法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2488

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
31
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

การธนาคารพาณิชย์

พุทธศักราช ๒๔๘๘

ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๘)

ปรีดี พนมยงค์

ตราไว้ ณ

วันที่ ๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘

เป็นปีที่ ๑๒ ในรัชชกาลปัจจุบัน

โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า

สมควรให้มีการควบคุมการธนาคารพาณิชย์

จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม

ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑

พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พุทธศักราช ๒๔๘๘”

มาตรา ๒

มาตรา ๒

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓

ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการธนาคาร พุทธศักราช ๒๔๘๐

มาตรา ๔

มาตรา ๔

ในพระราชบัญญัตินี้

“การธนาคารพาณิชย์”หมายความว่า

(ก)

ธุระกิจประเภทรับฝากเงินซึ่งต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลา

อันกำหนดไว้ และใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น (๑) ให้กู้ยืม

(๒) ซื้อขาย หรือเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด และ (๓)

ซื้อและขายเงินปริวรรตต่างประเทศ

(ข)

ธุระกิจประเภทอื่นอันเป็นประเพณีที่ธนาคารพาณิชย์ซึ่งย่อมรวมทั้งธนาคาร

ปริวรรตพึงกระทำ

“ธนาคาร”หมายความว่า

ธนาคารซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบธนาคารพาณิชย์

ตามพระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตรี”หมายความว่า

รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕

ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบการธนาคารพาณิชย์เว้นแต่บริษัทจำกัด ซึ่งได้รับ

อนุญาตจากรัฐมนตรี

ในการขออนุญาต

เมื่อปรากฏว่าบริษัทผู้ขออนุญาตอยู่ในภาวะอันต้องด้วยความ

ประสงค์แห่งพระราชบัญญัตินี้แล้วก็ให้ได้รับอนุญาต

ในการตั้งบริษัทจำกัดเพื่อประกอบการธนาคารพาณิชย์ให้แจ้งความจำนงไปยัง

รัฐมนตรี พร้อมทั้งรายละเอียดตามสมควร

เมื่อได้รับแจ้งความจากรัฐมนตรีว่าให้ดำเนินการต่อไปได้แล้ว

จึงจะตั้งบริษัทขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อว่า “ธนาคาร”หรือคำอื่นใดซึ่งมี

ความหมายเช่นเดียวกันในธุระกิจ

เว้นแต่บริษัทจำกัด

ซึ่งได้รับอนุญาตหรือซึ่งกำลังดำเนินการ

จัดตั้งตามมาตรา ๕ วรรคท้าย

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ชื่อหรือคำแสดงชื่อของธนาคารใดหรือสาขาธนาคารใดจะต้องไม่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อหรือคำแสดงชื่อของธนาคารสัญชาติไทยอื่นใด

มาตรา ๘

มาตรา ๘

ทุนซึ่งชำระแล้วของธนาคารต้องเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าสองแสน

ห้าหมื่นบาท

มาตรา ๙

มาตรา ๙

ธนาคารที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในราชอาณาจักรจะต้องกันเงิน

ไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี จากกำไรสุทธิเพื่อตั้งและดำรงไว้เป็นเงินสำรองและจะต้องไม่แจก

กำไรแก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินปันผลเงินรางวัลหรือเงินอื่นใดในปีหนึ่งเป็นจำนวนสูงกว่าร้อยละสิบห้าของทุนซึ่งชำระแล้ว

จนกว่าเงินสำรองนั้นจะเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละหกสิบของทุนซึ่งชำระแล้ว

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐

ให้ทุกธนาคารดำรงไว้ซึ่งเงินสดคงเหลือไม่ว่าในเวลาใด ๆ เป็น

จำนวนอย่างน้อยเท่ากับร้อยละยี่สิบของเงินฝาก

และไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งแห่งจำนวนเงินที่กำหนดไว้

นี้ต้องเป็นเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่เหลือจากนั้นต้องเป็นธนบัตรหรือบัตรธนาคารหรือเหรียญกระษาปน์ซึ่งออกใช้ในประเทศไทย

อัตราส่วนเงินสดสำรองที่กล่าวข้างบนนี้

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจ

สั่งให้ลดลงได้ชั่วครั้งคราว เพื่อประโยชน์แห่งภาวะทั่วไปแห่งเครดิต

แต่ต้องไม่ลดลงจนต่ำกว่า

ร้อยละเก้าของเงินฝาก

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑

ห้ามมิให้ธนาคารใดกระทำการต่อไปนี้

(ก) ลดทุน

โดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี

(ข) จ่ายเงินให้กรรมการของธนาคารนั้นเองกู้ยืมโดยทางตรงหรือทางอ้อม

(ค)

