法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
16
มาตรา อารัมภบท

ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก

วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖

และมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

จึงออกประกาศกำหนดอัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก

วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้น

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในประกาศนี้

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานประกันสังคม

หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด แล้วแต่กรณี

“เงินสมทบ” หมายความว่า

เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเพื่อใช้เป็นเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้าง

“ปี” หมายความว่า ปีปฏิทิน

“แบบลงทะเบียน” หมายความว่า

แบบลงทะเบียนจ่ายเงินสมทบและแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง ตามมาตรา ๔๔

แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗

อัตราเงินสมทบ

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบตามอัตราเงินสมทบ

ซึ่งกำหนดไว้ในตารางที่ ๑ ท้ายประกาศนี้

การกำหนดรหัสประเภทกิจการ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ เพื่อประโยชน์ในการเรียกเก็บเงินสมทบ

ให้สำนักงานกำหนดรหัสประเภทกิจการของนายจ้างตามตารางที่ ๑ ท้ายประกาศนี้

โดยพิจารณาจากประเภทกิจการที่นายจ้างดำเนินการ

และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบตามอัตราเงินสมทบของรหัสประเภทกิจการนั้น

ในกรณีที่ไม่อาจกำหนดรหัสประเภทกิจการของนายจ้างอย่างหนึ่งอย่างใดได้ให้กำหนดรหัสประเภทกิจการที่มีความเสี่ยงภัยใกล้เคียงอย่างยิ่ง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

ให้สำนักงานกำหนดรหัสประเภทกิจการของนายจ้างรายหนึ่งเพียงรหัสเดียว

โดยพิจารณาจากกิจการหลักของนายจ้างผู้นั้น

เว้นแต่นายจ้างประกอบกิจการหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

ถ้าไม่สามารถกำหนดรหัสประเภทกิจการตามวรรคหนึ่ง

ให้กำหนดรหัสประเภทกิจการซึ่งเป็นบริการหรือผลผลิตสุดท้าย

เว้นแต่ไม่สามารถแยกได้ว่าประเภทกิจการใดเป็นบริการหรือผลผลิตสุดท้าย

ให้กำหนดรหัสประเภทกิจการซึ่งมีลูกจ้างมากที่สุด

ถ้าไม่สามารถแยกได้ว่าประเภทกิจการใดมีลูกจ้างมากที่สุด

ให้กำหนดรหัสประเภทกิจการที่มีอัตราเงินสมทบสูงสุด

ในกรณีที่นายจ้างประกอบกิจการผลิตหรือประกอบและจำหน่าย

ให้สำนักงานกำหนดรหัสประเภทกิจการซึ่งเป็นกิจการผลิตหรือประกอบแล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ถ้าปรากฏว่ารหัสประเภทกิจการที่กำหนดไว้ไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริงให้สำนักงานวินิจฉัยและเปลี่ยนแปลงรหัสประเภทกิจการ

และอัตราเงินสมทบของนายจ้างให้ถูกต้องกับข้อเท็จจริง

และเมื่อได้เปลี่ยนแปลงเป็นการถูกต้องแล้วให้แจ้งนายจ้างทราบ

เพื่อให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเพิ่ม หรือจ่ายเงินคืนแก่นายจ้าง

การเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่ง

ถ้าเป็นผลให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเพิ่มหรือสำนักงานต้องจ่ายเงินคืนให้กับนายจ้าง

ให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันต้นแห่งปีนั้น

วิธีเรียกเก็บเงินสมทบ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี

เงินสมทบให้คำนวณจากค่าจ้างที่นายจ้างจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างทั้งปี

ลูกจ้างคนใดได้รับค่าจ้างเกินกว่าสองแสนสี่หมื่นบาทต่อปี

ค่าจ้างที่นำมาคำนวณเงินสมทบสำหรับลูกจ้างผู้นั้น ให้คำนวณเพียงสองแสนสี่หมื่นบาท

กรณีที่ลูกจ้างตามวรรคสองทำงานไม่ถึงหนึ่งปี

การคำนวณเงินสมทบให้ลดลงตามส่วน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ นายจ้างรายใดมีหน้าที่ยื่นแบบลงทะเบียน

แต่ไม่ยื่น หรือยื่นแล้วแต่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือปฏิเสธที่จะให้ข้อเท็จจริงในการคำนวณเงินสมทบให้สำนักงานบันทึกรายละเอียดลงในแบบลงทะเบียน

แล้วประเมินเงินสมทบที่นายจ้างผู้นั้นต้องจ่ายโดยพิจารณาจากหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

หากไม่มีหลักฐานที่เกี่ยวข้องก็ให้ประเมินเงินสมทบตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ นายจ้างรายใดได้ยื่นแบบลงทะเบียนและจ่ายเงินสมทบครั้งแรกต่อสำนักงานแล้ว

ในปีต่อไปให้จ่ายเงินสมทบซึ่งคำนวณโดยประมาณตลอดทั้งปีภายในเดือนมกราคมของทุกปี

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการ

และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความในแบบลงทะเบียนจ่ายเงินสมทบซึ่งได้ยื่นไว้ต่อสำนักงาน

ให้นายจ้างแจ้งเป็นหนังสือให้สำนักงานทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

ให้นายจ้างจำนวนเงินค่าจ้างทั้งหมดของปีที่ล่วงมาแล้วที่ได้จ่ายจริงให้กับลูกจ้างตามแบบที่สำนักงานกำหนดโดยให้แจ้งนับแต่วันที่ต้องจ่ายเงินสมทบจนถึงวันสิ้นปีนั้น

และให้สำนักงานคำนวณเงินสมทบที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง

ผลต่างระหว่างเงินสมทบที่นายจ้างได้จ่ายให้แก่สำนักงานไว้แล้ว

และที่คำนวณใหม่จะเป็นเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มหรือสำนักงานจะต้องจ่ายคืนให้แก่นายจ้าง

แล้วแต่กรณี

การแจ้งจำนวนเงินค่าจ้างตามวรรคหนึ่ง

หากเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกกิจการให้นายจ้างแจ้งจำนวนเงินค่าจ้างภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เลิกกิจการโดยให้แจ้งจำนวนเงินค่าจ้างจนถึงวันเลิกกิจการหรือวันสิ้นปีที่มีการจ่ายค่าจ้าง

แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในกรณีที่นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม

หรือสำนักงานต้องจ่ายเงินคืนให้แก่นายจ้างตามข้อ ๖ และข้อ ๑๐

ให้นายจ้างหรือสำนักงานดำเนินการให้แล้วเสร็จ

ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบผลว่านายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม

หรือสำนักงานต้องจ่ายเงินคืนแล้วแต่กรณี

เว้นแต่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้ตามข้อ ๑๐ วรรคหนึ่ง

ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

นายจ้างรายใดซึ่งมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินสมทบตั้งแต่วันต้นแห่งปีและยินยอมปฏิบัติตามข้อกำหนดในข้อ

๑๓ และข้อ ๑๔ อาจยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่สำนักงานกำหนด

เพื่อขออนุญาตผ่อนชำระเงินสมทบเป็นงวดก็ได้

นายจ้างซึ่งได้รับอนุญาตให้ผ่อนชำระเงินสมทบเป็นงวด

หากไม่ปฏิบัติตามความในข้อ ๑๓ หรือข้อ ๑๔

สำนักงานอาจยกเลิกการอนุญาตดังกล่าวนั้นก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

นายจ้างซึ่งได้รับอนุญาตให้ผ่อนชำระเงินสมทบเป็นงวดให้ฝากเงินไว้กับสำนักงานเป็นจำนวนร้อยละยี่สิบห้าของเงินสมทบ

ซึ่งคำนวณโดยประมาณตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการประกันการจ่ายเงินสมทบ ทั้งนี้

ภายในเดือนมกราคม

เงินฝากตามวรรคหนึ่ง

ให้สำนักงานเก็บรักษาไว้ตลอดระยะเวลาที่นายจ้างได้รับอนุญาตให้ผ่อนชำระเงินสมทบ

และให้สำนักงานคืนเงินฝากให้นายจ้าง เมื่อนายจ้างไม่ขอผ่อนชำระเงินสมทบ

หรือสำนักงานยกเลิกการอนุญาต ให้ผ่อนชำระหรือนายจ้างไม่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ การจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง

ซึ่งได้รับอนุญาตให้ผ่อนชำระเงินสมทบเป็นงวด ให้แบ่งจ่ายเป็นสี่งวดตามปี

และต้องจ่ายภายในเดือนถัดจากวันสิ้นงวดของแต่ละงวด

พร้อมทั้งแจ้งจำนวนเงินค่าจ้างทั้งสิ้นของแต่ละงวดตามแบบที่สำนักงานกำหนด

การลดหรือเพิ่มอัตราเงินสมทบ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ นายจ้างซึ่งต้องจ่ายเงินสมทบตามตารางที่ ๑

มาแล้วสี่ปีติดต่อกันให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบในปีถัดไป ลดหรือเพิ่มอัตราเงินสมทบตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างตามตารางที่

๒ ท้ายประกาศนี้

การคำนวณหาอัตราส่วนการสูญเสียตามวรรคหนึ่ง

ให้สำนักงานคำนวณอัตราส่วนการสูญเสียโดยเฉลี่ยของนายจ้างแต่ละรายย้อนหลังไปสามปีติดต่อกัน

และนำผลที่คำนวณได้ไปใช้ในปีถัดไปจากปีที่คำนวณหาอัตราส่วนการสูญเสีย

อัตราส่วนการสูญเสียนั้น

ให้นำเงินทดแทนซึ่งต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างแต่ละคนคำนวณเป็นร้อยละของเงินสมทบที่นายจ้างผู้นั้นต้องจ่ายในระยะเวลาเดียวกัน

ในกรณีที่นายจ้างประกอบกิจการหลายประเภทและมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบทุกประเภทกิจการ

การคำนวณหาอัตราส่วนการสูญเสีย ให้คำนวณแยกตามประเภทกิจการนั้น ๆ

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

สำหรับนายจ้างที่ได้จ่ายเงินสมทบตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย

อัตราและวิธีเรียกเก็บเงินสมทบ

การจ่ายเงินทดแทนของสำนักงานกองทุนเงินทดแทนและการอุทธรณ์ซึ่งออกตามความในข้อ ๓

แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕

อยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับให้นำจำนวนเงินทดแทนที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างแต่ละคนและการจ่ายเงินสมทบตามประกาศของกระทรวงหมาดไทยดังกล่าวมาคำนวณหาอัตราส่วนการสูญเสียตามหลักเกณฑ์ในข้อ

๑๕ ด้วย

ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๗

เสริมศักดิ์ การุญ

รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ปฏิบัติราชการแทน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

(เอกสารแนบ)

(๑) ตารางที่ ๑ อัตราเงินสมทบ

(๒) ตารางที่ ๒ การลด –

เพิ่ม อัตราเงินสมทบ

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

16 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_c7bc2200062e1ad6

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com