ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 18 /2555
เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบ
และธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ Basel III: A global regulatory framework for more resilient banks and banking systems(Revised version: June 2011) ของ Basel Committee on Banking Supervision เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่มีคุณภาพดีเพียงพอรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินโดยรวม ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้สามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารพาณิชย์ได้ดีขึ้น
ในประกาศฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงแนวทางการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธุรกรรมที่การชําระราคาและการส่งมอบยังไม่เสร็จสิ้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในเรื่ององค์ประกอบของเงินกองทุนที่มีการปรับปรุงใหม่ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการเดิมของแนวทางการคํานวณ
ธนาคารพาณิชย์จะต้องนับปริมาณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยวิธี Standardised Approach (วิธี SA) หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยวิธี Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) ขึ้นอยู่กับวิธีที่ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) และให้ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 93/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบ และธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"ธุรกรรม DvP" หมายความว่า ธุรกรรมที่มีการชําระราคาและการส่งมอบผ่านระบบ Delivery versus payment system (DvP) ซึ่งระบบนี้กําหนดให้การส่งมอบหลักทรัพย์เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign exchange instrument) หรือสินค้าโภคภัณฑ์ และการชําระราคาเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเท่านั้น
"ธุรกรรม Non-DvP" หมายความว่า ธุรกรรมที่มีการชําระราคาและการส่งมอบในลักษณะ Non-delivery versus payment (Non-DvP) ซึ่งการส่งมอบหลักทรัพย์ เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ และการชําระราคาอาจเกิดขึ้นในเวลาที่ต่างกัน เช่น การกําหนดให้คู่สัญญาชําระราคาก่อนได้รับหลักทรัพย์ เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการกําหนดให้คู่สัญญาส่งมอบหลักทรัพย์ เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ก่อนได้รับการชําระราคา (Free-delivery)
"Positive current exposure: PCE" หมายความว่า ส่วนต่างของมูลค่าธุรกรรมที่ได้ตกลงไว้เพื่อชําระราคาและส่งมอบกับมูลค่าตลาดในปัจจุบัน
5.2 หลักการ
เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีและตระหนักถึงความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยนและสินค้าโภคภัณฑ์ ตั้งแต่วันเริ่มทําสัญญา (Trade date) โดยสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์พัฒนาให้มีกระบวนการติดตามการผิดนัดชําระหรือการส่งมอบของธุรกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ ตั้งแต่วันแรกที่มีการผิดนัดชําระราคาหรือผิดนัดส่งมอบ อีกทั้งมีเงินกองทุนขั้นต่ํารองรับความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับการซื้อขายดังกล่าวที่มีการผิดนัดชําระราคาหรือส่งมอบ รวมทั้งธุรกรรมที่มีการชําระราคาและการส่งมอบแบบ Non-DvP
การชําระราคาและการส่งมอบแบ่งเป็นสองประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาแตกต่างกัน ดังนี้
(1) ธุรกรรม DvP: เป็นธุรกรรมที่ทําผ่านระบบ DvP ซึ่งมีการชําระราคาและการส่งมอบเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ดังนั้น หากมีการผิดนัดชําระราคาหรือการส่งมอบของหลักทรัพย์เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ธนาคารพาณิชย์จะมีความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาจากการชําระราคาและการส่งมอบยังไม่เสร็จสิ้นเท่ากับส่วนต่างของมูลค่าธุรกรรมที่ได้ตกลงไว้เพื่อชําระราคาและส่งมอบกับมูลค่าตลาดในปัจจุบัน (Positive current exposure: PCE)
(2) ธุรกรรม Non-DvP: เป็นธุรกรรมที่ไม่ได้ทําผ่านระบบ DVP ซึ่งการชําระราคาและการส่งมอบไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์จะมีความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาจากมูลค่าเต็มจํานวนของเงินสด หลักทรัพย์ เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ได้ส่งมอบไปแล้ว
ประกาศฉบับนี้ครอบคลุมการทําธุรกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ เครื่องมือ
ด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตจากการชําระราคาหรือการส่งมอบ ทั้งธุรกรรมที่ทํากับสํานักหักบัญชีที่มีการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Mark to market)และชําระ Variation margin ทุกวัน และธุรกรรมที่ไม่ได้ทําผ่านสํานักหักบัญชี ทั้งนี้ ไม่รวมถึงธุรกรรม Repo-style transaction เนื่องจากธุรกรรมนี้มีลักษณะคล้ายกับธุรกรรมการให้สินเชื่อซึ่งไม่มีการโอนสินทรัพย์ออกจากบัญชีของธนาคารพาณิชย์
ทั้งนี้ ในกรณีที่ระบบการชําระราคาและการส่งมอบ หรือระบบหักบัญชีล้มเหลวทั้งระบบ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาผ่อนผันการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับการไม่มีการชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-DvP จนกระทั่งเหตุการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
5.3 หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธุรกรรม DvP และธุรกรรม Non-DvP โดยนับปริมาณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยวิธี Standardised Approach (วิธี SA) หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยวิธี Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) ขึ้นอยู่กับวิธีที่ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ดังนี้
5.3.1 ธุรกรรม DvP
ในกรณีที่การชําระราคาหรือการส่งมอบยังไม่เกิดขึ้นภายใน 5 วันทําการภายหลัง Settlement date ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบ เท่ากับผลคูณระหว่างค่า PCE กับน้ําหนักความเสี่ยงในตารางน้ําหนักความเสี่ยงสําหรับธุรกรรม DvP
ตารางน้ําหนักความเสี่ยงสําหรับธุรกรรม DvP
| | |
| --- | --- |
| จํานวนวันทําการภายหลังวันชําระราคาหรือวันส่งมอบที่ได้ตกลงไว้ | น้ําหนักความเสี่ยง (%) |
| ตั้งแต่ 5 ถึง 15 วัน | 100 |
| ตั้งแต่ 16 ถึง 30 วัน | 625 |
| ตั้งแต่ 31 ถึง 45 วัน | 937.5 |
| ตั้งแต่ 46 วันเป็นต้นไป | 100/8.5%(หรือเท่ากับ 1176.5) |
5.3.2 ธุรกรรม Non-DvP
(1) กรณีธนาคารพาณิชย์ส่งมอบขาแรก และการรับมอบขาที่สองยังไม่เกิดขึ้นภายในสิ้นวันแต่ยังไม่ถึง 5 วันทําการนับจากวันที่ควรมีการชําระราคาหรือการส่งมอบขาที่สองตามที่ตกลงไว้
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการให้สินเชื่อแก่คู่สัญญาที่ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้ โดยให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี SA นํามูลค่าที่จะได้รับตามสัญญามาเป็นยอดสินทรัพย์ สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี IRB ให้นํามูลค่าที่จะได้รับตามสัญญามาเป็นค่า Exposure at default (EAD) เพื่อมาคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตดังกล่าว ทั้งนี้ ในกรณีที่ธุรกรรม Non-DvP ดังกล่าวไม่มีนัยสําคัญ ธนาคารพาณิชย์สามารถใช้น้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 100 แทนน้ําหนักความเสี่ยงของคู่สัญญาหรือธุรกรรมตามที่วิธี SA หรือวิธี IRB กําหนดแล้วแต่กรณีได้ เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์มีภาระในการพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตมากเกินไป
อนึ่ง สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่ใช้วิธี IRB กับธุรกรรม Non-DvP ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกําหนดค่า Probability of default (PD) สําหรับคู่สัญญาที่ธนาคารพาณิชย์ไม่มีฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking book) โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Rating ภายนอก ได้ และสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่ใช้วิธี Advanced IRB (AIRB) สามารถกําหนดค่า Loss given default (LGD) เท่ากับร้อยละ 45 ได้ ถ้าใช้ค่าดังกล่าวกับธุรกรรม Non-DvP ที่ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้วิธี AIRB ทั้งพอร์ต เพื่อลดข้อจํากัดของธนาคารพาณิชย์ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB กับธุรกรรม Non-DvP
(2) กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ส่งมอบขาแรก และการรับมอบขาที่สองยังไม่เกิดขึ้นภายใน 5 วันทําการ นับจากวันที่ควรมีการส่งมอบขาที่สองตามที่ตกลงไว้
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตจนกว่าจะได้รับมอบขาที่สอง โดยให้นําผลรวมของมูลค่าที่ได้ส่งมอบไปแล้วทั้งหมดกับค่า PCE ไปคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงเท่ากับร้อยละของ 100 หารด้วยร้อยละ 8.5 (100/8.5%) หรือเท่ากับร้อยละ 1176.5
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย