ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 9 /2561
เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นถึงความจําเป็นของสถาบันการเงินในการดําเนินธุรกิจในรูปแบบของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมากขึ้น แต่การดําเนินธุรกิจในลักษณะกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้น หากไม่มีการกํากับดูแลอย่างเหมาะสมก็อาจส่งผลให้การดําเนินธุรกิจมีความเสี่ยงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน ดังนั้น ในปี 2549 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีการออกแนวนโยบายการกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินเริ่มทดลองถือปฏิบัติโดยยังไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อมาเมื่อมีการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินในพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 255 1 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 66/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย แต่ในช่วงแรกได้กําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินถือปฏิบัติในหลักเกณฑ์เชิงคุณภาพก่อนจากนั้นได้มีการออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 6/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 เพื่อบังคับใช้หลักเกณฑ์อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นต้นมา และได้มีการปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมาโดยลําดับทั้งในเรื่องของการปรับปรุงให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดํารงเงินกองทุนตามเกณฑ์ Basel IIเมื่อปี 2555 การขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจสําหรับบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ประกอบธุรกิจศูนย์ฝึกอบรมซึ่งเป็นธุรกิจสนับสนุนเมื่อปี 2556 การปรับปรุงตัวอย่างการคํานวณเงินกองทุนและถ้อยคําต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนตามเกณฑ์ Basel แ! รวมถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุน และกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้สอดคล้องและอ้างอิงหลักเกณฑ์ในระดับ Solo basis เมื่อปี 2560
ในการกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการดําเนินธุรกิจในขอบเขตที่เหมาะสมและมีความมั่นคง อันจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้แก่ระบบสถาบันการเงินโดยรวม และเพื่อให้การกํากับดูแลสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินในประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ดังนั้น การกําหนดให้มีเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงของสถาบันการเงินตามหลักการ Solo basis เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจในลักษณะกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงนําหลักการในเรื่องของการดํารงเงินกองทุนภายใต้หลักการของ Basel มาบังคับใช้กับการดํารงเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (Consolidated basis) ทั้งในระดับ Solo Consolidation และระดับ Full Consolidation ควบคู่ไปกับการดํารงเงินกองทุนของสถาบันการเงิน (Solo basis) ด้วยทั้งนี้ สําหรับบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่อยู่ภายใต้หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะอื่น เช่น สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกํากับดูแลของตนเช่นเดิม
อย่างไรก็ดี สืบเนื่องจากบทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกและปัญหาของสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่ผ่านมา ประกอบกับกรที่สถาบันการเงินในต่างประเทศมีการดําเนินธุรกิจที่มีความซับซ้อนและมีความเชื่อมโยงต่อระบบการเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมากขึ้น ทําให้หลายหน่วยงานในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลสถาบันการเงินได้ทบทวนแนวคิดในการกํากับดูแลระบบการเงินของโลกให้มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งคือการปรับปรุงหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนของสถาบันการเงินภายใต้หลักการของ Base! III โดยปรับปรุงองค์ประกอบของเงินกองทุนให้มีคุณภาพมากขึ้น และเพียงพอต่อการรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนภายใต้หลักการ Basel II มาเป็น Basel III โดยมีผลบังคับใช้กับสถาบันการเงินในระดับ Solo basis ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 และบังคับใช้กับกลุ่มธุรกิจทางการเงินตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นมา เพื่อให้สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนที่มีคุณภาพ สามารถรองรับความเสียหายได้จริงในปริมาณที่สูงขึ้น อันจะส่งผลให้ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคง แข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ระบบสถาบันการเงินไทยมีภูมิต้านทานต่อวิกฤตการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันในเวทีสากลได้
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการปรับปรุงตัวอย่างการคํานวณเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและถ้อยคําในส่วนอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนตามเกณฑ์ Basel III และเพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ เช่น กรณีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด หรือมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุน และกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้สอดคล้องและอ้างอิงหลักเกณฑ์ในระดับ Solo basis ที่เกี่ยวข้อง
การปรับปรุงหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินในครั้งนี้เป็นการเพิ่มเติมข้อยกเว้นรายการหักเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินกรณีที่บริษัทประกันชีวิตในกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการถือหรือลงทุนในตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนของสถาบันการเงินอื่นหรือกลุ่มธุรกิจทางการเงินอื่น เพื่อลดข้อจํากัดในการลงทุนของบริษัทประกัน ชีวิต
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 4 มาตรา 31 มาตรา 57 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 255 1 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้สถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วมของสถาบันการเงินในกลุ่มธุรกิจทางการเงินถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ประกาศที่ยกเลิก
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 7/2560 เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ลงวันที่ 27 เมษายน 2560
อื่นๆ - 4. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วมทุกแห่งของสถาบันการเงินในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ยกเว้น สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
"การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน" (Consolidated Supervision) หมายความว่า การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงิน ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยคํานึงถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดยรวมที่มีผลกระทบต่อบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและสถาบันการเงินนั้น ๆ ไม่ว่าความเสี่ยงนั้นจะปรากฎอยู่ในบัญชีของสถาบันการเงินหรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการดําเนินธุรกิจในขอบเขตที่เหมาะสมและมีความมั่นคง
"สถาบันการเงิน" หมายความว่า
ก. ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งหมายความรวมถึง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย และธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ แต่ไม่รวมสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
ข. บริษัทเงินทุน
ค. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
"ธุรกิจทางการเงิน" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
"ธุรกิจสนับสนุน" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
"เงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงิน" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศหรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเครดิตฟองชิเอร์ แล้วแต่กรณี
"ความเสี่ยงด้านเครดิต" หมายความว่า ความเสี่ยงที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากลูกหนี้หรือคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ การลงทุน และการก่อภาระผูกพัน เช่น ลูกหนี้ไม่สามารถชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ ทําให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินในฐานะเจ้าหนี้เกิดความเสียหาย
"ความเสี่ยงด้านตลาด" หมายความว่า ความเสี่ยงที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของฐานะทั้งที่อยู่ในงบดุลและนอกงบดุลที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและราคาตราสารทุนอาจเกิดจากปัจจัยตลาดทั่วไป (General market risk) และ/หรือ ปัจจัยเฉพาะของผู้ออกตราสารนั้น (Specific risk)
"ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ" หมายความว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่าง ๆ อันเนื่องมาจากความไม่เพียงพอหรือความบกพร่องของกระบวนการภายใน บุคลากร และระบบงานของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือจากเหตุการณ์ภายนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน รวมถึง ความเสี่ยงด้านกฎหมาย (เช่น ความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง ถูกดําเนินคดีตามกฎหมาย หรือถูกทางการเปรียบเทียบปรับรวมทั้ง ความเสี่ยงจากความเสียหายที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล)แต่ไม่รวมความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic risk) และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputational risk)
"บัญชีเพื่อการค้า (Trading book)" หมายความว่า ฐานะ (Position) ของตราสารการเงิน (Financial instruments) และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ที่มีเจตนาถือครองไว้เพื่อการค้า (Trading intent หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะอื่น ๆ ในบัญชีเพื่อการค้า รวมทั้ง อนุพันธ์ทางการเงินทุกประเภทที่ไม่ได้นําไปใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking book) โดยตราสารการเงินที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าต้องไม่มีข้อจํากัดในการซื้อขายหรือในการป้องกันความเสี่ยงนอกจากนี้ ฐานะเหล่านั้นต้องมีการประเมินมูลค่าอย่างถูกต้องที่เป็นปัจจุบันอย่างสม่ําเสมอ รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการที่ดี
"บัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking book)" หมายความว่า ฐานะของเครื่องมือทางการเงินหรือธุรกรรมอื่นที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า หรือตราสารทางการเงินที่มีเจตนาตั้งแต่แรกว่าจะถือครองระยะยาวหรือถือจนครบกําหนดอายุ
5.2 การกํากับดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
5.2.1 กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องดํารงเงินกองทุนตามอัตราส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักการ Consolidated basis ใน 2 ระดับคือ เงินกองทุนกลุ่มระดับ Solo Consolidation และเงินกองทุนกลุ่มระดับ Full Consolidation เพิ่มเติมจากการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงของสถาบันการเงินตามหลักการ Solo basis
5.2.2 บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่อยู่ภายใต้หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะอื่นเช่น สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกํากับดูแลของตนเช่นเดิม
5.3 การจัดทํางบการเงินรวมตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
เนื่องจากการดํารงเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องใช้ข้อมูลจากงบการเงินรวมดังนั้น กลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งในกรณีที่บริษัทแม่เป็นสถาบันการเงิน และกรณีที่บริษัทแม่ไม่ได้เป็นสถาบันการเงิน ต้องจัดทํางบการเงินรวมตามวิธีที่มาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินกําหนดสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้ง 2 ระดับ ได้แก่
5.3.1 งบการเงินรวมของกลุ่ม Solo Consolidation หมายถึง การจัดทํางบการเงินรวมของสถาบันการเงินกับบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation ทุกบริษัท
5.3.2 งบการเงินรวมของกลุ่ม Full Consolidation หมายถึง การจัดทํางบการเงินรวมของบริษัทแม่กับบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเฉพาะบริษัทที่บริษัทแม่ถือหุ้นทางตรง และ/หรือทางอ้อม รวมทั้ง การถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ยกเว้น บริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยหรือประกันชีวิต ไม่ต้องนํามาจัดทํางบการเงินรวมในทุกกรณี (แม้ว่าบริษัทแม่ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปก็ตาม)
5.4 การดํารงเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
เงินกองทุนทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน คือ เงินกองทุนที่ใช้รองรับความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ เงินกองทุนกลุ่มระดับ Solo Consolidation และเงินกองทุนกลุ่มระดับ Full Consolidation ซึ่งทั้ง 2 ระดับ จะต้องดํารงเงินกองทุนไม่ต่ํากว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
ทั้งนี้ สําหรับกลุ่ม Solo Consolidation ที่มีเฉพาะสถาบันการเงินให้ใช้ข้อมูลจากงบการเงินของสถาบันการเงินในระดับ Solo basis มาคํานวณเงินกองทุนกลุ่มระดับ Solo Consolidation โดยหากสถาบันการเงินนั้นมีเงินลงทุนในบริษัทลูกนอกกลุ่ม Solo Consolidation เงินลงทุนในบริษัทร่วมหรือเงินลงทุนในการร่วมค้า ให้จัดทํางบการเงินที่แสดงเงินลงทุนดังกล่าวตามวิธีส่วนได้เสีย? เพื่อนํามาคํานวณเงินกองทุนกลุ่มระดับ Solo Consolidation
5.4.1 การดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์
กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ทั้งระดับ Solo Consolidation และระดับ Full Consolidation ต้องดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ โดยกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดเพิ่มเติมในประกาศฉบับนี้ และให้นําประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในระดับ Solo basis ว่าด้วยเรื่องดังต่อไปนี้ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ก. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
ข. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
ค. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA)
ง. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB)
จ. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
ฉ. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบ และธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์
ช. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
ช. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน
ฌ. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ญ. หลักเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับเงินกองทุนซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดเพิ่มเติมในภายหลัง
5.4.1.1 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง
(1) การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Minimum capital requirement) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งได้แก่ สินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต สินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดและมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis ดังนี้
ก. อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common equity tier 1 ratio: CET1 ratio) ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 4.5
ข. อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 ratio : T1 ratio) ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 6
ค. อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (Total capital ratio : TC ratio) ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 8.5
(2) การดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (Capital buffer)
(2.1) อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ เพิ่มเติมจากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําอีกเกินกว่าร้อยละ 2..5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยให้ทยอยดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มอีกมากกว่าร้อยละ 0.625 ในแต่ละปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 จนครบตามที่กําหนดซึ่งมากกว่าร้อยละ 2.5 ในวันที่ 1 มกราคม 2562 เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis
ทั้งนี้ หากกลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มได้ตามที่กําหนด ธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทแม่แล้วแต่กรณี จะต้องเก็บสะสมเงินกําไรสุทธิบางส่วนหรือทั้งหมดโดยจํากัดการจัดสรรกําไรสุทธิตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยจะยังไม่ถือว่ากลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และหากธนาคารพณิชย์หรือบริษัทแม่แล้วแต่กรณี เก็บสะสมกําไรสุทธิตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดแล้ว แต่กลุ่มธุรกิจทางการเงินยังไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนได้ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ให้บริษัทแม่หารือกับฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแผนการดํารงเงินกองทุน และให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามแผนการดํารงเงินกองทุนตามที่หารือต่อไป
(2.2) อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง (Countercyclical buffer) ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดํารงเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของเพิ่มเติมจากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) อีกร้อยละ 0 ถึง 2.5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis เพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง เมื่อมีเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นและมีความจําเป็นที่จะดําเนินมาตรการนี้
5.4.1.2 การคํานวณเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ต้องคํานวณเงินกองทุนกลุ่ม 2 ระดับคือ เงินกองทุนกลุ่มระดับ Solo Consolidation และเงินกองทุนกลุ่มระดับ Full Consolidation โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงินรวมที่จัดทําตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินมาคํานวณเงินกองทุนตามองค์ประกอบเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ตามเอกสารแนบ 1
5.4.1.3 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงหรือมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยง
(1) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
(1.1) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมี 2 วิธี ดังนี้
ก. การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดย Standardised Approach (วิธี SA) ตามเอกสารแนบ 2
ข. การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) ตามเอกสารแนบ 3
(1.2) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation ตามวิธีที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis เลือกใช้ โดยให้นําหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach วิธี SA หรือหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลมทั้งนี้ ในการใช้วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามวิธีที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis เลือกใช้ ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการยื่นขออนุญาตตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 2 หรือเอกสารแนบ 3 แล้วแต่กรณี
(1.3) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis ได้รับอนุญาตให้ใช้วิธี RB ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต กลุ่มธุรกิจทางการเงินจะต้องดําเนินการพัฒนาไปใช้วิธี IRB ให้ได้ภายในระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis ใช้วิธี IRB เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะอนุญาตเป็นอย่างอื่น
ทั้งนี้ ในการดําเนินการพัฒนาไปใช้วิธี IRB ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการยื่นขออนุญาตตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 3
(1.4) ในกรณีที่มีการใช้หรือการเปลี่ยนแปลงรายชื่อสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (External credit assessment institutions : ECAIs) วิธีการคํานวณน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ธุรกิจเอกชน หรือวิธีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยหลักประกันทางการเงิน ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดําเนินการดังนี้
ก. กรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินใช้รายชื่อ ECAIs หรือวิธีในการคํานวณน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ธุรกิจเอกชนหรือวิธีในการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยหลักประกันทางการเงินตามที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย แล้วแต่กรณี
ทั้งนี้ ให้บริษัทแม่แจ้งการใช้รายชื่อ ECAIS หรือวิธีการคํานวณน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ธุรกิจเอกชน หรือแจ้งพร้อมจัดส่งแบบประเมินความพร้อมในกรณีของการเปลี่ยนวิธีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยหลักประกันทางการเงินมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
ข. กรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA แต่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis ใช้วิธี IRB ให้บริษัทแม่นําหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(2) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด
(2.1) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมี 3 วิธี ดังนี้
ก. วิธีมาตรฐาน (Standardised Approach)
ข. วิธีแบบจําลอง (Intemal Model Approach)
ค. วิธีผสมระหว่างวิธีมาตรฐานกับวิธีแบบจําลอง
(2.2) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดของกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation ตามวิธีที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis เลือกใช้ และให้นําหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้บริษัทแม่ทําหนังสือขออนุญาตมายังฝ้ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในกรณีที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่สามารถใช้วิธีการคํานวณตามวิธีที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis เลือกใช้ได้ ให้บริษัทแม่ทําหนังสือขออนุญาตมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยต้องชี้แจงเหตุผลความจําเป็นที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่สามารถใช้วิธีตามวิธีที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis เลือกใช้ได้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาเป็นรายกรณี
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน
(2.3) กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า (Threshold) ในระดับที่มีนัยสําคัญตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้นคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดทุกองค์ประกอบความเสี่ยงด้านตลาด ได้แก่ องค์ประกอบความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ด้านราคาตราสารทุน ด้านอัตราแลกเปลี่ยน และด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์
(2.4) กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญตามประกาศที่กล่าวในข้อ (2.3) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด เฉพาะองค์ประกอบความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ถ้ามี)
ทั้งนี้ เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสั่งการเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดเป็นอย่างอื่น
(2.5) ในกรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินถือตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนของสถาบันการเงินอื่นหรือกลุ่มธุรกิจทางการเงินอื่น หรือทําธุรกรรมทางการเงินที่มีตราสารอ้างอิงที่นับเป็นเงินกองทุนของสถาบันการเงินอื่นหรือกลุ่มธุรกิจทางการเงินอื่น ที่จัดอยู่ในบัญชีเพื่อการค้าและได้หักออกจากเงินกองทุนแล้ว ไม่ต้องนําเงินลงทุนในตราสารหรือจํานวนเงินตามสัญญาของธุรกรรมดังกล่าวตามมูลค่าที่ได้นําไปหักออกจากเงินกองทุนแล้วมาคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด
(2.6) เมื่อคํานวณเงินกองทุนจากปริมาณธุรกรรมรวมตามหลักเกณฑ์ข้างต้นแล้ว ให้นําผลลัพธ์ที่ได้มาคํานวณเป็นสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดโดยนําไปคูณกับ 12.5 เพื่อใช้เป็นฐานในการคํานวณเงินกองทุนขั้นต่ําเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดต่อไป
(2.7) กลุ่มธุรกิจทางการเงินใดประสงค์จะแยกคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดเป็นรายบริษัท ให้บริษัทแม่ทําหนังสือขออนุญาตมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นรายกรณี โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาอนุญาตเฉพาะกรณีที่มีความจําเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน
(3) หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(3.1) การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมี 2 วิธี ดังนี้
ก. Basic Indicator Approach (วิธี BIA)
ข. Standardised Approach (วิธี SA-OR) รวมถึง Alternative Standardised Approach (วิธี ASA)
(3.2) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation ตามวิธีที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis เลือกใช้ โดยให้นําหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ทั้งนี้ ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis ได้รับอนุญาตให้ใช้วิธี SA-OR หรือวิธี ASA ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ให้บริษัทแม่ทําหนังสือขออนุญาตคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามวิธีของธนาคารพาณิชย์ โดยใช้เอกสารแนบ 4 พร้อมจัดส่งแบบประเมินความพร้อมมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน
(3.3) กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ใช้วิธี SA-OR หรือวิธี ASA ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยให้นําเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(3.4) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินใช้ข้อมูลจากงบการเงินรวมที่จัดทําตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน มาคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation โดยรายได้ที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องนํามาคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการให้รวมรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทางตรงที่เกิดจากธุรกิจหลักทั้งหมดของแต่ละบริษัท เช่น รายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินรอการขาย3 ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (หลังหักค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการขายทรัพย์สินรอการขาย) รายได้ค่านายหน้าของบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (หลังหักค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น ค่าคอมมิชชั่นจ่าย) รายได้ของธุรกิจลีสซิ่ง (หลังหักค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น ดอกเบี้ยจ่ายค่าคอมมิชชั่นจ่าย ) ถึงแม้ธนาคารพาณิชย์จะมิได้นํารายได้หรือค่าใช้จ่ายทางตรงประเภทดังกล่าวไปคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของธนาคารพาณิชย์ในระดับ Solo basis ก็ตาม
5.4.2 การดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุน
กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุน ทั้งระดับ Solo Consolidation และระดับ Full Consolidation ต้องดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุน เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการเช่นเดียวกับบริษัทเงินทุนในระดับ Solo basis โดยกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุนต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดเพิ่มเติมในประกาศฉบับนี้ และให้นําประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุนมาใช้บังคับโดยอนุโลม
5.4.2.1 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง
(1) การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Minimum capital requirement) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุนดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งได้แก่ สินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต สินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดและมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ เช่นเดียวกับบริษัทเงินทุนในระดับ Solo basis ดังนี้
ก. อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common equity tier 1 ratio: CET1 ratio) ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 4.5
ข. อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 ratio : T1 ratio) ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 6
ค. อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (Total capital ratio : TC ratio) ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 8.5
(2) การดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (Capital buffer)
(2.1) อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุนดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ เพิ่มเติมจากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําอีกเกินกว่าร้อยละ 2.5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยให้ทยอยดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มอีกมากกว่าร้อยละ 0.625 ในแต่ละปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 จนครบตามที่กําหนดซึ่งมากกว่าร้อยละ 2.5 ในวันที่ 1 มกราคม 2564 เช่นเดียวกับบริษัทเงินทุนในระดับ Solo basis ดังนี้
หน่วย: ร้อยละ
| | | | | |
| --- | --- | --- | --- | --- |
| อัตราส่วนเงินกองทุน | 1 ม.ค. 2561 | 1 ม.ค. 2562 | 1 ม.ค. 2563 | 1 ม.ค. 2564 |
| อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1 ratio) | 5.125 | 5.75 | 6.375 | 7 |
| อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 ratio) | 6.625 | 7.25 | 7.875 | 8.5 |
| อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (Total capital ratio) | 9.125 | 9.75 | 10.375 | 11 |
ทั้งนี้ หากกลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มได้ตามที่กําหนด บริษัทเงินทุนหรือบริษัทแม่แล้วแต่กรณี จะต้องเก็บสะสมเงินกําไรสุทธิบางส่วนหรือทั้งหมดโดยจํากัดการจัดสรรกําไรสุทธิตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน โดยจะยังไม่ถือว่ากลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และหากบริษัทเงินทุนหรือบริษัทแม่แล้วแต่กรณี เก็บสะสมกําไรสุทธิตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดแล้ว แต่กลุ่มธุรกิจทางการเงินยังไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนได้ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ให้บริษัทแม่หารือกับฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงินสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแผนการดํารงเงินกองทุน และให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามแผนการดํารงเงินกองทุนตามที่หารือต่อไป
(2.2) อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง (Countercyclical buffer) ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดํารงเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของเพิ่มเติมจากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) อีกร้อยละ 0 ถึง 2.5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่นเดียวกับบริษัทเงินทุนในระดับ Solo basis เพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง เมื่อมีเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นและมีความจําเป็นที่จะดําเนินมาตรการนี้
5.4.2.2 การคํานวณเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุนต้องคํานวณเงินกองทุนกลุ่ม 2 ระดับคือ เงินกองทุนกลุ่มระดับ Solo Consolidation และเงินกองทุนกลุ่มระดับ Full Consolidation โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงินรวมที่จัดทําตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินมาคํานวณเงินกองทุนตามองค์ประกอบเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุน โดยให้นําหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุนมาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดเพิ่มเติมสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เดียวกับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 1
5.4.2.3 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงหรือมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยง
สําหรับหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และหลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุนนําหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุนมาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดเพิ่มเติมสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เดียวกับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ตามที่กําหนดในข้อ 5.4.1.3
5.4.3 การดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองชิเอร์
กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเฮร์ ทั้งระดับ Solo Consolidation และระดับ Full Consolidation ต้องดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองชิเอร์ เพื่อรองรับความเสี่ยงของสินทรัพย์ และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการเช่นเดียวกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ในระดับ Solo basis โดยกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองชิเอร์ต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดเพิ่มเติมในประกาศฉบับนี้ และให้นําประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
5.4.3.1 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง
(1) การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Minimum capital requirement) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงินซึ่งได้แก่ สินทรัพย์ที่ต้องนํามาดํารงเงินกองทุน และมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ เช่นเดียวกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ในระดับ Solo basis โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (Total capital ratio : TC ratio) ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 8.5
(2) การดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (Capital buffer)
(2.1) อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนเพิ่มเติมจากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําอีกเกินกว่าร้อยละ 2.5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยให้ทยอยดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มอีกมากกว่าร้อยละ 0.625 ในแต่ละปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 จนครบตามที่กําหนดซึ่งมากกว่าร้อยละ 2.5 ในวันที่ 1 มกราคม 2564 เช่นเดียวกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ในระดับ Solo basis ดังนี้
หน่วย: ร้อยละ
| | | | | |
| --- | --- | --- | --- | --- |
| อัตราส่วนเงินกองทุน | 1 ม.ค. 2561 | 1 ม.ค. 2562 | 1 ม.ค. 2563 | 1 ม.ค. 2564 |
| อัตราส่วนเงินกองทุน (Total capital ratio) | 9.125 | 9.75 | 10.375 | 11 |
ทั้งนี้ หากกลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มได้ตามที่กําหนด บริษัทเครดิตฟองซิเอร์หรือบริษัทแม่แล้วแต่กรณี จะต้องเก็บสะสมเงินกําไรสุทธิบางส่วนหรือทั้งหมดโดยจํากัดการจัดสรรกําไรสุทธิตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเครดิตฟองชิเอร์ โดยจะยังไม่ถือว่ากลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และหากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์หรือบริษัทแม่แล้วแต่กรณี เก็บสะสมกําไรสุทธิตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดแล้ว แต่กลุ่มธุรกิจทางการเงินยังไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนได้ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ให้บริษัทแม่หารือกับฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแผนการดํารงเงินกองทุนและให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามแผนการดํารงเงินกองทุนตามที่หารือต่อไป
(2.2) อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง (Countercyclical buffer) ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดํารงเงินกองทุนทั้งสิ้นเพิ่มเติมจากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) อีกร้อยละ 0 ถึง 2.5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่นเดียวกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ในระดับ Solo basis เพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง เมื่อมีเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นและมีความจําเป็นที่จะดําเนินมาตรการนี้
5.4.3.2 การคํานวณเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องคํานวณเงินกองทุนกลุ่ม 2 ระดับคือ เงินกองทุนกลุ่มระดับ Solo Consolidation และเงินกองทุนกลุ่มระดับ Full Consolidation โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงินรวมที่จัดทําตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินมาคํานวณเงินกองทุนตามองค์ประกอบเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ โดยให้นําหลักกณฑ์ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดเพิ่มเติมสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามเอกสารแนบ 1 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง
5.4.3.3 การคํานวณสินทรัพย์ที่ต้องนํามาดํารงเงินกองทุนหรือมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยง
(1) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์ที่ต้องนํามาดํารงเงินกองทุน
ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นําสินทรัพย์จากงบการเงินรวมที่จัดทําตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินมาคํานวณหามูลค่าสินทรัพย์ที่กลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation ต้องนํามาดํารงเงินกองทุนโดยให้นําหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(2) หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ใช้ข้อมูลจากงบการเงินรวมที่จัดทําตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินมาคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation โดยให้นําหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
5.5 การยื่นขออนุญาตใช้วิธีคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงหรือมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
ในกรณีการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้บริษัทแม่ทําหนังสือขออนุญาตการดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินมาพร้อมกับการยื่นขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดยให้จัดส่งเอกสารดังต่อไปนี้ มายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย
5.5.1 กรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA ให้จัดส่งเอกสารดังต่อไปนี้
(1) หนังสือขออนุญาตการดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามเอกสารแนบ 4
(2) แบบประเมินความพร้อมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ในการคํานวณเงินกองทุน (Self-Assessment of Compliance - SAC-CRM) และให้นําหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) หรือหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน มาใช้บังคับโดยอนุโลม
5.5.2 กรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB ให้จัดส่งเอกสารดังต่อไปนี้
(1) เอกสารทั้งหมดตามที่กําหนดไว้ในข้อ 5.5.1
(2) ผลการประเมินความพร้อมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการดํารงเงินกองทุนสําหรับความเสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB โดยให้นําหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Rating-Based Approach (วิธี IRB) หรือหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน มาใช้บังคับโดยอนุโลม
5.5.3 กรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการโดยวิธี SA-OR หรือ ASA ให้จัดส่งเอกสารดังต่อไปนี้
(1) รายละเอียดแผนการเตรียมการรองรับการใช้วิธี SA-OR หรือวิธี ASA ตามที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินเลือกใช้ในการดํารงเงินกองทุนรองรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 4
(2) แบบประเมินความพร้อมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการโดยวิธี SA-OR และวิธี ASA (Self-Assessment of Compliance - SAC-OR) ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ หรือหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(3) เอกสารแสดงการจัดแบ่งรายได้จากการดําเนินงานของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามประเภทสายธุรกิจ (เฉพาะรายได้ของบริษัทที่จัดทํางบการเงินรวมกลุ่มธุรกิจทางการเงิน)
5.5.4 กรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดโดยวิธีที่ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน ให้บริษัทแม่ทําหนังสือขออนุญาตพร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยให้นําหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน
5.6 การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
ให้บริษัทแม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลการดํารงเงินกองทุนสําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
อื่นๆ - 6. บทเฉพาะกาล
6.1 การดํารงเงินกองทุนตาม Basel II! ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติ ดังนี้
6.1.1 ในกรณีที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์มีตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนได้ตาม Basel I ซึ่งออกก่อนวันที่ 1 มกราคม 2556 และมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบ 5 และเอกสารแนบ 6 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้น ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินลดการนับหรือทยอยลดการนับตราสารดังกล่าวเป็นเงินกองทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ตามรายละเอียดที่กําหนดในเอกสารแนบ 8 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
6.1.2 ในกรณีที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์มีรายการที่เข้าลักษณะเป็นรายการที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของตามข้อ 5.9.1 (1.5) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของในข้อ 5.9.1 (3) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นตราสารทางการเงินในข้อ 5.4.2 (2) และรายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 2 ในข้อ 55.4 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศเฉพาะรายการดังต่อไปนี้ ให้นับเพิ่มเงินกองทุนหรือหักเงินกองทุนในอัตราร้อยละ 20 ร้อยละ 40 ร้อยละ 60 ร้อยละ 80 และร้อยละ 100 ต่อปี ตามลําดับ ตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 9 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(1) กําไร (ขาดทุน) จากการวัดมูลค่าเงินลงทุนในตราสารหนี้เผื่อขาย
(2) กําไร (ขาดทุน) จากการแปลงค่างบการเงินจากการดําเนินงานในต่างประเทศ
(3) กําไร (ขาดทุน) จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมตราสารอนุพันธ์สําหรับการป้องกันความเสี่ยงในเงินลงทุนสุทธิในหน่วยงานต่างประเทศ (Hedges of a net investment in a foreign operation)
(4) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน
(5) กําไรจากการทําธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation)
(6) เงินลงทุนในบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน
อย่างไรก็ดี สําหรับรายการ (4) และ (6) นั้น เฉพาะส่วนที่ยังไม่ครบกําหนดต้องหักออกจากเงินกองทุน ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์นําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 11 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach วิธี SA) หรือเอกสารแนบ 9 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) และที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณีสําหรับรายการที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินสําหรับรายการที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า
อื่นๆ - 7. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2561
(นายวิรไท สันติประภพ)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย