ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 23/2551
เรื่อง การอนุญาตให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน
(Private Repo)
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ในปี 2541 ทางการโดยกระทรวงการคลัง ได้เล็งเห็นความสําคัญของการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ เพื่อให้ตลาดตราสารหนี้เป็นแหล่งเงินทุนอีกทางหนึ่งของภาคธุรกิจนอกเหนือจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางให้สถาบันการเงินสามารถบริหารสภาพคล่องของตนเองโดยผ่านตลาดตราสารหนี้ ดังนั้น จึงได้จัดตั้งคณะทํางานเพื่อการพัฒนาตลาดพันธบัตรในประเทศขึ้นเพื่อศึกษา วางแผน และดําเนินการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จําเป็นในการทําธุรกรรมในตลาด
การสนับสนุนให้มีการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) อย่างกว้างขวางเป็นมาตรการสําคัญประการหนึ่งที่จะสร้างสภาพคล่องให้กับตลาดตราสารหนี้ของไทย โดยธุรกรรม Private Repo จะช่วยให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์สามารถกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันการเงินในรูปแบบที่มีหลักประกันเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารความเสี่ยงของตนได้มากขึ้นแทนการกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตร (Repurchase Market : Repo) ซึ่งที่ผ่านมาทางการได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับธุรกรรมดังกล่าว จนถึงปัจจุบันธุรกรรมดังกล่าวมีสัญญามาตรฐานรองรับ และไม่มีปัญหาอุปสรรคทางด้านภาษีแล้ว ประกอบกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายทําธุรกรรมการซื้อ/ขายพันธบัตรรัฐบาลกับสถาบันการเงินที่เป็น Primary Dealers เท่านั้นเพื่อเพิ่มช่องทางในการดําเนินนโยบายการเงิน และได้ยกเลิกตลาดซื้อคืนพันธบัตรที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (Repo) อังนั้นเพื่อให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์สามารถทําธุรกรรมดังกล่าวได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้อนุญาตให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้ตามนัยของประกาศฉบับนี้
ในการออกประกาศฉบับนี้เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และเป็นการรวบรวมประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการอนุญาตให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ที่บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์เคยได้รับอนุญาตให้ทําได้อยู่แล้วตามเดิมมาไว้ในฉบับเดียวกัน โดยสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากหลักเกณฑ์เดิม ทั้งนี้ บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใคทําธุรกรรมดังกล่าวอยู่แล้วก็ให้ดําเนินต่อไปได้
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 36 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ตามหลักเกณฑ์ในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองชิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
4.1 หนังสือเวียนที่ ธปท. สนส. (11) ว.3491/2543 เรื่อง แนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ของสถาบันการเงิน ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2543
4.2 หนังสือเวียนที่ สนส. (11) ว.120/2544 เรื่อง สรุปคําถาม-คําตอบเกี่ยวกับการประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ของสถาบันการเงินจากการจัดประชุมชี้แจงลงวันที่ 21 มีนาคม 2544
4.3 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ของบริษัทเงินทุน ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 (หนังสือเวียนนําส่งที่ สนส. (02) ว.87/2544 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544)
4.4 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกําหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินจากผู้ลงทุนประเกทสถาบันในรูปแบบของธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 (หนังสือเวียนนําส่งที่ สนส.(01) ว.133/2545 ลงวันที่ 21 มกราคม 2545)
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 หลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกรรม
5.1.1 ในประกาศฉบับนี้
"บริษัทเงินทุน" หมายความว่า บริษัทเงินทุนตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
"บริษัทเครดิตฟองซิเอร์" หมายความว่า บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
"สถาบันการเงิน" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551
"ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน" หมายความว่า การประกอบธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาว่าจะขายคืนหรือซื้อคืน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน หรือกู้ยืมเงินตามแต่กรณี โดยมีหลักประกันเป็นตราสาร ทั้งนี้ กําหนดให้ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนเป็นธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประเภทหนึ่ง
"กองทุน" หมายความว่า กองทุนต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ กองทุนรวม กองทุนสํารองเลี้ยงชีพกองทุนส่วนบุคคล และกองทุนประเภทอื่น ๆ ที่คณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะกําหนดขึ้นในอนาคต
5.1.2 คู่สัญญาในการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน
(1) การให้กู้ยืมเงิน
ให้บริษัทเงินทุนสามารถให้กู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับบุคคลธรรมดาและนิดิบุคคลทุกประเภทที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
(2) การกู้ยืมเงิน
(2.1) ให้บริษัทเงินทุนสามารถกู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับประเภทผู้ลงทุนดังต่อไปนี้
(2.1.1) สถาบันการเงิน
(2.1.2) กองทุน
(2.1.3) กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ
(2.1.4) สํานักงานประกันสังคม
(2.1.5) สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น
(2.1.6) บริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันภัย
(2.2) ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์สามารถกู้ยืมเงินบาทภายใต้ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนจากสถาบันการเงินเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ไม่ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน หรือธุรกรรมที่มีลักษณะเดียวกันกับคู่สัญญาที่เป็นผู้มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ (Non-resident)
5.1.3 หลักทรัพย์ที่ใช้ในการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน
ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนเฉพาะในตราสารหนี้ภาครัฐสกุลเงินบาทที่มีความเสี่ยงต่ําและมีราคาตลาดที่อ้างอิงได้อย่างโปร่งใส ได้แก่
(1) ตั๋วเงินคลัง และพันธบัตรรัฐบาล
(2) พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย
(3) พันธบัตรรัฐวิสาหกิจและหุ้นกู้ที่รัฐบาลประกัน
(4) พันธบัตรและตราสารการเงินอื่นใดที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบ
5.1.4 นิติกรรมสัญญา
ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใช้สัญญาเดียวกับที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ ให้มีเอกสารแนบท้ายสัญญา (Annex) ได้ โดยต้องไม่ทําให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแก่คู่สัญญา
5.2 หลักเกณฑ์การกํากับดูแล
5.2.1 ระบบการควบคุมภายใน
ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์กําหนดให้มีระบบการควบคุมภายในขั้นต่ํา ในเรื่องต่อไปนี้
(1) นโยบายและระเบียบปฏิบัติในการประกอบธุรกิจ
(2) นโยบายการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือและการกําหนดวงเงินคู่สัญญา
(3) ระเบียบและวิธีการบริหารความเสี่ยงและระบบการควบคุมภายในเช่น
(3.1) หลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือและการกําหนดวงเงินคู่สัญญาก่อนการทําธุรกรรม และการทบทวนความน่าเชื่อถือของคู่สัญญาภายหลังการทําธุรกรรมระยะหนึ่ง ทํานองเดียวกับการให้สินเชื่อ/ให้กู้ยืมโดยทั่วไป
(3.2) การบริหารความเสี่ยง
(3.3) การกําหนดคู่มือการปฏิบัติงาน
(3.4) การแยกหน้าที่ของ Dealer และ Back Office ออกจากกันโดยเฉพาะการแยกหน้าที่เรื่องการทบทวนความน่าเชื่อถือของคู่ค้า และการประเมินราคาหลักทรัพย์/หลักประกัน (Mark to Market) ออกจากหน้าที่ของ Dealer
(3.5) การจัดทําทะเบียนคุมหลักทรัพย์/หลักประกันที่ได้จากการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน
5.2.2 การดํารงเงินกองทุน
ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับบริษัทเงินทุน และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับบริษัทเงินทุน หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์สําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์แล้วแต่กรณี
5.2.3 การดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง
ในการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ถือปฏิบัติดังนี้
ให้ผู้ให้กู้ยืมเงิน (ผู้ซื้อตราสาร) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในตราสาร ณ สิ้นวันใดวันหนึ่ง สามารถนับตราสารตามที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกําหนดให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องได้ตั้งแต่วันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในตราสาร (Settlement date) ในขณะเดียวกันผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร) ซึ่งเป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์ต้องไม่นับตราสารนั้นเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องในวันเดียวกัน และเมื่อถึงวันครบกําหนดสัญญา Private Repo ผู้ให้กู้ยืมเงินต้องตัดตราสารดังกล่าวออกจากการนับเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องและผู้กู้ยืมเงินซึ่งรับคืนตราสาร สามารถนับตราสารนั้นเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องได้ในวันเดียวกัน
5.2.4 การนับลูกหนี้รายใหญ่
ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นับธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนรวมกับธุรกรรมปกติของลูกหนี้รายนั้นตามความมาตรา 50 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ดังนี้
(1) ให้ผู้ให้กู้ยืมเงิน (ผู้ซื้อตราสาร) นับจํานวนเงินที่ให้ กู้ยืมดังกล่าวในการคํานวณการใหสินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 โดยให้บริษัทเงินทุนนับธุรกรรมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อการะผูกพันหรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อประเภทอื่น เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันใน โครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนนั้น
ทั้งนี้ หากตราสารที่รับโอนมาได้รับยกเว้นตามมาตรา 52 ให้บริษัทเงินทุนผู้รับโอนตราสารได้รับยกเว้น ไม่ต้องนับเงินให้กู้ยืมในส่วนที่มีตราสารวางเป็นประกันดังกล่าวในการคํานวณข้างต้น
(2) ให้ผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร) นับมูลค่าของตราสารที่ โอนไปให้ผู้ให้กู้ยืมเงินในส่วนที่เกินกว่าเงินกู้ยืมที่ได้รับมาในการคํานวณตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กล่าวคือให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นับธุรกรรมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อประเภทอื่น เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ ต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์แล้วแต่กรณี
(3) ในกรณีที่บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร) ได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อ 5.2.4 (2) แล้ว ต่อมาถ้ามูลค่าตราสารที่บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์โอนเป็นหลักประกันเปลี่ยนแปลงจนมีผลทําให้อัตราส่วนดังกล่าวตามข้อ 5.2.4 (2) เกินกว่าที่กําหนด บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์จะประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับคู่สัญญาดังกล่าวเพิ่มอีกไม่ได้ ส่วนการประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนที่เกิดขึ้นก่อนแล้วให้มีผลผูกพันต่อไปตามสัญญาที่ทําไว้
(4) ในการคํานวณอัตราส่วนตามข้อ 5.2.4 (1) และ 5.2.4 (2) สําหรับช่วงเวลาทีประกอบธุรกรรมอยู่นั้นจะต้องมีการตีมูลค่าของหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกันให้มีมูลค่าตามราคาตลาด (Mark to market) ดังนั้น บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์จึงต้องถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
(4.1) ในกรณีที่ตราสารที่เป็นหลักประกันมีมูลค่าลดลง ถ้าบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ผู้กู้ยืมเงินถูกเรียกมาร์จินเป็นเงินสด ให้ปรับลดยอดเงินกู้ยืมลงเท่าจํานวนเงินมาร์จินที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าถูกเรียกมาร์จินเป็นตราสาร ให้ปรับมูลค่าของตราสารที่ โอนเป็นหลักประกันโดยรวมตราสารที่เป็นมาร์จินเพิ่มขึ้นด้วย
(4.2) ในกรณีที่ตราสารที่เป็นหลักประกันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถ้าบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ผู้กู้ยืมเงินได้รับคืนมาร์จินเป็นเงินสด ให้ปรับเพิ่มยอดเงินกู้ยืมขึ้นเท่าจํานวนเงินที่ได้รับนั้น แต่ถ้าได้รับคืนมาร์จินเป็นตราสาร ให้ลดจํานวนตราสารที่เป็นหลักประกันลงตามจํานวนตราสารที่ได้รับคืน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างของมาร์จิน (Exposure)ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ตามมูลค่าของตลาดในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการเรียกมาร์จิน หรือหลักประกันเพิ่มนั้น ในการคํานวณอัตราส่วนของลูกหนี้รายใหญ่ (Total Exposure) ในข้อ 5.2.4 (1) และ 5.2.4 (2) บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์จะต้องนํามูลค่าส่วนต่างของมาร์จินที่กําหนดไว้ตอนเริ่มทําสัญญามาใช้ในการคํานวณอัตราส่วนของลูกหนี้รายใหญ่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนต่างของมาร์จินตลอดเวลาอันเนื่องจากการตีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด แต่ในการคํานวณจะไม่นําส่วนต่างของมาร์จินที่เกิดขึ้นจริงมาใช้ในการคํานวณ แต่จะให้นํามูลค่าของส่วนต่างของมาร์จินเดิมตอนเริ่มทําสัญญามาใช้ในการคํานวณ
5.2.5 การบันทึกบัญชี
ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์บันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีหรือแนวปฏิบัติของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยหรือสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยแล้วแต่กรณี และให้จัดทําทะเบียนเกี่ยวกับการซื้อหรือขายธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนเพื่อประโยชน์ในการติดตามและควบคุมความถูกต้องของการทําธุรกรรม โดยในทะเบียนควรมีข้อมูลขั้นต่ําดังนี้ วันที่ทําสัญญา วันครบกําหนดสัญญา วันส่งมอบหลักทรัพย์ จํานวนเงินที่ทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน การดํารงมาร์จิน รายละเอียดตราสารที่เกี่ยวข้อง เช่น เลขที่ตราสารชื่อผู้ออก จํานวนเงิน เป็นต้น
5.2.6 การรายงาน
การรายงานธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนในแบบรายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้แสดงไว้ภายใต้รายการเงินให้สินเชื่อ เงินกู้ยืม รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน สินทรัพย์อื่นหรือหนี้สินอื่น แล้วแต่กรณีจนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้ทําการปรับปรุงแก้ไขแบบรายงานที่เกี่ยวข้องและประกาศใช้ต่อไป
5.2.7 การยับยั้งหรือสั่งเพิกถอน
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอํานาจยับยั้งหรือสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้ ในกรณีต่อไปนี้
(1) บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(2) กรณีอื่น ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่ากระทบกับความปลอดภัยหรือความผาสุกของประชาชน
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย