ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนช. 8/2561
เรื่อง หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ปัจจุบันการให้บริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นบริการที่ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการได้ทั้งจากผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน รวมทั้งสามารถให้บริการโอนเงินได้ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ดังนั้น ในการกํากับดูแลการให้บริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบธุรกิจโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง มีระบบให้บริการที่ปลอดภัยน่าเชื่อถือแล้ว ยังต้องมีการดูแลให้มีการคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะการเก็บรักษาเงินรับล่วงหน้าและการจัดการเงินรับล่วงหน้า
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบธุรกิจโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ถือปฏิบัติเพิ่มเติมนอกเหนือจากการปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ทั่วไปในการกํากับดูแลการประกอบธุรกิจบริการการชําระเงินภายใต้การกํากับ
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 19 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติระบบการชําระเงิน พ.ศ. 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามความในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้การกํากับตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชําระเงิน
อื่นๆ - 4. เนื้อหา
4.1 นิยาม
ในประกาศฉบับนี้
"ผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่าผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนให้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้การกํากับตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชําระเงิน
"ธนาคารพาณิชย์" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
"สถาบันการเงินเฉพาะกิจ" หมายความว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
"การให้บริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า การให้บริการที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับเงินมาจากผู้ใช้บริการเพื่อโอนเงินต่อไปยังผู้รับโอนเงิน
"เงินรับล่วงหน้า" หมายความว่า ยอดคงค้างของจํานวนเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้รับมาจากผู้ใช้บริการหรือผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์รายอื่น ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทําธุรกรรมการโอนเงินให้กับผู้ใช้บริการไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในสิ้นวันถัดจากวันที่ทําธุรกรรม (T+1)
4.2 หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
ผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(1) ต้องออกเอกสารหลักฐานในการโอนเงิน เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิสูจน์ธุรกรรมการโอนเงิน และจัดส่งให้ผู้ใช้บริการตามวิธีที่ตกลงกับผู้ใช้บริการ โดยควรมีรายละเอียดอย่างน้อย ดังนี้
(1.1) ชื่อผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
(1.2) จํานวนเงินที่โอน รายละเอียดที่อ้างอิงถึงผู้ใช้บริการ เช่น ชื่อผู้โอนและผู้รับโอน
(1.3) วัน เดือน ปี และเวลาที่ออกหลักฐานการโอนเงิน
(1.4) ข้อความแสดงผลหรือรหัสการทํารายการโอนเงิน เช่น สําเร็จหรือไม่สําเร็จ
(2) การโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ต่อเมื่อผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ได้รับเงินหรือได้รับเครดิตบัญชีครบถ้วนตามจํานวนเงินที่โอนเข้าบัญชีของผู้รับโอน
(3) จัดทําบัญชีเงินที่ได้รับจากการให้บริการโอนเงินแยกไว้ต่างหากจากบัญชีอื่นของผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และจัดทําข้อมูลให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยต้องจัดทําบัญชีเงินรับล่วงหน้าที่ได้รับจากผู้ใช้บริการแยกแต่ละราย รวมทั้งแสดงบัญชีเงินรับล่วงหน้าไว้ในงบการเงินต่างหากให้ชัดเจน หรือแสดงไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินให้ชัดเจนก็ได้
(4) จัดทํานโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับเงินรับล่วงหน้า ในเรื่องการเก็บรักษาการจัดการ และการคํานวณยอดคงค้างของเงินรับล่วงหน้า โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งจัดให้มีการทบทวนหรือปรับปรุงนโยบายและแนวปฏิบัติดังกล่าวให้เหมาะสมอยู่เสมอ
(5) จัดให้มีระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการนําเงินรับล่วงหน้าไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การฉ้อโกง การทุจริต การกระทําความผิดต่าง ๆ หรือการละเลยในการเก็บรักษาเงินรับล่วงหน้า
(6) การเก็บรักษาเงินรับล่วงหน้าต้องแยกไว้ต่างหากจากเงินทุนหมุนเวียนอื่นของผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และให้ฝากไว้ที่ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่น้อยกว่ายอดคงค้างของเงินรับล่วงหน้า โดยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากอื่น ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งต้องปราศจากภาระผูกพัน และใช้สําหรับการชําระบัญชีอันเนื่องมาจากการให้บริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น
นอกจากนี้ การเปิดบัญชีเงินฝากสําหรับใช้ในการเก็บรักษาเงินรับล่วงหน้าข้างต้นนั้น ผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องระบุชื่อบัญชีเงินฝากธนาคารให้ชัดเจนว่าเป็นบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้เพื่อเก็บรักษาเงินรับล่วงหน้าของผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองเงินรับล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชําระเงิน
กรณีผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อาจเก็บรักษาเงินรับล่วงหน้าไว้ที่สถาบันตนเองก็ได้ โดยแยกออกจากทรัพย์สินของตน และไม่อาจนําไปใช้เพื่อการอื่นใดได้
4.3 การผ่อนผันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดตามประกาศฉบับนี้ โดยมีเหตุจําเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในการให้บริการอย่างต่อเนื่องหรือต่อความน่าเชื่อถือของบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบธุรกิจบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถยื่นขอผ่อนผันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว พร้อมชี้แจงเหตุผลและความจําเป็น ต่อ ธปท. เป็นหนังสือหรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด โดย ธปท. อาจจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ หรือกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ถือปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยก็ได้
อื่นๆ - 5. บทเฉพาะกาล
ผู้ซึ่งประกอบกิจการบริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ หากไม่สามารถจัดทํานโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับเงินรับล่วงหน้า ในเรื่องการเก็บรักษา การจัดการ และการคํานวณยอดคงค้างของเงินรับล่วงหน้า โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท ตามข้อ 4.2 (4) ให้ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ต้องดําเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนแล้วแต่กรณี
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2561 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน 2561
(นางฤชุกร สิริโยธิน)
รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน
ผู้ว่าการแทน
ธนาคารแห่งประเทศไทย