法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย พ.ศ. 2559

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
43
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย

พ.ศ. 2559

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านการประกันภัย ให้ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยและเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการด้านสินไหมทดแทนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นการเพิ่มทางเลือกอีกทางหนึ่งให้กับประชาชนที่จะระงับข้อพิพาทด้านการประกันภัย โดยผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นผู้ชํานาญการ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 36/1 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 และมาตรา 37/1 แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ประกอบมาตรา 32 (2) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. 2550 และมติที่ประชุมคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย จึงออกระเบียบไว้ดังนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย พ.ศ. 2559”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ บทนิยาม

“สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยหรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยมอบหมาย

“นายทะเบียน” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยมอบหมาย

“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานสํานักงาน ที่มีหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ในการพิจารณาข้อร้องเรียนและดําเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย

“ผู้ไกล่เกลี่ย” หมายความว่า ผู้ชํานาญการด้านกฎหมายว่าด้วยการประกันภัย หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทั้งนี้ รวมถึงคณะผู้ไกล่เกลี่ยด้วย ในกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยมากกว่าหนึ่งคนในข้อพิพาทเรื่องใด ๆ ที่ขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ชํานาญการและได้รับการแต่งตั้งให้ทําหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามระเบียบนี้

“ผู้ร้องเรียน” หมายความว่า ผู้มีสิทธิได้รับชําระหนี้ตามสัญญาประกันภัยที่ยื่นคําร้องต่อสํานักงาน ไม่ว่าจะยื่นโดยตรง หรือผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสํานักงาน หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ของประชาชนและสํานักงานได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว

“ข้อพิพาท” หมายความว่า ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการประกันภัย การจ่ายค่าสินไหมทดแทนการชดใช้เงินหรือประโยชน์อื่นใดตามสัญญาประกันภัย

“คําร้อง” หมายความว่า การกระทําด้วยวิธีการใด ๆ ที่ผู้ร้องเรียน ยื่นขอความเป็นธรรมต่อสํานักงาน ไม่ว่าจะยื่นโดยตรง หรือผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสํานักงาน หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน และสํานักงานได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว

“บริษัท” หมายความว่า บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต

“คู่กรณี” หมายความว่า ผู้ร้องเรียนและบริษัท ซึ่งประสงค์ใช้วิธีการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยการไกล่เกลี่ยตามระเบียบนี้

“ทะเบียนรายชื่อ” หมายความว่า ทะเบียนรายชื่อผู้ชํานาญการซึ่งสํานักงานอาจแต่งตั้งให้ทําหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามระเบียบนี้”

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้สํานักงานจัดให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามระเบียบนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือคู่กรณีให้สามารถยุติข้อพิพาทในกระบวนการไกล่เกลี่ยและให้ดําเนินงานธุรการที่เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้สํานักงานดําเนินการ ดังต่อไปนี้

(1) ดําเนินการเพื่อให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามที่ผู้ร้องเรียนร้องขอ

(2) ส่งเสริมและเผยแพร่วิธีการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยการไกล่เกลี่ย

(3) จัดทําสารบบและสํานวนเรื่องไกล่เกลี่ย

(4) จัดทําข้อมูลและสถิติเกี่ยวกับการดําเนินการไกล่เกลี่ย ตลอดจนการประเมินผลการดําเนินงานไกล่เกลี่ยเสนอต่อเลขาธิการ

(5) จัดทําทะเบียนรายชื่อและประสานงานกับผู้ไกล่เกลี่ย

(6) ประสานงานกับหน่วยงานอื่น เพื่อการดําเนินการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาททางเลือกตามระเบียบนี้

ส่วน ๑ การขึ้นทะเบียนรายชื่อและการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้สํานักงานจัดให้มีทะเบียนรายชื่อ ซึ่งมาจากบุคคลภายนอก ทั้งนี้ บุคคลตามทะเบียนรายชื่อ ต้องเป็นผู้ชํานาญการ โดยผ่านการอบรมหลักสูตรเทคนิคหรือวิธีการไกล่เกลี่ยที่สํานักงานจัด หรือหลักสูตรในลักษณะเดียวกันที่สํานักงานให้การรับรอง หรือเป็นผู้ที่สํานักงานเห็นว่ามีความรู้และประสบการณ์ด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นอย่างดีโดยไม่จําต้องผ่านการอบรมดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ผู้ขึ้นทะเบียนรายชื่อ นอกจากต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 6 แล้ว ยังต้องผ่านการคัดเลือกจากสํานักงานตามหลักเกณฑ์ที่นายทะเบียนกําหนด ทั้งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(1) มีอายุไม่ต่ํากว่าสามสิบปีบริบูรณ์

(2) เป็นผู้สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าปริญญาตรีและเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทํางานด้านประกันภัยหรือด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

(3) เป็นผู้มีความพร้อมที่จะอุทิศเวลาปฏิบัติหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยประจําสํานักงาน

(4) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

(5) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(6) ไม่เป็นผู้เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(7) ไม่เป็นพนักงาน ผู้บริหาร ที่ปรึกษาของบริษัทประกันภัย

(8) ไม่เป็นผู้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือกระทํากิจการใดอันอาจกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีที่บุคคลภายนอกประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนรายชื่อตามข้อ 6 ให้ยื่นคําขอต่อสํานักงานพร้อมแนบเอกสารหลักฐาน ดังต่อไปนี้

(1) สําเนาทะเบียนบ้าน

(2) สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน หรือบัตรประจําตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ

(3) สําเนาแสดงวุฒิการศึกษา

(4) สําเนาหลักฐานรับรองการผ่านการอบรมหลักสูตรเทคนิค หรือวิธีการไกล่เกลี่ยที่สํานักงานจัดหรือรับรอง

(5) หนังสือรับรองประสบการณ์ในการทํางาน

เมื่อสํานักงานตรวจสอบเอกสารหลักฐานของผู้ขอขึ้นทะเบียนรายชื่อแล้วพบว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามรวมทั้งผ่านการคัดเลือกตามข้อ 7 แล้ว ให้เสนอนายทะเบียนเพื่อให้ความเห็นชอบและขึ้นทะเบียนรายชื่อตามระเบียบนี้

ในกรณีผู้ที่เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนรายชื่อแล้วและประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนรายชื่ออีก อาจขอใช้เอกสารหลักฐานเดิมก็ได้

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้ทะเบียนรายชื่อมีอายุสองปีนับแต่วันจัดทําทะเบียนรายชื่อโดยไม่ต้องคํานึงว่าผู้มีชื่อในทะเบียนรายชื่อได้รับการขึ้นทะเบียนรายชื่อไว้ ณ เวลาใด

ในกรณีที่การจัดทําทะเบียนรายชื่อใหม่ไม่แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาที่ทะเบียนรายชื่อเดิมได้สิ้นผลให้ถือว่าบุคคลในทะเบียนรายชื่อเดิมยังคงเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนรายชื่ออยู่จนกว่าทะเบียนรายชื่อใหม่จะแล้วเสร็จ

การที่ทะเบียนรายชื่อสิ้นผลตามวรรคหนึ่ง ไม่กระทบถึงการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยในช่วงเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองของข้อพิพาทที่ได้ดําเนินการไปแล้วและให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ผู้ที่เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนรายชื่อแล้วและไม่ได้เป็นผู้ที่เคยถูกจําหน่ายชื่อออกจากทะเบียนรายชื่อเพราะเหตุใด ๆ นอกเหนือจากการลาออก อาจขอขึ้นทะเบียนรายชื่อได้อีก ในการพิจารณาเสนอชื่อผู้ที่เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนรายชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนรายชื่ออีก ให้สํานักงานคํานึงถึงผลการปฏิบัติงานความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่และการอุทิศเวลามาปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนความประพฤติตนและดํารงตนในฐานะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเหมาะสมของบุคคลดังกล่าวในรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียนที่ผ่านมา

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้สํานักงานแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยจากผู้ที่ขึ้นทะเบียนรายชื่อ โดยคํานึงถึงลักษณะของข้อร้องเรียนและความเหมาะสมของผู้ไกล่เกลี่ย เว้นแต่คู่กรณีประสงค์ร่วมกันที่จะเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ขึ้นทะเบียนรายชื่อเป็นผู้ไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ผู้ไกล่เกลี่ยมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งละสองพันบาท แต่รวมกันแล้วไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทต่อข้อพิพาทหนึ่งเรื่อง

ส่วน ๒ การคัดค้านผู้ไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ คู่กรณีอาจคัดค้านผู้ไกล่เกลี่ยได้ หากปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางของผู้ไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ คู่กรณีที่ประสงค์จะคัดค้านผู้ไกล่เกลี่ยต้องแจ้งเหตุแห่งการคัดค้านต่อสํานักงานก่อนเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ การคัดค้านต้องกระทําก่อนกระบวนการไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลง โดยให้สํานักงานเป็นผู้พิจารณาและมีคําสั่งตามที่เห็นสมควรภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเหตุแห่งการคัดค้าน

การที่ผู้ไกล่เกลี่ยถอนตัว ไม่ถือว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่คู่กรณียกขึ้นคัดค้าน

ส่วน ๓ การพ้นจากหน้าที่การเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในข้อพิพาท

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้ผู้ไกล่เกลี่ยพ้นจากหน้าที่ในข้อพิพาทที่ได้รับแต่งตั้งในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) ผู้ไกล่เกลี่ยถอนตัว

(2) สํานักงานจําหน่ายชื่อออกจากทะเบียนรายชื่อ

(3) สํานักงานมีคําสั่งไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า

(ก) มีเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางในการทําหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย

(ข) บกพร่องต่อหน้าที่ หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย

(ค) ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่การเป็นผู้ไกล่เกลี่ย

(ง) กระทําหรือละเว้นกระทําการตามหน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ย โดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้คู่กรณีเสียหาย

(4) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ไกล่เกลี่ยมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 7 (4) (5) (6) (7) และ (8)

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ในกรณีที่ผู้ไกล่เกลี่ยพ้นจากหน้าที่ตามข้อ 15 สํานักงานอาจมีคําสั่งให้กระบวนการไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลง หรือแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยคนใหม่จากทะเบียนรายชื่อตามข้อ 6 เข้าดําเนินการไกล่เกลี่ยในข้อพิพาทนั้นต่อไปก็ได้

สิทธิในการรับค่าตอบแทนตามข้อ 12 ของผู้ไกล่เกลี่ยคนใหม่ถูกจํากัดโดยสิทธิในการรับค่าตอบแทน ของผู้ไกล่เกลี่ยที่พ้นจากหน้าที่

ส่วน ๔ การจําหน่ายชื่อออกจากทะเบียนรายชื่อ

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้สํานักงานจําหน่ายชื่อผู้ชํานาญการออกจากทะเบียนรายชื่อ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 7

(4) ขาดการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กําหนดถึงสามครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(5) กระทําผิด หรือฝ่าฝืนต่อจริยธรรมของผู้ไกล่เกลี่ยอย่างร้ายแรง

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงตามข้อ 17 (1) และ (2) ให้สํานักงานพิจารณาจําหน่ายชื่อโดยเร็ว

ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงตามข้อ 17 (3) (4) และ (5) ให้สํานักงาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรับฟังคําชี้แจงของผู้ไกล่เกลี่ยที่เกี่ยวข้องก่อนพิจารณาดําเนินการ

ในกรณีที่สํานักงานเห็นว่ามีเหตุตามวรรคสอง แต่ถ้าเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการกระทําผิดหรือฝ่าฝืนต่อจริยธรรมของผู้ไกล่เกลี่ยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ตักเตือนผู้ไกล่เกลี่ยนั้นเป็นหนังสือ

ส่วน ๕ จริยธรรมสําหรับผู้ไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องเคารพและสนับสนุนให้คู่กรณีตัดสินใจด้วยตนเองบนพื้นฐานของการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล เพื่อตกลงระงับข้อพิพาทด้วยความสมัครใจ รวมทั้งต้องละเว้นไม่ออกคําสั่งหรือคําตัดสินใด ๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทและทางเลือกในการตกลงระงับข้อพิพาท ตลอดจนต้องไม่พยายามโน้มน้าวหรือบังคับให้คู่พิพาทเข้าร่วมในการไกล่เกลี่ยหรือให้ทําการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งในกระบวนการไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องดําเนินการไกล่เกลี่ยด้วยความเป็นกลาง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ผู้ไกล่เกลี่ยมีหน้าที่ในการเปิดเผยความขัดแย้งในผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นของผู้ไกล่เกลี่ยตลอดเวลาในกระบวนการไกล่เกลี่ย

ภายหลังจากเปิดเผยถึงความขัดแย้งในผลประโยชน์ตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ไกล่เกลี่ยต้องปฏิเสธหรือขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้ไกล่เกลี่ย เว้นแต่คู่พิพาททุกฝ่ายจะตกลงร่วมกันให้ผู้ไกล่เกลี่ยทําหน้าที่ต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในระหว่างการไกล่เกลี่ย ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องไม่รับทํางานใด ๆ ให้คู่กรณีที่ตนกําลังไกล่เกลี่ยอยู่และจะต้องเปิดเผยโดยทันทีถึงความพยายามของการติดต่อผู้ไกล่เกลี่ยให้ทําการงานให้เว้นแต่จะกระทําในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องไม่กระทําการใด ๆ ให้กับคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายหลังการไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลงในเรื่องหรือเกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ย โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่กรณีทุกฝ่ายในกระบวนการไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องเก็บบรรดาข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไกล่เกลี่ยเป็นความลับ เว้นแต่ในกรณีที่จะต้องมีการเปิดเผยตามที่กฎหมายกําหนด หรือเพื่อวัตถุประสงค์ในการดําเนินการหรือบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือคู่กรณีจะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ห้ามผู้ชํานาญการที่มีชื่อในทะเบียนรายชื่อโฆษณาและเชิญชวนให้คู่กรณีแต่งตั้งตนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและต้องละเว้นที่จะรับประกันว่าคู่กรณีจะตกลงกันได้ หรือให้สัญญาว่าจะเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งที่สมประโยชน์ของคู่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษา ประวัติการทํางานและประสบการณ์ในการไกล่เกลี่ย

ส่วน ๑ การเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ เมื่อสํานักงานดําเนินการรับเรื่องร้องเรียนตามระเบียบสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการพิจารณาข้อร้องเรียนและดําเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย พ.ศ. 2552 ให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการดังนี้

(1) ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หลักฐานที่เกี่ยวข้อง และประเด็นเบื้องต้น เพื่อชี้แจงทําความเข้าใจกับคู่กรณีเกี่ยวกับประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากคู่กรณีตกลงยุติข้อพิพาทกันได้ ให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการให้คู่กรณีทําสัญญาประนีประนอมยอมความกัน แต่หากคู่กรณีตกลงยุติข้อพิพาทกันไม่ได้ และเป็นกรณีที่สามารถไกล่เกลี่ยได้ให้เจ้าหน้าที่สอบถามคู่กรณีว่าประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหรือไม่ หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยให้ดําเนินการตามระเบียบนี้ต่อไป แต่หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่ตกลงที่จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยตามระเบียบนี้ ให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการตามระเบียบสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการพิจารณาข้อร้องเรียนและดําเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย พ.ศ. 2552 ต่อไป เว้นแต่เป็นกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้นายทะเบียนจัดให้มีการดําเนินการไกล่เกลี่ยได้

(2) กรณีไม่เป็นข้อพิพาทตามระเบียบนี้ ให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงทําความเข้าใจกับผู้ร้องเรียนแต่หากผู้ร้องเรียนยังคงยืนยันที่จะให้พิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการตามระเบียบสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการพิจารณาข้อร้องเรียนและดําเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย พ.ศ. 2552 ต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนได้ร้องเรียนบริษัทหลายรายในเหตุการณ์เดียวกันและร้องเรียนครั้งเดียวกันให้ถือว่าเป็นข้อพิพาทหนึ่งเรื่องในการคิดค่าตอบแทนให้ผู้ไกล่เกลี่ยตามข้อ 12

ส่วน ๒ วิธีการไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อมีการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยในข้อพิพาทแล้ว ให้สํานักงานประสานงานผู้ไกล่เกลี่ยเพื่อจัดให้มีการเริ่มไกล่เกลี่ยภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่สํานักงานแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ คู่กรณีพึงเข้าร่วมประชุมไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย หรือมีเหตุจําเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ คู่กรณีอาจแต่งตั้งตัวแทนที่มีอํานาจตัดสินใจและทําบันทึกความตกลงประนีประนอมยอมความเข้าร่วมประชุมไกล่เกลี่ยก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ในกรณีที่คู่กรณีมิได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ไกล่เกลี่ยอาจกําหนดขั้นตอน หรือแนวทางในการดําเนินการไกล่เกลี่ยตามที่เห็นสมควร โดยคํานึงถึงพฤติการณ์แห่งข้อพิพาท ความประสงค์ของคู่กรณี การปฏิบัติต่อคู่กรณีอย่างเป็นธรรมและความต้องการที่จะระงับข้อพิพาทด้วยความรวดเร็ว ก่อนการไกล่เกลี่ยให้ผู้ไกล่เกลี่ยแจ้งขั้นตอนการไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีทราบว่า ข้อเสนอและคําแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในชั้นไกล่เกลี่ยสํานักงานจะเก็บเป็นความลับ คู่กรณีไม่มีสิทธิใช้อ้างอิงไม่ว่ากรณีใด ๆ และไม่ผูกมัดคู่กรณี

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ย ผู้ไกล่เกลี่ยอาจให้คู่กรณีเสนอข้อเท็จจริง หรือข้อมูลเบื้องต้นแห่งข้อพิพาทตลอดจนข้อเสนอในการระงับข้อพิพาทต่อผู้ไกล่เกลี่ย หรืออาจเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวระหว่างคู่กรณีก็ได้

คู่กรณีอาจขอให้ผู้ไกล่เกลี่ยดําเนินการตามความในวรรคหนึ่งก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ผู้ไกล่เกลี่ยจะจัดให้มีการดําเนินการตามที่คู่กรณีขอหรือไม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ การไกล่เกลี่ยจะทําด้วยวิธีใด ณ วันเวลาและสถานที่ใด ให้เป็นไปตามที่สํานักงานกําหนดโดยแจ้งให้คู่กรณีทุกฝ่ายทราบ

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ การไกล่เกลี่ยต้องกระทําต่อหน้าคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ยหากคู่กรณียินยอม ผู้ไกล่เกลี่ยอาจกระทําการไกล่เกลี่ยเฉพาะแต่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องแจ้งถึงขั้นตอนการดําเนินการไกล่เกลี่ยนั้น ให้คู่กรณีฝ่ายที่มิได้เข้าร่วมทราบด้วย

ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับแก่ตัวแทนของคู่กรณี หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ผู้ไกล่เกลี่ยอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยด้วย

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ เมื่อผู้ไกล่เกลี่ยได้รับข้อมูลอันเกี่ยวกับข้อพิพาทจากคู่กรณีฝ่ายหนึ่ง ผู้ไกล่เกลี่ยอาจเปิดเผยสาระของข้อมูลนั้นให้แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งทราบ เว้นแต่คู่กรณีที่ให้ไว้ห้ามมิให้เปิดเผย

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ กระบวนการไกล่เกลี่ยให้ดําเนินการเป็นการลับและไม่ให้มีการบันทึกรายละเอียดของการไกล่เกลี่ยไว้ เว้นแต่คู่กรณีจะตกลงกันให้บันทึกรายละเอียดของการไกล่เกลี่ยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ ผู้ไกล่เกลี่ยอาจจัดทําบันทึกความตกลงประนีประนอมยอมความให้แก่คู่กรณี หรือจะให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้จัดทําบันทึกความตกลงประนีประนอมยอมความให้ก็ได้

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นผู้จัดทําบันทึกความตกลงประนีประนอมยอมความนั้น ผู้ไกล่เกลี่ยอาจขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบว่าข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือระเบียบที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยกําหนดก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องดําเนินการไกล่เกลี่ยให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่เริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ย

หากผู้ไกล่เกลี่ยเห็นสมควรหรือคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ผู้ไกล่เกลี่ยอาจขยายระยะเวลาในการดําเนินการไกล่เกลี่ยออกไปอีกก็ได้ ถ้าการขยายระยะเวลาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ของคู่กรณีทุกฝ่ายและมิได้ทําให้การพิจารณาข้อพิพาทล่าช้าเกินสมควร ทั้งนี้ ให้ขยายระยะเวลาได้ไม่เกินสิบห้าวัน และขยายได้ไม่เกินสองครั้ง โดยให้ขอขยายระยะเวลาก่อนครบกําหนดตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยห้าวันทําการ

ส่วน ๓ การสิ้นสุดแห่งกระบวนการไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามระเบียบนี้

(1) คู่กรณีตกลงยุติข้อพิพาทได้ ให้ทําบันทึกความตกลงประนีประนอมยอมความ

(2) คู่กรณีไม่สามารถตกลงยุติข้อพิพาทได้ ให้ดําเนินการตามระเบียบสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการพิจารณาข้อร้องเรียนและดําเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ด้านการประกันภัย พ.ศ. 2552 ต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ ในกรณีดังต่อไปนี้ให้ถือว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลง

(1) คู่กรณีได้ทําบันทึกความตกลงประนีประนอมยอมความเป็นลายลักษณ์อักษร

(2) คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทด้วยการถอนข้อพิพาท

(3) คู่กรณีไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ภายในระยะเวลาที่กําหนดตามข้อ 38

(4) ผู้ไกล่เกลี่ยเห็นว่าการดําเนินการไกล่เกลี่ยต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี

การสิ้นสุดการไกล่เกลี่ยตาม (3) (4) ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่สํานักงานได้รับแจ้งเหตุดังกล่าวจากผู้ไกล่เกลี่ยและให้สํานักงานดําเนินการพิจารณาข้อร้องเรียน ตามระเบียบสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการพิจารณาข้อร้องเรียนและดําเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย พ.ศ. 2552 ต่อไปและไม่สามารถนําเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้อีก

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ เมื่อกระบวนการไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลง ให้ผู้ไกล่เกลี่ยบันทึกแจ้งผลการไกล่เกลี่ยให้สํานักงานทราบโดยเร็ว

ส่วน ๔ การรักษาความลับของข้อมูลในการไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ในกรณีที่คู่กรณีไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ให้รักษาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นความลับ เว้นแต่เป็นการใช้เท่าที่จําเป็นเพื่อปฏิบัติหรือบังคับให้เป็นไปตามบันทึกความตกลงประนีประนอมยอมความ

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ห้ามมิให้คู่กรณีที่เข้าร่วมในการไกล่เกลี่ย ผู้ไกล่เกลี่ย หรือบุคคลภายนอก รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการไกล่เกลี่ยนําความลับไปอ้างอิง หรือนําสืบเป็นพยานหลักฐานในกระบวนพิจารณาของสํานักงาน หรือเพื่อดําเนินการอื่นใด ไม่ว่าจะนําไปใช้ในรูปแบบใดเกี่ยวกับเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) ความประสงค์ หรือความเต็มใจของคู่กรณีในการขอเข้าร่วมในการไกล่เกลี่ย

(2) ความเห็น หรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทาง หรือวิธีการในการระงับข้อพิพาทของคู่กรณีในการไกล่เกลี่ย

(3) การยอมรับ หรือข้อความที่กระทําโดยคู่กรณีในการไกล่เกลี่ย

(4) ข้อเสนอใด ๆ ที่เสนอโดยผู้ไกล่เกลี่ย

(5) ข้อเท็จจริงที่ได้แสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะยอมรับข้อเสนอในการไกล่เกลี่ย

(6) เอกสารที่จัดทําโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะใช้หรือใช้ในการไกล่เกลี่ยโดยเฉพาะ

อนึ่ง พยานหลักฐานใดที่ใช้ในการไกล่เกลี่ย หากเป็นพยานหลักฐานที่นําสืบได้อยู่แล้วในกระบวนพิจารณาของสํานักงาน หรือเพื่อดําเนินการอื่นใด ย่อมไม่ต้องห้ามตามความในวรรคหนึ่ง

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

สุทธิพล ทวีชัยการ

เลขาธิการ

คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

43 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย พ.ศ. 2559 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_d984002df33bf941

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com