในระหว่างสัญญาจ้าง ให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ

ดังต่อไปนี้

(๑) การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการทั่วไป

ให้กระทำในกรณีดังต่อไปนี้

(ก) การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี

(ข) การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาจ้าง

(๒) การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการพิเศษ

ให้กระทำในกรณีการประเมินผลสำเร็จของงานตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง

การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการตามวรรคหนึ่ง

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด ในการนี้ ก.ร. อาจกำหนดแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวเพื่อเป็นมาตรฐานทั่วไปให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาปฏิบัติก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

พนักงานราชการผู้ใดไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อ

๑๙ ให้ถือว่าสัญญาจ้างของพนักงานราชการผู้นั้นสิ้นสุดลง โดยให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาแจ้งให้พนักงานราชการทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการผู้นั้น

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

ให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภารายงานผลการดำเนินการจ้างพนักงานราชการรวมทั้งปัญหาอุปสรรคหรือข้อเสนอแนะต่อ

ก.ร. ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี

หมวด

วินัยและการรักษาวินัย

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

พนักงานราชการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามที่กำหนดในระเบียบนี้

ตามที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด และตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

พนักงานราชการต้องรักษาวินัยโดยเคร่งครัดตามที่กำหนดไว้เป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด

พนักงานราชการผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติตามวรรคหนึ่งพนักงานราชการผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัยจะต้องได้รับโทษทางวินัย

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

การกระทำความผิดดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

(๑) กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

(๒) จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ

หรือเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดให้ปฏิบัติจนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(๓) ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(๔) ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา หรือขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาตามข้อ

๒๒ จนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(๕)

ประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(๖) ละทิ้งหรือทอดทิ้งการทำงานเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าเจ็ดวัน

สำหรับตำแหน่งที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนดวันเวลาการมาทำงาน

(๗) ละทิ้งหรือทอดทิ้งการทำงานจนทำให้งานไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดจนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

สำหรับตำแหน่งที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนดการทำงานตามเป้าหมาย

(๘) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือกระทำความผิดอาญาโดยมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือหนักกว่าโทษจำคุก

(๙) ดูหมิ่น เหยียดหยาม สมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการอย่างร้ายแรง

(๑๐) การกระทำอื่นใดที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนดว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

เมื่อมีกรณีที่พนักงานราชการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภาจัดให้มีคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนโดยเร็วและต้องให้โอกาสพนักงานราชการที่ถูกกล่าวหาชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในกรณีที่ผลการสอบสวนปรากฏว่าพนักงานราชการผู้นั้นกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ให้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภามีคำสั่งไล่ออก แต่ถ้าไม่มีมูลกระทำความผิดให้สั่งยุติเรื่อง

หลักเกณฑ์และวิธีการการสอบสวนพนักงานราชการ ให้เป็นไปตามที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

ในกรณีที่ปรากฏว่าพนักงานราชการกระทำความผิดวินัยไม่ร้ายแรงตามที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด

ให้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ตัดเงินค่าตอบแทน หรือลดขั้นเงินค่าตอบแทน

ตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด

ในการพิจารณาการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภาพิจารณาสอบสวนให้ได้ความจริงและยุติธรรมตามวิธีการที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ในกรณีที่ ก.ร. เห็นสมควรอาจกำหนดแนวทางการดำเนินการทางวินัยแก่พนักงานราชการ

เพื่อเป็นมาตรฐานทั่วไปให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาปฏิบัติก็ได้

หมวด

การสิ้นสุดสัญญาจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเมื่อ

(๑) ครบกำหนดตามสัญญาจ้าง

(๒) พนักงานราชการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบนี้หรือตามที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด

(๓) พนักงานราชการตาย

(๔) ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อ ๑๙

(๕) พนักงานราชการถูกให้ออก เพราะกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

(๖) เหตุอื่นตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้หรือตามข้อกำหนดของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาหรือตามสัญญาจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

ในระหว่างสัญญาจ้าง พนักงานราชการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการปฏิบัติงานให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อหัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามหลักเกณฑ์ที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนด

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาอาจบอกเลิกสัญญาจ้างกับพนักงานราชการผู้ใดก่อนครบกำหนดตามสัญญาจ้างได้

โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นเหตุที่พนักงานราชการจะเรียกร้องค่าตอบแทนการเลิกสัญญาจ้างได้

เว้นแต่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาจะกำหนดให้ในกรณีใดได้รับค่าตอบแทนการออกจากงานโดยไม่มีความผิดไว้

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

เพื่อประโยชน์แห่งทางราชการ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาอาจสั่งให้พนักงานราชการไปปฏิบัติงานนอกเหนือจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างได้

โดยไม่เป็นเหตุให้พนักงานราชการอ้างขอเลิกสัญญาจ้างหรือเรียกร้องประโยชน์ตอบแทนใดๆ

ในการนี้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาอาจกำหนดให้ค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนอื่นจากการสั่งให้ไปปฏิบัติงานดังกล่าวก็ได้

ข้อ๓๒ ในกรณีที่บุคคลใดพ้นจากการเป็นพนักงานราชการแล้ว

หากในการปฏิบัติงานของบุคคลนั้นในระหว่างที่เป็นพนักงานราชการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาให้บุคคลดังกล่าวต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว

เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยในการนี้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาอาจหักค่าตอบแทนหรือเงินอื่นใดที่บุคคลนั้นจะได้รับจากส่วนราชการสังกัดรัฐสภาไว้เพื่อชำระค่าความเสียหายดังกล่าวก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓

ในกรณีที่ ก.ร. เห็นสมควรอาจกำหนดแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างตามหมวดนี้

เพื่อเป็นมาตรฐานทั่วไปให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาปฏิบัติก็ได้

หมวด

อำนาจหน้าที่ของ

ก.ร.

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

ให้ ก.ร. มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑) กำหนดแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งเสนอแนะส่วนราชการสังกัดรัฐสภาเกี่ยวกับการบริหารพนักงานราชการเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบนี้

(๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการสรรหาและการเลือกสรรบุคคลเพื่อจ้างเป็นพนักงานราชการ

รวมทั้งแบบสัญญาจ้าง

(๓) กำหนดกลุ่มงานและลักษณะงานในกลุ่มงาน และคุณสมบัติเฉพาะของกลุ่มงานของพนักงานราชการ

(๔) ให้ความเห็นชอบกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาเสนอ

(๕) กำหนดอัตราค่าตอบแทนและวางแนวทางการกำหนดสิทธิประโยชน์อื่นของพนักงานราชการ

(๖) กำหนดมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ

(๗) ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้บังคับระเบียบนี้

(๘) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามที่เห็นสมควร

(๙) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้หรือกฎหมายอื่น

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕

ในกรณีที่เรื่องใดตามระเบียบนี้กำหนดให้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์หรือปฏิบัติในเรื่องใด

ก.ร. อาจกำหนดให้เรื่องนั้นต้องกระทำโดยให้หัวหน้าส่วนราชการสังกัดรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการก็ได้

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖

ในกรณีที่ส่วนราชการสังกัดรัฐสภายังจัดทำกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการไม่แล้วเสร็จ

ถ้ามีความจำเป็นต้องจ้างพนักงานราชการในกลุ่มงานเชี่ยวชาญพิเศษ ให้ดำเนินการจ้างได้ในกรณีที่มีงบประมาณและโครงการแล้ว

หรือสำหรับโครงการใหม่ โดยเสนอ ก.ร. พิจารณาอนุมัติการจ้าง

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗

ในกรณีที่อัตราลูกจ้างประจำว่างลง และคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐกำหนดให้จ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว

ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาจะดำเนินการจ้างเป็นพนักงานราชการตามระเบียบนี้ได้ตั้งแต่ปีงบประมาณ

พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นต้นไป หรือตามที่ ก.ร. กำหนด

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘

ในกรณีที่อัตราลูกจ้างประจำว่างลงระหว่างปี

ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งต้องยุบเลิกตำแหน่งนั้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๓

กันยายน ๒๕๔๖ หากส่วนราชการสังกัดรัฐสภายังมีความจำเป็นและไม่ใช่กรณีการจ้างเหมาบริการ

ให้ขออนุมัติ ก.ร. เพื่อพิจารณากำหนดให้เป็นพนักงานราชการ

ประกาศ

ณ วันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

โภคิน

พลกุล

ประธานรัฐสภา

ประธาน

ก.ร

ชัชสรัญ/ผู้จัดทำ

๒๐

กันยายน ๒๕๔๘

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒/ตอนพิเศษ ๘๑ ง/หน้า ๒๐/๑๐ กันยายน ๒๕๔๘

37 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภาว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2548 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_bbdf2cc26c2e163a

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com