法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
64
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกรมสรรพสามิต

ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต

ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

พ.ศ. ๒๕๖๐[๑]

เพื่ออนุวัติตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐

และเพื่อให้การปฏิบัติราชการของกรมสรรพสามิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

อธิบดีกรมสรรพสามิต จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมสรรพสามิต

ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“การตรวจสอบภาษี” หมายความว่า

การตรวจกำกับดูแล การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ

การตรวจสอบตามหนังสือเรียก และการตรวจค้น

การยึดหรืออายัดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐

“เจ้าพนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า เจ้าพนักงานสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

พ.ศ. ๒๕๖๐

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า

พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐

“ผู้เสียภาษี” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐

“สำนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า

สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาค

และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่

“สถานประกอบการ” หมายถึง

โรงอุตสาหกรรม สถานบริการ สถานแสดงรถยนต์เพื่อขายและคลังสินค้าทัณฑ์บน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม

รักษาการ ตามระเบียบนี้

หมวด

การตรวจกำกับดูแล

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

การตรวจกำกับดูแล หมายความว่า การเข้าไปในสถานประกอบการ เพื่อตรวจกระบวนการผลิต การให้บริการ ระบบบัญชี ตรวจสอบการชำระภาษี

และแนะนำการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ จากปัจจุบันย้อนหลังไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ อำนาจในการอนุมัติให้ออกตรวจกำกับดูแล

(๑) สรรพสามิตพื้นที่

ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

(๒) ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค

ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

(๓)

ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม ในเขตพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ก่อนการออกตรวจ

ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) รวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลภายใน

และข้อมูลภายนอก หรือหลักฐานอื่นที่จำเป็น

(๒) วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำบันทึกผลการวิเคราะห์

พร้อมเสนอความเห็นและประเด็นที่จะตรวจเสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๖

(๓) จัดทำหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต

ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๗ ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ

๖ เพื่อลงนาม

(๔)

จัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๘

ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเพื่อลงนาม

ทั้งนี้ ให้ออกตรวจภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่อนุมัติให้ออกตรวจ

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การออกตรวจ

ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) ให้มีข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการ

เป็นหัวหน้าคณะ และแต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานสรรพสามิต

เว้นแต่ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งการเป็นอย่างอื่น

(๒) ต้องแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่

และหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๗ ให้ผู้รับการตรวจทราบก่อนทำการตรวจ

(๓)

ถ้ามีสมุดบัญชีหรือเอกสารหรือตราสารหรือสินค้า ที่จะต้องนำมาทำการตรวจสอบ ณ สำนักงานสรรพสามิต ก็ให้ออกใบรับมอบและส่งมอบบัญชี

และเอกสาร ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๑ ท้ายระเบียบนี้

(๔) ให้บันทึกคำให้การ ตามแบบ

ตส. ๐๑ - ๑๐ และ ตส. ๐๑ - ๑๐/๑ ท้ายระเบียบนี้

(๕) เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว

ให้บันทึกผลการตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ

ตส. ๐๑-๑๓ ท้ายระเบียบนี้ จำนวน ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกัน

โดยฉบับหนึ่งมอบให้ผู้รับการตรวจอีกฉบับหนึ่งเก็บในสำนวนการตรวจกำกับดูแล

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ วิธีการตรวจ

อย่างน้อยต้องตรวจรายการที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

(๑) สภาพทั่วไป

(ก) ตรวจสอบลักษณะการประกอบกิจการ

(ข) ตรวจสอบกระบวนการผลิต / ขั้นตอนการให้บริการ

(ค) ตรวจสอบการควบคุมภายใน

(ง) ตรวจสอบระบบบัญชี

(จ) ตรวจสอบระบบการเสียภาษี

(ฉ) ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของกิจการ

(๒) สินค้า

(ก) ตรวจสอบการรับจ่ายวัตถุดิบหลัก

(ข) ตรวจสอบการรับจ่ายสินค้าสำเร็จรูป

(ค) ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุดิบหลักและสินค้าสำเร็จรูป

(ง) ตรวจนับวัตถุดิบหลักและสินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ

(จ) ตรวจสอบการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

(๓) บริการ

(ก) ตรวจสอบรายรับที่ต้องเสียภาษี

(ข) ตรวจสอบปริมาณการใช้บริการ

(ค) ตรวจสอบความสัมพันธ์ของรายรับกับสภาพข้อเท็จจริง

(ง) ตรวจสอบความสัมพันธ์ของรายรับกับค่าใช้จ่าย

(จ) ตรวจสอบการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้ผู้ตรวจเสนอรายงานผลการตรวจให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป

เพื่อเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติทราบ อย่างช้าภายในห้าวันทำการ

นับแต่วันที่การตรวจกำกับดูแลแล้วเสร็จ

กรณีที่ได้นำเอกสารหลักฐานหรือสิ่งอื่นใดมาตรวจ ณ สำนักงานสรรพสามิต

ให้ดำเนินการตรวจสอบและรายงานผลให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายในระยะเวลาที่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การเก็บข้อมูลที่ได้จากการตรวจกำกับดูแลให้เก็บเป็นแฟ้มประวัติรายตัวผู้เสียภาษีรวมทั้งจัดเก็บเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบของหน่วยงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การตรวจกำกับดูแลสถานประกอบการแต่ละราย

ให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ออกตรวจอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อปี

แต่ไม่เกินสองครั้งต่อปี เว้นแต่มีเหตุจำเป็น หรือประเด็นอื่น

ให้สรรพสามิตพื้นที่สั่งออกตรวจอีกได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสามครั้งต่อปี

กรณีมีเหตุจำเป็น หรือกรณีพิเศษอย่างอื่น

ให้สำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม

หรือสำนักงานสรรพสามิตภาค แล้วแต่กรณี มีอำนาจเข้าตรวจซ้ำได้ ทั้งนี้

เมื่อตรวจเสร็จสิ้นแล้วให้แจ้งผลการตรวจโดยระบุข้อเท็จจริง เหตุจำเป็น ผลการตรวจ

และข้อเสนอแนะ ให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นั้นทราบด้วย

เว้นแต่กรมสรรพสามิตจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในการตรวจให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้เสียภาษีตามกฎหมายด้วย

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ หากพบว่าผู้เสียภาษีชำระภาษีไม่ถูกต้อง

ให้แจ้งผู้เสียภาษีรับทราบผลการตรวจสอบพร้อมลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง

เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถประเมินตนเองและยื่นชำระภาษีให้ถูกต้อง

หรือแจ้งข้อโต้แย้งภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ผู้เสียภาษีได้รับแจ้ง

ในกรณีที่ได้ติดตามผลการปฏิบัติงานแล้วปรากฏว่า

ผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามผลการตรวจสอบแบบกำกับดูแล

ให้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ สถานประกอบการ ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๗ ท้ายระเบียบนี้ ให้ผู้เสียภาษีมาพบเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลการตรวจสอบภาษีหรือนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงเพิ่มเติม

หากผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามให้แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือโดยให้นำความในข้อ ๕๐

วรรคสอง มาบังคับใช้โดยอนุโลม

การส่งหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ สถานประกอบการ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าว

ให้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เพื่อประโยชน์ในการตรวจกำกับดูแลตามหมวดนี้

ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๖ มีอำนาจกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพิ่มเติมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้

หมวด

การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ

ณ สถานประกอบการ (Field Audit)

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) หมายความว่า

การตรวจสภาพแวดล้อมข้อเท็จจริง การตรวจบัญชีเอกสารหลักฐาน ณ สถานประกอบการ

เพื่อกำกับดูแลการเสียภาษีสรรพสามิต จากปัจจุบันย้อนหลังไม่น้อยกว่าสามเดือน

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกรายที่จะออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ

ณ สถานประกอบการ (Field Audit)

(๑) ผู้เสียภาษีที่มีความเสี่ยง

(๒) ผู้เสียภาษีที่มีแนวโน้มการชำระภาษีผิดปกติ

(๓) มีการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบประเด็นสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด

(๔) ผู้เสียภาษีที่ไม่มีการตรวจกำกับดูแลมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป

(๕) กรณีอื่น ๆ

ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ผู้มีอำนาจในการอนุมัติออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ

ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ให้เป็นไปตามความในข้อ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ก่อนการออกตรวจ

ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เสียภาษีที่ถูกคัดเลือกในประเด็น

ดังต่อไปนี้

(ก) ข้อมูลเกี่ยวกับการจดทะเบียนสรรพสามิต

(ข) ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิต

(ค)

สรุปประเด็นที่เคยถูกประเมินภาษีจากสำนวนการตรวจสอบภาษี

(ง)

รวบรวมรายละเอียดรายชื่อผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือร่วมกับผู้เสียภาษี

(จ) ข้อมูลภายนอก

(ฉ) อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(ช) สรุปประเด็นที่จะออกตรวจ

(๒)

จัดทำหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๗ ท้ายระเบียบนี้ เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๖ เพื่อลงนาม

(๓)

จัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๘ ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเพื่อลงนาม

ทั้งนี้ ให้ออกตรวจภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่อนุมัติให้ออกตรวจ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ

(Field Audit) ให้นำความใน (๑) (๒) และ (๓) ของข้อ ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ วิธีการตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ

ณ สถานประกอบการ (Field Audit)

(๑) ตรวจสภาพแวดล้อมข้อเท็จจริง

การควบคุมภายใน

(๒) ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางบัญชี

หรือเอกสารหลักฐานอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีสรรพสามิต

นับแต่วันที่ทำการเข้าตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ย้อนหลังไม่น้อยกว่าสามเดือน

(๓) ตรวจนับวัตถุดิบหลัก

สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ

เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีและแสตมป์หรือสังเกตและประเมินการใช้บริการ

(๔) ให้บันทึกคำให้การ ตามแบบ ตส. ๐๑ -

๑๐ และ ตส. ๐๑ - ๑๐/๑

ท้ายระเบียบนี้ และหากพบว่าผู้เสียภาษีชำระภาษีไม่ถูกต้อง

ให้แจ้งผู้เสียภาษีรับทราบผลการตรวจสอบพร้อมลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง

เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถประเมินตนเองและยื่นชำระภาษีให้ถูกต้อง

หรือแจ้งข้อโต้แย้งภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ผู้เสียภาษีได้รับแจ้ง

(๕)

ในการตรวจ ให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้เสียภาษีตามกฎหมายด้วย

(๖)

เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว ให้บันทึกผลการตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๓ ท้ายระเบียบนี้ จำนวน ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกัน

โดยฉบับหนึ่งมอบให้ผู้รับการตรวจอีกฉบับหนึ่งเก็บในสำนวนการตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การปฏิบัติเมื่อกลับถึงสำนักงานสรรพสามิต

ให้นำความในข้อ ๑๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในกรณีที่ได้ติดตามผลการปฏิบัติงานแล้วปรากฏว่า

ผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามผลการตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ให้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ

สถานประกอบการ ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๗ ท้ายระเบียบนี้

ให้ผู้เสียภาษีมาพบเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลการตรวจสอบภาษี

หรือนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงเพิ่มเติมหากผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตาม

ให้แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือ โดยให้นำความในข้อ ๕๐ วรรคสอง มาบังคับใช้โดยอนุโลม

การส่งหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ สถานประกอบการ

และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าว ให้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต

พ.ศ. ๒๕๖๐

หมวด

การตรวจสอบตามหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การตรวจสอบตามหนังสือเรียก

หมายความว่า การตรวจบัญชีเอกสารหลักฐาน ณ สำนักงานสรรพสามิต การตรวจสอบไต่สวน

สืบสวน และให้รวมถึงการตรวจการปฏิบัติของผู้เสียภาษี ณ สถานประกอบการด้วย

ส่วนที่

ขอบเขตอำนาจในการออกหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ อำนาจในการออกหนังสือเรียก

(๑) ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ

ป้องกันและปราบปราม มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ทั่วราชอาณาจักร

(๒) ให้ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค

มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ดังนี้

(ก)

กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

(ข) กรณีอื่นนอกจาก (ก) ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี

ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

(๓) ให้สรรพสามิตพื้นที่มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ดังนี้

(ก)

กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

(ข) กรณีอื่นนอกจาก (ก) ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี

ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ในกรณีที่ผู้มีอำ นาจออกหนังสือเรียกตามข้อ

๒๕ ไม่อาจปฏิบัติราชการได้เมื่อผู้รักษาราชการแทนได้ดำเนินการออกหนังสือเรียกแล้ว

ต้องรายงานเป็นหนังสือให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกทราบโดยเร็ว

ส่วนที่

การขออนุมัติออกหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การดำเนินการก่อนขออนุมัติออกหนังสือเรียกผู้เสียภาษีมาตรวจสอบ

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติดังนี้

(๑) รวบรวมหลักฐานและทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลภายใน

ข้อมูลภายนอกหรือข้อมูลอื่นที่จำเป็น

และให้จัดทำบันทึกผลการวิเคราะห์การชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๑ ท้ายระเบียบนี้

(๒) การขออนุมัติออกหนังสือเรียก

(ก) ให้ปฏิบัติตามระเบียบกรมสรรพสามิต

ว่าด้วยทะเบียนควบคุมการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐

(ข) ให้ใช้แบบขออนุมัติออกหนังสือเรียกตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๒ ท้ายระเบียบนี้

(๓) การขออนุมัติออกหนังสือเรียกผู้เสียภาษีมาตรวจสอบ

สามารถกระทำได้สำหรับทุกเดือนที่ปรากฏความผิด

หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง

แต่จะต้องไม่เรียกซ้ำกันกับเดือนที่เคยออกหนังสือเรียกไปแล้ว เว้นแต่กรณีที่มีหลักฐานหรือข้อมูลซึ่งไม่ซ้ำกับที่เคยตรวจสอบไปก่อนแล้วหรือกรณีมีเหตุอันสมควรอื่นก็ให้ขออนุมัติออกหนังสือเรียกตรวจสอบใหม่ได้เฉพาะราย

ส่วนที่

การออกหนังสือเรียก

การส่งหนังสือเรียก

และการปฏิบัติตามหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว

ให้ดำเนินการออกหนังสือเรียกให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕

วันนับแต่วันได้รับแจ้งการอนุมัติ ทั้งนี้

เว้นแต่ผู้มีอำนาจอนุมัติจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

หนังสือเรียกให้เป็นไปตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๓

ท้ายระเบียบนี้

เมื่อได้ออกหนังสือเรียกแล้ว ให้สำเนาหนังสือเรียกส่งให้สำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม

สำนักงานสรรพสามิตภาค สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ แล้วแต่กรณี

ทราบอย่างช้าไม่เกินสามวันนับแต่วันที่ได้ออกหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การส่งหนังสือเรียก

ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) ต้องส่งหนังสือเรียกตามวิธีการที่กำหนดในมาตรา

๑๑ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐

และต้องให้เวลาบุคคลนั้นไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียกนั้น

(๒) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แจ้งเลิก

และอยู่ระหว่างการชำระบัญชีให้ส่งหนังสือเรียกไปยังผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนา

หรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่ได้แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์

และให้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไว้ก่อน

(๓) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แจ้งเลิก

และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่ยังไม่เกินสองปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

ให้ส่งหนังสือเรียกไปยังผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักงานของผู้ชำ

ระบัญชีตามที่แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์และให้หน่วยตรวจสอบรีบดำเนินการประเมินภาษีโดยเร็ว

เนื่องจากต้องฟ้องเรียกหนี้สินจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลให้เสร็จภายในสองปี

นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

(๔) เมื่อได้ส่งหนังสือเรียกแล้ว

ให้นำหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีได้รับหนังสือเรียกแล้วมาติดสำนวนเรื่องไว้ด้วย

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ

ดำเนินการตรวจสอบแต่ละรายให้แล้วเสร็จไม่เกินหนึ่งปี

นับแต่วันออกหนังสือเรียก หากไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียก

ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๒๐ ท้ายระเบียบนี้ เพื่อขออนุมัติขยายเวลาได้ครั้งละไม่เกินสามเดือน

แต่รวมระยะเวลาการตรวจสอบแล้วต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ออกหนังสือเรียก

เว้นแต่ ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ หากผู้ถูกออกหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีไม่สามารถจะมาให้ถ้อยคำ

และหรือนำบัญชีหลักฐานมาให้ตรวจสอบตามหนังสือเรียกด้วยตนเองได้

จะมอบอำนาจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว

และมีความรู้เกี่ยวกับการดำเนินกิจการนั้นเป็นอย่างดีมาแทนก็ได้ โดยทำหนังสือมอบอำนาจตามแบบ

ตส. ๐๑ - ๐๖ ท้ายระเบียบนี้

หรือตามแบบอื่นที่มีผลในทางนิตินัยผูกพันผู้เสียภาษีในทำนองเดียวกัน

กรณีที่ผู้รับมอบอำนาจไม่ทราบข้อเท็จจริงเพียงพอ หรือพยายามประวิงเวลา

หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือกรณีไม่ให้ถ้อยคำในสาระสำคัญ

ก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะสั่งให้ผู้เสียภาษีมาให้ถ้อยคำชี้แจงด้วยตนเองได้

การมอบอำนาจดังกล่าว สามารถมอบอำนาจช่วงต่อไปได้เพียงใด

ก็ให้เป็นไปตามหนังสือมอบอำนาจนั้น

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ในกรณีที่มีการขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีสำหรับรายที่ออกหนังสือเรียก

จะต้องติดตามดำเนินการขอขยายการระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อไปเมื่ออายุการขอระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีสิ้นสุดลง

จนกว่าจะได้ดำเนินการประเมินภาษีครบถ้วนแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่จะไปตรวจสอบ

หรือผู้ถูกออกหนังสือเรียก

หรือผู้เสียภาษีร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจสอบ ณ

สำนักงานของผู้ถูกออกหนังสือเรียก หรือสถานประกอบการตามที่ระบุไว้ในหนังสือเรียก

หรือสถานที่อื่นใดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ

ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค

หรือสรรพสามิตพื้นที่พิจารณาให้เป็นราย ๆ ไป ในกรณีสำนักงานผู้ถูกออกหนังสือเรียก

หรือผู้เสียภาษีร้องขออยู่นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบ

ให้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานสรรพสามิตภาคที่รับผิดชอบ

หรือกรมสรรพสามิตแล้วแต่กรณีเพื่อสั่งการต่อไป

ในการออกตรวจสอบครั้งแรก

ให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการเป็นหัวหน้าคณะ

และให้มีหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส.๐๑-๐๗ ท้ายระเบียบนี้ไปแสดงด้วย

การออกตรวจตามวรรคหนึ่ง

จะต้องจัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิตไว้ ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๘

ท้ายระเบียบนี้ โดยให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป

และผู้รับคำสั่งลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ผู้เสียภาษีรายใดได้รับหนังสือเรียกแล้วไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก

โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใด ๆ ให้ทราบ

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ปฏิบัติตามหนังสือเรียกตามแบบ ตส. ๐๑ - ๐๕ ท้ายระเบียบนี้ ไปยังผู้เสียภาษีรายนั้นอีกครั้งหนึ่ง

หากยังฝ่าฝืนก็ให้ดำเนินการประเมินภาษีตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ตามมาตรา ๘๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐

หมวด

การดำเนินการตรวจสอบภาษี

ส่วนที่

การตรวจสอบไต่สวน

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ เมื่อผู้ได้รับหนังสือเรียกได้มาพบตามกำหนดนัดหมาย

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการดังนี้

(๑) ทำการไต่สวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำเนินการของผู้เสียภาษี

(๒)

ทำบันทึกคำให้การตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๐ ท้ายระเบียบนี้

ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายแผ่นให้ใช้แบบคำให้การต่อตามแบบ

ตส. ๐๑ - ๑๐/๑ ท้ายระเบียบนี้

โดยให้ผู้ให้ถ้อยคำและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ไต่สวนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้านล่างมุมขวาทุกแผ่น

หากผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

กรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับภาษี

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกข้อโต้แย้งดังกล่าว

พร้อมด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อไว้ให้ปรากฏในบันทึกคำให้การนั้น

พร้อมกับลงลายมือชื่อกำกับด้วย

(๓) คำให้การของผู้เสียภาษีถือเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการผู้ใดจะคัดลอกหรือสำเนาภาพถ่ายมิได้

เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกก่อน

(๔)

เมื่อผู้ได้รับหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีได้นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ มาส่งมอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจรับบัญชีเอกสารดังกล่าวโดยให้ออกใบรับมอบและส่งมอบบัญชี

และเอกสารตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๑ ท้ายระเบียบนี้ ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกัน

ฉบับหนึ่งให้ติดไว้กับสำนวนการตรวจสอบอีกหนึ่งฉบับให้มอบแก่ผู้ส่งมอบไป

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ การออกตรวจการปฏิบัติของผู้เสียภาษี ณ

สถานประกอบการ ให้นำความในข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๓ ของหมวด ๑

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การตรวจสอบสำนวนเรื่องใดยังไม่แล้วเสร็จ

ถ้าผู้ตรวจสอบผู้นั้นได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่

หรือได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่นซึ่งไม่สามารถดำเนินเรื่องให้แล้วเสร็จได้ให้เสนอผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการ

ว่าจะมอบหมายสำนวนการตรวจสอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดต่อไป

การส่งมอบสำนวนการตรวจสอบ

ให้ส่งมอบบัญชีเอกสารที่ได้รับตามหนังสือเรียกโดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ส่งมอบรายงานผลการตรวจบัญชีเอกสาร

ว่าได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีเอกสารไปแล้วเพียงใด พบประเด็นความผิดหรือไม่อย่างไร

โดยให้จัดทำบันทึกมอบหมายสำนวนการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตต่อกันไว้เป็นหลักฐาน ตามแบบ

ตส. ๐๑ - ๒๑ ท้ายระเบียบนี้ บันทึกดังกล่าวให้จัดทำเป็น ๒ ฉบับ

มีข้อความตรงกัน

โดยให้ผู้มอบเก็บไว้หนึ่งฉบับและผู้รับมอบนำไปติดในสำนวนการตรวจสอบหนึ่งฉบับ

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การตรวจสอบผู้เสียภาษีรายใดยังไม่แล้วเสร็จ

หากผู้เสียภาษีรายนั้นได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในเขตท้องที่อื่น

ให้หน่วยงานที่ออกหนังสือเรียกเดิมส่งสำนวนการตรวจสอบและบัญชีเอกสารต่าง ๆ ไปให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีในเขตพื้นที่ที่ผู้เสียภาษีย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ใหม่

เป็นผู้ทำการตรวจสอบและประเมินภาษีสรรพสามิตต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ สำนวนการตรวจสอบให้จัดเรียงลำดับวัน

เดือน ปี ที่ตรวจสอบ และให้กำหนดเลขลำดับหน้าของเอกสารไว้ทุกฉบับ

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ เมื่อดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว

ให้ผู้ตรวจสอบเชิญผู้เสียภาษีมารับทราบประเด็นความผิดที่ตรวจพบ

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีได้ชี้แจงหรือโต้แย้งหรือยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมโดยต้องดำเนินการดังนี้

(๑) แจ้งรอบระยะเวลาที่ทำการตรวจสอบ

วิธีการตรวจสอบ ประเด็นความผิดที่ตรวจพบรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย

(๒) รับมอบเอกสารหลักฐานหรือพยานอื่นใดเพิ่มเติมไว้พิจารณาต่อไป

ส่วนที่

การรายงานผลการตรวจสอบภาษี

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ เมื่อได้ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนถูกต้องครบถ้วนแล้ว

ให้สรุปเสนอตามแบบสรุปผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๔ แบบรายงานการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๔/๑

และแบบรายละเอียดแสดงผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส.๐๑ - ๑๔/๒ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้สรุปข้อเท็จจริง

ข้อกฎหมาย พร้อมหลักฐานอ้างอิงที่จะต้องใช้เป็นหลักฐานให้ผู้เสียภาษียอมรับสภาพหนี้ภาษี

หากประเด็นใดที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ให้หยิบยกขึ้นมาเสนอ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ

ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่

พิจารณาสั่งการต่อไป

ในกรณีที่ทำการตรวจสอบไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงหรือหลักฐานพอที่จะเป็นพยานหลักฐานเพื่อจะทำการประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมได้

ก็ให้สรุปข้อเท็จจริงข้อกฎหมายและหลักฐานต่าง

ๆ เสนอต่อ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม

หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ เพื่อทราบรายงานผลการตรวจสอบภาษีต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ในรายงานผลการตรวจสอบภาษี อย่างน้อยต้องระบุให้ทราบดังนี้

(๑) รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียภาษี

มูลเหตุที่ทำการตรวจสอบ รอบระยะเวลาที่ตรวจสอบ

(๒) ประเด็นความผิดที่ตรวจสอบ

รายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดถึงเหตุผลที่ประเมินเรียกเก็บภาษีในแต่ละเดือนแต่ละปี

ผู้เสียภาษีจะต้องรับผิดเสียภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนเท่าใด

(๓) ข้อโต้แย้งและเหตุผลของผู้เสียภาษีเกี่ยวกับข้อเท็จจริง

และข้อกฎหมาย

(๔) สรุปความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ

(๕) ข้อมูลอื่น ๆ ที่ควรรายงาน

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ เมื่อผู้ตรวจสอบได้เสนอสำนวนการตรวจสอบต่อผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกแล้วให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกพิจารณาอนุมัติการประเมินภาษีหรือสั่งการให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนการตรวจสอบ

ถ้ายังพิจารณาสั่งการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้บันทึกข้อขัดข้องให้ปรากฏไว้ในสำนวนด้วย

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ เมื่ออนุมัติการประเมินภาษีรายใดแล้ว

ให้ผู้ตรวจสอบดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียภาษีมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อรับทราบผลการตรวจสอบภาษี

และสิทธิของผู้เสียภาษีดังนี้

(๑) ประเด็นความผิดที่ตรวจพบ

และรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย

(๒) จำนวนเงินภาษี

เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เหตุผลที่ประเมินเรียกเก็บ

(๓) สิทธิขอลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ตลอดจนการอุทธรณ์การประเมินภาษี

ในกรณีที่ผู้เสียภาษีประวิงเวลาหรือไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่

ให้ผู้ตรวจสอบแจ้งเป็นหนังสือแจ้งการรับทราบผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ

ตส. ๐๑ - ๑๗/๑

ท้ายระเบียบนี้

และต้องให้เวลาบุคคลนั้นไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ ผู้เสียภาษีรายใดไม่มีข้อโต้แย้ง

ให้ผู้เสียภาษีลงลายมือชื่อในรายละเอียดแสดงผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ

ตส. ๐๑ - ๑๔/๒ ท้ายระเบียบนี้

และทำบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ

ตส. ๐๑ - ๑๕ ท้ายระเบียบนี้

กรณีผู้เสียภาษีได้ยื่นคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับหรือขอลดเงินเพิ่ม

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รายงานการพิจารณา ของดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามแบบ ตส. ๐๑

- ๑๖ ท้ายระเบียบนี้ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม

หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาสั่งการ

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ถ้าผู้เสียภาษีรายใดมีข้อโต้แย้งไม่ยินยอมชำระภาษีตามที่ผู้ตรวจสอบแจ้ง

หรือไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับภาษี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกข้อโต้แย้งดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อไว้ให้ปรากฏในบันทึกคำให้การพร้อมกับลงลายมือชื่อกำกับด้วย

เสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค

หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาสั่งการ

หมวด

การประเมินและสั่งเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ การแจ้งการประเมินภาษี

ให้ใช้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๑ - ๑๘ ท้ายระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกเป็นผู้ลงนามในหนังสือแจ้งการประเมินภาษี

และให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบเตรียมแบบแจ้งการประเมิน

ลงลายมือชื่อและตำแหน่งกำกับไว้ด้วย

ถ้าในการประเมินภาษีมีประเด็นจะต้องประเมินเรียกเก็บหลายประเด็น

โดยมีทั้งประเด็นที่ผู้เสียภาษีมิได้โต้แย้งและโต้แย้ง

ให้แยกประเด็นทำการประเมินได้

การแยกประเมินเรียกเก็บภาษี

ให้ประเมินเฉพาะประเด็นที่ผู้เสียภาษีมิได้โต้แย้งไปก่อนถ้าการประเมินนั้นจะไม่ทำให้เป็นผลเสียต่อสำนวนหรือประเด็นที่ผู้เสียภาษีโต้แย้ง

ส่วนประเด็นที่ผู้เสียภาษีโต้แย้งก็ให้แจ้งการประเมินโดยแยกแบบแจ้งการประเมินไปต่างหาก

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ การส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีให้ใช้วิธีส่งตามหลักเกณฑ์ในมาตรา

๑๑ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยเฉพาะกรณีต่อไปนี้ ให้ดำเนินการดังนี้

(๑) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบุคคลธรรมดาได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกแล้ว

แต่ยังไม่ได้แจ้งย้ายเข้าให้ประเมินตั้งค้างไว้ที่ภูมิลำเนาเดิม

ในการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีหรือแบบแจ้งการประเมิน

ให้ส่งไปยังภูมิลำเนาเดิมและที่อ้างว่าย้ายไปอยู่ใหม่

(๒) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัท

หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ที่แจ้งเลิกและอยู่ระหว่างการชำระบัญชีหรือจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วแต่ยังไม่เกินสองปี

นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีให้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีหรือแบบแจ้งการประเมินให้แก่ผู้ชำระบัญชี

ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่ได้แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์

(๓) เมื่อได้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษี

หรือแบบแจ้งการประเมินแล้ว ให้นำหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีได้รับแล้วมาติดไว้ในสำนวนด้วย

64 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_cc0331d164d906bd

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com