法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม พ.ศ. 2554

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
44
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

พ.ศ. ๒๕๕๔

โดยที่มาตรา ๒๕๗ (๒) (๓) และ (๔) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

บัญญัติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่า กฎ คำสั่ง

หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

อีกทั้งมีอำนาจหน้าที่ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย เมื่อได้รับการร้องขอจากผู้เสียหายและเป็นกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

และความในมาตรา ๔ มาตรา ๑๕ (๑๐) มาตรา ๒๖ วรรคสาม มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๓

แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า

“ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๔”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑]

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“สิทธิมนุษยชน” หมายความว่า

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ

เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

หรือตามกฎหมายไทยหรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“กรรมการ” หมายความว่า

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า

คณะอนุกรรมการด้านคดีสิทธิมนุษยชนเพื่อพิจารณาเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

“ประธานอนุกรรมการ” หมายความว่า

ประธานอนุกรรมการด้านคดีสิทธิมนุษยชนเพื่อพิจารณาเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

“สำนักงาน” หมายความว่า

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ผู้ร้อง” หมายถึง

ผู้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อให้พิจารณาดำเนินการเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

“คำร้อง” หมายความว่า

คำร้องที่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการตามระเบียบนี้โดยทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยวาจา

หรือร้องด้วยวิธีอื่นใด และเจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้ในคำร้องตามแบบที่สำนักงานกำหนด

“พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน” หมายความว่า

พนักงานคดี

หรือข้าราชการของสำนักงานที่ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนตามคำร้อง

“พนักงานผู้รับผิดชอบคดี” หมายความว่า

พนักงานคดีหรือข้าราชการของสำนักงานทนายความ หรือบุคคลอื่น

ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานผู้รับผิดชอบคดี

เพื่อให้มีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรักษาการตามระเบียบนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้หรือที่ระเบียบนี้มิได้กำหนดไว้

ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย และเมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาวินิจฉัยเป็นประการใดแล้วให้ถือปฏิบัติตามนั้น

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ คำร้องให้ทำเป็นหนังสือ หรือร้องด้วยวาจา

หรือร้องด้วยวิธีอื่นใด

คำร้องที่ทำเป็นหนังสือจะยื่น ณ สำนักงานหรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้

การร้องด้วยวาจา ให้บันทึกไว้ในคำร้องตามแบบที่สำนักงานกำหนด

โดยแบบดังกล่าวจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับ วัน เดือน ปี ที่บันทึกคำร้อง ชื่อ

ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ร้องหรือผู้ทำการแทนที่ติดต่อได้โดยสะดวก

ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อันเป็นเหตุแห่งการร้อง

โดยให้ผู้ร้องหรือผู้ทำการแทนลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ

กรณีไม่สามารถลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือได้ ให้มีพยานบุคคลลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยสองคนในแบบบันทึกคำร้องด้วย

การร้องด้วยวิธีอื่นใด

ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนดตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ เมื่อสำนักงานได้รับคำร้องแล้ว ให้ออกใบรับคำร้องให้แก่ผู้ร้องหรือผู้ทำการแทนไว้เป็นหลักฐาน

ใบรับคำร้องต้องมีข้อความแสดงถึงวัน เดือน ปี

ที่รับคำร้องและลงลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้อง

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ เพื่อประโยชน์แห่งการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี

อาจย่นหรือขยายระยะเวลานั้นได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้

ให้คำนึงถึงระยะเวลาการฟ้องคดีหรืออายุความเป็นสำคัญด้วย

การยื่นคำร้อง

การยื่นคำร้องเพื่อขอให้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ผู้ร้องซึ่งเห็นว่า

บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

อาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด

หรือกฎหมายที่มีผลบังคับใช้เทียบเท่าพระราชบัญญัติ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ คำร้องตามข้อ ๘

ประกอบด้วย

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง

(๒) ความเห็นของผู้ร้องว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นเหตุให้ต้องใช้สิทธิ

พร้อมทั้งระบุข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องตามสมควรและเหตุผลสนับสนุน

(๓) ความประสงค์ของผู้ร้องที่จะให้คณะกรรมการดำเนินการ

(๔) ลงลายมือชื่อของผู้ร้องโดยให้นำข้อ ๕ วรรคสาม

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่มีผู้ร้องหลายคนในเหตุเดียวกัน

อาจยื่นคำร้องร่วมกันเป็นฉบับเดียวโดยจะมอบหมายให้ผู้ร้องคนหนึ่งคนใดเป็นผู้แทนในการดำเนินการต่อไปก็ได้

แต่ต้องระบุและแนบหลักฐานการมอบหมายกับคำร้องนั้นด้วย ในกรณีเช่นว่านี้

ให้ถือว่าการดำเนินการของผู้แทนผูกพันผู้ร้องทุกคน

การยื่นคำร้องเพื่อขอให้เสนอเรื่องต่อศาลปกครอง

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ผู้ร้องซึ่งเห็นว่า กฎ คำสั่ง

หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้ร้อง และมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

อาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง

กฎตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น

ระเบียบ ข้อบังคับ

หรือบทบัญญัติอื่นที่ไม่อาจเทียบเท่าพระราชบัญญัติและมีผลบังคับเป็นการทั่วไป

โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

ผู้ร้องอาจขอให้คณะกรรมการร้องขอต่อศาลปกครองให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ คำร้องตามข้อ ๑๐

ประกอบด้วย

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง

(๒) ชื่อบุคคลหรือชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอันเป็นเหตุแห่งการร้อง

(๓) กฎ คำสั่ง หรือการกระทำทางปกครองอื่นใดที่เป็นเหตุแห่งการร้อง พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว

(๔) ความประสงค์ของผู้ร้องที่จะให้คณะกรรมการดำเนินการ

(๕) ลงลายมือชื่อของผู้ร้องโดยให้นำข้อ ๕ วรรคสาม

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่มีผู้ร้องหลายคนในเหตุเดียวกัน

อาจยื่นคำร้องร่วมกันเป็นฉบับเดียว โดยจะมอบหมายให้ผู้ร้องคนหนึ่งคนใดเป็นผู้แทนในการดำเนินการต่อไปก็ได้

แต่ต้องระบุและแนบหลักฐานการมอบหมายกับคำร้องนั้นด้วย ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ถือว่าการดำเนินการของผู้แทนผูกพันผู้ร้องทุกคน

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การยื่นคำร้องตามข้อ

๑๐

กรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ

ผู้ร้องต้องดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายนั้นบัญญัติเสียก่อน

การยื่นคำร้องเพื่อขอให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ผู้ร้องซึ่งเห็นว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

อาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทน

ผู้ร้องอาจขอให้คณะกรรมการร้องขอต่อศาลยุติธรรมให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ คำร้องตามข้อ ๑๓

ประกอบด้วย

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง

(๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้ถูกร้อง

(๓) การกระทำทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งการร้อง

พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว

(๔) ความประสงค์ของผู้ร้องที่จะให้คณะกรรมการดำเนินการ

(๕) ลงลายมือชื่อของผู้ร้องโดยให้นำข้อ ๕ วรรคสาม

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่มีผู้ร้องหลายคนในเหตุเดียวกัน

อาจยื่นคำร้องร่วมกันเป็นฉบับเดียวโดยจะมอบหมายให้ผู้ร้องคนหนึ่งคนใดเป็นผู้แทนในการดำเนินการต่อไปก็ได้

แต่ต้องระบุและแนบหลักฐานการมอบหมายกับคำร้องนั้นด้วย ในกรณีเช่นว่านี้

ให้ถือว่าการดำเนินการของผู้แทนผูกพันผู้ร้องทุกคน

การดำเนินการก่อนเสนอเรื่องและฟ้องคดีต่อศาล

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เมื่อสำนักงานได้รับคำร้องแล้วและเห็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ

ให้มอบหมายเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเป็นพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน

เพื่อดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนตรวจคำร้องให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบนี้

หากเห็นว่าคำร้องนั้น ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่ชัดเจน ตามข้อ ๙ ข้อ ๑๑

หรือข้อ ๑๔ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ร้องทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องนั้น

ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน

แล้วส่งกลับมาให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนทราบภายในเวลาที่กำหนด

กรณีผู้ร้องไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอเรื่องต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาสั่งจำหน่ายคำร้องนั้น

กรณีที่คณะอนุกรรมการมีมติให้จำหน่ายคำร้อง

ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งผู้ร้องทางไปรษณีย์โดยวิธีลงทะเบียนตอบรับภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีคำสั่งจำหน่ายคำร้อง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ กรณีพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่า

คำร้องใดไม่อาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมได้ ให้ทำความเห็นเสนอต่อคณะอนุกรรมการ

กรณีคณะอนุกรรมการมีมติให้รับคำร้องไว้พิจารณา ให้ดำเนินการต่อไป

กรณีคณะอนุกรรมการมีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

ให้เสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา หากเห็นชอบด้วย

ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งผู้ร้องทราบพร้อมด้วยเหตุผลโดยไม่ชักช้า

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ กรณีที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่า

เรื่องตามคำร้องใดจะครบระยะเวลาการฟ้องคดีหรือจะขาดอายุความตามที่กฎหมายกำหนด

ให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อเลขาธิการเพื่อแจ้งให้ผู้ร้องทราบ

และให้คำแนะนำที่จำเป็นแก่การคุ้มครองสิทธิของผู้ร้อง

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ กรณีที่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย

หรือขอถอนคำร้องในระหว่างการพิจารณาดำเนินการ และพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่า

ประเด็นตามคำร้องยังคงมีอยู่และเพื่อประโยชน์ส่วนรวมซึ่งศาลอาจออกคำบังคับได้

พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนอาจดำเนินการต่อไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่า

คำร้องใดสามารถเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมได้ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณา

กรณีที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่าคำร้องตามวรรคหนึ่งจะครบระยะเวลาการฟ้องคดีหรือจะขาดอายุความ

หรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน โดยได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการ

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อประธานกรรมการเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ภายใต้บังคับข้อ

๓๐ เมื่อคณะอนุกรรมการมีมติให้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ให้สำนักงานแจ้งไปยังบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกกล่าวหาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้ทำคำชี้แจงส่งมายังสำนักงานภายในระยะเวลาที่กำหนด

ในการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้สรุปข้อเท็จจริง

และกำหนดประเด็นที่เห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญให้ชัดเจนเพียงพอแก่การทำคำชี้แจงให้ถูกต้องครบถ้วนด้วย

ในกรณีบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดไม่อาจส่งคำชี้แจงได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด

ก็ให้มีหนังสือขอขยายระยะเวลาต่อสำนักงานคราวละไม่เกินสิบห้าวัน

รวมแล้วไม่เกินสี่สิบห้าวัน เว้นแต่คณะกรรมการจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนมีอำนาจหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานที่จำเป็นต่อการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้พิจารณาคำร้อง

คำชี้แจง ข้อเท็จจริงพยานหลักฐานต่าง ๆ และข้อกฎหมายเพียงพอแล้ว

ให้จัดทำสำนวนซึ่งประกอบด้วย

(๑) ชื่อผู้ร้องและผู้ถูกร้อง

(๒) เหตุแห่งการร้องและคำขอ

(๓) สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณา

(๔) ข้อกฎหมาย

(๕) เสนอความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลในประเด็นหรือเรื่องที่พิจารณาในการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

(๖) ความเห็นเกี่ยวกับการใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา

กรณีที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นสมควร หรือในกรณีที่ผู้ร้องได้มีคำขอ

การจัดทำสำนวนตามวรรคหนึ่ง หากผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปเห็นว่า

สำนวนนั้นยังไม่บริบูรณ์

ให้สั่งการพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการให้บริบูรณ์ได้ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงระยะเวลาในการเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลหรือฟ้องคดีต่อศาลเป็นสำคัญ

กรณีผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปมีความเห็นแย้ง ให้ทำบันทึกความเห็นแย้งแนบสำนวนไว้ด้วย

คณะอนุกรรมการและการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง

โดยแต่งตั้งจากประธานกรรมการหรือกรรมการ

ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานิติศาสตร์ หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองและทำความเห็นเสนอคณะกรรมการ

เพื่อพิจารณาเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองหรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

กรณีมีความจำเป็น คณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งอาจเสนอคณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ

โดยมีองค์ประกอบตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินการพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการโดยตรงก็ได้

และในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ

ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการในระเบียบนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ อนุกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งตามที่คณะกรรมการกำหนด

ในระหว่างที่ยังไม่ได้แต่งตั้งอนุกรรมการแทนผู้ที่ครบวาระ

ให้อนุกรรมการที่ครบวาระอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นใหม่

ในกรณีที่อนุกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ

ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของอนุกรรมการ

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ อนุกรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ถึงคราวออกตามวาระที่คณะกรรมการกำหนด

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) คณะกรรมการมีมติให้ออก

(๕) คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่แทนคณะอนุกรรมการชุดเดิม

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ให้คณะอนุกรรมการมีอำนาจหน้าที่

ดังต่อไปนี้

(๑) มีมติเห็นควรรับหรือไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

(๒) พิจารณาตามสำนวนเพื่อเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อประกอบการวินิจฉัยและมีมติดังนี้

(ก) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชน และมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่สมควรเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

(ข) กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองกระทบต่อสิทธิมนุษยชน และมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่สมควรเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครองหรือไม่

(ค) การกระทำใดอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวม

สมควรฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมหรือไม่

(๓) มีหนังสือเรียกบุคคล นิติบุคคล

หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งวัตถุเอกสารหรือพยานหลักฐานใด ๆ

ที่เกี่ยวข้องกับคำร้อง

(๔)

ดำเนินการไกล่เกลี่ยคู่กรณีหรือคู่ความเพื่อทำความตกลงระงับข้อพิพาท

หรือประนีประนอมพร้อมจัดทำข้อตกลงด้วย

(๕) เชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา

(๖)

ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน

ก่อนการตรวจสอบหรือรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าว

ให้อนุกรรมการหรือพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนซึ่งได้รับมอบหมายแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อนเท่าที่สามารถกระทำได้

ให้ดำเนินการต่อหน้าผู้ครอบครองหรือดูแลสถานที่หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง

หรือถ้าหาบุคคลดังกล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ดำเนินการต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนให้เป็นพยาน

ในการนี้ให้ผู้ครอบครองหรือดูแลสถานที่หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องให้ความร่วมมือเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของอนุกรรมการหรือพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนซึ่งได้รับมอบหมายเป็นไปโดยสะดวก

(๗) มอบหมายให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

(๘) ปฏิบัติการอื่นตามกฎหมาย ตามระเบียบนี้ หรือที่ได้รับมอบหมาย

การดำเนินการตามข้อนี้ ให้นำระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทางของพยานบุคคล

พยานผู้เชี่ยวชาญ พยานผู้ทรงคุณวุฒิและพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๕๔

และระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ

พ.ศ. ๒๕๕๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การประชุมของคณะอนุกรรมการต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนอนุกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

จึงจะเป็นองค์ประชุม

ให้ประธานอนุกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานอนุกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้รองประธานอนุกรรมการตามลำดับเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าไม่มีรองประธานอนุกรรมการหรือมีแต่ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้ที่ประชุมเลือกอนุกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ การลงมติของที่ประชุมคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของอนุกรรมการที่เข้าประชุม

อนุกรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน

ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ในการประชุม ถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่อนุกรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสีย

อนุกรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเข้าชี้แจงรายละเอียดทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและความเห็น

พร้อมทั้งเสนอเอกสารและพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อคณะอนุกรรมการ

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ เมื่อคณะอนุกรรมการมีมติให้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว

หากคณะอนุกรรมการเห็นว่าคำร้องใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

หรือมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องได้

คณะอนุกรรมการอาจไม่จำต้องให้บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ เมื่อคณะอนุกรรมการได้ตรวจสอบสำนวนและพยานหลักฐานต่าง

ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็นและสมควรแล้ว

ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาสำนวนตามประเด็นคำร้องและบันทึกความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ

โดยให้ลงลายมือชื่ออนุกรรมการทุกคนที่พิจารณาและมีมติในสำนวนนั้น

บันทึกความเห็นของคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย

(๑) ชื่อผู้ร้องและผู้ถูกร้อง

(๒) เหตุแห่งการร้องและคำขอ

(๓) สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณา

(๔) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง

(๕) ประเด็นหรือเรื่องอันควรพิจารณา

(๖) ความเห็นเกี่ยวกับการใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา

(ถ้ามี)

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ เมื่อคณะอนุกรรมการได้พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้นตามข้อ

๓๑ แล้ว

ให้สำนักงานนำสำนวนรวมทั้งบันทึกความเห็นของคณะอนุกรรมการเสนอต่อคณะกรรมการโดยเร็ว

การพิจารณาของคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่พิจารณาสำนวนที่ได้รับจากคณะอนุกรรมการหรือคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ

หรือได้รับตามข้อ ๒๐ วรรคสอง แล้วแต่กรณี

และมีมติให้ดำเนินการเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม หรือยุติเรื่อง หรือดำเนินการอื่นใดตามที่เห็นสมควร

มติของคณะกรรมการให้ทำตามแบบรายงานผลการพิจารณาที่กำหนด

และให้กรรมการทุกคนที่พิจารณาวินิจฉัยลงลายมือชื่อ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย

หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ หรือเหตุอื่นที่คณะกรรมการกำหนด

แบบรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ประกอบด้วย

(๑) ชื่อผู้ร้องและผู้ถูกร้อง

(๒) เหตุแห่งการร้องและคำขอ

(๓) สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณา

(๔) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง

(๕) ประเด็นหรือเรื่องอันควรพิจารณา

(๖) ความเห็นและมติของคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในการประชุม

ถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสีย

กรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม

การเสนอเรื่องและฟ้องคดีต่อศาล

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ในกรณีที่คณะกรรมการมีมติให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมในสำนวนใด ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎหมาย ข้อกำหนด ระเบียบ ข้อบังคับ

และรูปแบบที่แต่ละศาลกำหนดไว้

และให้คณะกรรมการแต่งตั้งพนักงานผู้รับผิดชอบคดีเพื่อดำเนินการต่อไป

ในการนี้สำนักงานอาจมอบหมายพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนหรือเจ้าหน้าที่สำนักงานเป็นผู้ประสานคดีก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ในกรณีที่คณะกรรมการมีมติให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครองหรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย

อาจมีมติขอให้ศาลใช้วิธีการชั่วคราวหรือการอื่นใดตามที่เห็นสมควร

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเบื้องต้น

ให้คณะกรรมการมีมติตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ ในคดีที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

ให้ผู้ร้องเป็นผู้รับผิดชอบ เว้นแต่คณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น

การชำระค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแทนผู้ร้องตามวรรคหนึ่ง

ให้เป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

ในการดำเนินคดี ให้พนักงานผู้รับผิดชอบคดีจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดและรับรองไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ในการดำเนินคดีให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานผู้รับผิดชอบคดี

หรือผู้ประสานคดี แล้วแต่กรณี บันทึกรายงานการดำเนินคดีเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทราบภายในสามวันทำการหลังจากเสร็จสิ้นการดำเนินคดีทุกครั้ง

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ การดำเนินคดีในทางจำหน่ายสิทธิของผู้ร้อง

เช่น การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา

หรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จะกระทำได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

โดยให้พนักงานผู้รับผิดชอบคดีมีหน้าที่เสนอขอความเห็นชอบดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ เมื่อศาลได้มีคำวินิจฉัย คำพิพากษา

หรือคำสั่งคดีใดแล้ว ให้พนักงานผู้รับผิดชอบคดีมีหน้าที่ขอคัดสำเนาคำวินิจฉัย

คำพิพากษา หรือคำสั่งคดีนั้น กรณีไม่สามารถคัดคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่งได้

ให้บันทึกย่อคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง ส่งเสนอแทน

กรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบคดีโดยผ่านการพิจารณาของสำนักงาน

ดำเนินการตามวรรคหนึ่งพร้อมความเห็นว่า สมควรอุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่

เสนอต่อคณะกรรมการภายในสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ในการนี้ คณะกรรมการอาจขอความเห็นจากคณะอนุกรรมการก่อนดำเนินการก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ กรณีที่คู่กรณีหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษา

หรือคำสั่งในคดีใด ให้พนักงานผู้รับผิดชอบคดีโดยผ่านการพิจารณาของสำนักงาน

จัดทำร่างคำแก้อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษา หรือคำสั่งคดีนั้น

เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

ในการนี้คณะกรรมการอาจขอความเห็นจากคณะอนุกรรมการก่อนดำเนินการก็ได้

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ในระหว่างดำเนินการ

ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าคำร้องใดอาจดำเนินการไกล่เกลี่ยได้โดยไม่จำต้องเสนอเรื่องต่อศาลหรือฟ้องคดีต่อศาล

ให้คณะอนุกรรมการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่คณะกรรมการกำหนด

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ บรรดาคำร้องที่ขอให้เสนอเรื่องต่อศาล

หรือฟ้องคดีต่อศาลที่ได้ยื่นหรือส่งต่อสำนักงานไว้แล้วก่อนระเบียบนี้ใช้บังคับ

ให้ถือเป็นคำร้องและให้พิจารณาตามระเบียบนี้ต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองหรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมตามที่คณะกรรมการแต่งตั้งก่อนที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

เป็นคณะอนุกรรมการด้านคดีสิทธิมนุษยชน

เพื่อพิจารณาเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง

หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมตามระเบียบนี้

ประกาศ

ณ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

ศาสตราจารย์

อมรา พงศาพิชญ์

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๖ มิถุนายน

๒๕๕๔

ณัฐวดี ดำรง/ตรวจ

๖ มิถุนายน

๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๘/ตอนที่ ๔๔ ก/หน้า ๓๑/๓ มิถุนายน ๒๕๕๔

44 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม พ.ศ. 2554 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ca45e4a2a66c6ec8

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com