คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ที่ ๔๕/๒๕๕๙
เรื่อง
การขยายกำหนดเวลาการยื่นรายการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร
เพื่อความเป็นธรรมแก่นักลงทุน
โดยที่การส่งเสริมการลงทุนในประเทศเป็นนโยบายสำคัญของทุกรัฐบาลตลอดมาดังที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน
พ.ศ. ๒๕๒๐ จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
เพื่อพิจารณามาตรการอำนวยความสะดวกการให้สิทธิประโยชน์
และสิ่งจูงใจต่าง ๆ แก่นักลงทุนตามมาตรฐานในนานาประเทศ
จนสามารถให้ความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
เพิ่มรายได้ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การใช้ทรัพยากรในประเทศการถ่ายทอดเทคโนโลยี
และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม
ในทางปฏิบัติและในความเข้าใจข้อกฎหมายของหน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนในบางครั้งอาจแตกต่างจากหน่วยงานตามกฎหมายอื่น
ซึ่งผู้เกี่ยวข้องได้ประสานและหาทางแก้ปัญหาเพื่อสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ
และวางแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมอยู่แล้ว
ความเข้าใจแตกต่างที่มีนัยสำคัญประการหนึ่งคือปัญหาการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนว่าในกรณีประกอบกิจการขาดทุนจะมีวิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอย่างไร
หากถือตามความเข้าใจและแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
วิธีการคำนวณจะแตกต่างจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรและประกาศกรมสรรพากร
ซึ่งต่อมาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๓๔๕/๒๕๕๘ อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๖
พฤษภาคม ๒๕๕๙
วินิจฉัยให้การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลรัษฎากรตามที่เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรคำนวณ
ข้อนี้เท่ากับว่านิติบุคคลดังกล่าวต้องชำระภาษีให้ถูกต้อง
แต่โดยที่ล่วงเลยระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
จึงเป็นเหตุให้นิติบุคคลเหล่านั้นต้องชำระเงินเพิ่มและเบี้ยปรับอีกส่วนหนึ่ง
ตามมาตรา
๓ อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจขยายกำหนดเวลาการยื่นรายการชำระภาษีเงินได้และขยายกำหนดเวลาการยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรได้ตามความจำเป็น
ซึ่งต่อมาได้มีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง
ขยายกำหนดเวลาการยื่นรายการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ลงวันที่ ๑๖
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙ อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กำหนด จนถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ อันมีผลทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม
หากได้ชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มไว้แล้วก็ให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นคำร้องขอคืนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มออกไปเป็นภายในวันที่
๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ เช่นกัน โดยระบุเหตุผลไว้ในประกาศดังกล่าวว่า
การขยายกำหนดเวลาเช่นนี้ เนื่องมาจากการปฏิบัติตามแนววินิจฉัยอันมีความคลาดเคลื่อนจากหน่วยงานราชการอื่นโดยมิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษี แต่โดยที่ประกาศดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงบางกรณีซึ่งแม้อยู่ในบังคับเหตุผลอย่างเดียวกัน
แต่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางข้อในประกาศฉบับนั้น
จึงสมควรวางหลักเกณฑ์การขยายกำหนดเวลาการยื่นรายการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรเสียใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมตามนัยแห่งเหตุผลเดียวกัน
เพื่อประโยชน์ในการรักษาบรรยากาศการลงทุนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยถือว่ากรณีนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยังคงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาแต่การจะชำระเมื่อใดและภายใต้หลักเกณฑ์ใดเป็นเรื่องของการบังคับคดีและวิธีปฏิบัติ
ซึ่งมาตรา ๓ อัฏฐ วรรคสอง ให้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้