ให้กู้ยืมเงินโดยถือหุ้นของธนาคารนั้นเองเป็นประกัน

(ง) สินค้าธรรมดา

หรือรับภาระธุระในการค้าหรือธุระกิจอื่นใด นอกจาก

กิจการซึ่งเกี่ยวกับหรือเนื่องจากการธนาคาร

(จ)

ซื้อหรือมีไว้เป็นประจำซึ่งอสังหาริมทรัพย์เว้นแต่เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับ

ดำเนินธุระกิจของธนาคาร หรือสำหรับพนักงานธนาคาร

บรรดาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกเป็นของธนาคารโดยการชำระหนี้

หรือได้มาเพื่อ

ประกันต้นเงินซึ่งจ่ายให้กู้ยืมไปจะต้องจำหน่ายภายในเก้าปี

เว้นแต่จะได้ยื่นคำร้องต่อรัฐมนตรี

ขอยืดเวลาออกไป และได้รับอนุญาตแล้ว

(ฉ) ซื้อ หรือมีไว้

ซึ่งหุ้น หรือหุ้นกู้ในบริษัทใดเป็นจำนวนเงินเกินกว่าร้อยละ

ยี่สิบของเงินทุนในบริษัทนั้น หรือเกินกว่าร้อยละสิบของเงินทุนซึ่งชำระแล้ว

และเงินสำรองตามมาตรา ๙

(ช)

รับหุ้นจากธนาคารจากธนาคารอื่นเป็นประกัน

(ซ)

จ่ายเงินให้แก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของธนาคารนั้นเองเป็น

ค่านายหน้าหรือเป็นเงินตอบแทนที่จ่ายสำหรับหรือเนื่องแต่การกระทำหรือธุระกิจใด

ๆ ของ

ธนาคาร ทั้งนี้นอกจากบำเหน็จ เงินเดือน เงินรางวัล

และเงินอนุญาตอย่างอื่นบรรดาที่พึ่งจ่าย

ตามปกติ

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒

ห้ามมิให้ธนาคารใดจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ลูกค้าสูงกว่าอัตรา

ต่อไป

(ก)

อัตราสำหรับเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามสูงกว่าอัตรามาตราฐาน

รับช่วงซื้อลดตั๋วเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อหักเสียร้อยละสองกึ่งแล้ว

(ข)

อัตราสำหรับเงินฝากที่ต้องจ่ายคืน

เมื่อสิ้นระยะเวลาไม่เกินหกเดือนสูงกว่า

อัตรามาตราฐานรับช่วงซื้อลดตั๋วเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อหักเสียร้อยละสองแล้ว

(ค)

อัตราสำหรับเงินฝากซึ่งต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาไม่เกินหกเดือน สูงกว่า

อัตรามาตราฐานรับช่วงซื้อลดตั๋วเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อหักเสียร้อยละหนึ่งกึ่งแล้ว

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓

ให้ทุกธนาคารประกาศรายการตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดแสดง

รายการย่อแห่งหนี้สินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในวันทำงานวันสุดท้ายของทุกเดือน

หรือในวันอื่นใด

ตามแต่รัฐมนตรีจะได้ให้ความยินยอม การประกาศนั้นให้กระทำภายในวันที่ยี่สิบเอ็ดของเดือนถัดไป

การประกาศนั้น

ให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ซึ่งออกในราชอาณาจักรอย่างน้อย

หนึ่งฉบับ เว้นแต่รัฐมนตรีจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น

ให้ทุกธนาคารเสนอประกาศนั้นแก่รัฐมนตรี

หนึ่งฉบับ

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔

ให้รัฐมนตรีมีอำนาจเรียกให้ธนาคารยื่นรายงานลับตามแบบที่

รัฐมนตรีต้องการ และให้ชี้แจ้งข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้น

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

ธนาคารซึ่งมีที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ในราชอาณาจักรจะต้อง

ประกาศงบดุลย์และบัญชีกำไรขาดทุน

ภายในสองเดือนหลังจากวันสิ้นปีของธุระกิจของธนาคาร

และก่อนวันประชุมใหญ่ประจำปีงบดุลย์นั้นจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชีผู้ซึ่งรัฐมนตรี

เห็นชอบแล้ว ผู้สอบบัญชีนี้ต้องเป็นบุคคลภายนอก

ไม่ใช่พนักงานหรือกรรมการของธนาคาร

ในกรณีที่ธนาคารมีที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่นอกราชอาณาจักร การประกาศ

เอกสารดังกล่าวนี้ในราชอาณาจักรต้องกระทำภายในเวลาอันสมควรหลังที่ได้ประกาศแล้วใน

ประเทศที่สำนักงานแห่งใหญ่ของธนาคารนั้นตั้งอยู่

แต่ความปกติต้องไม่เกินกว่าสามเดือน

ภายหลังวันสิ้นปีธุระกิจของธนาคารนั้น

เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุขัดข้องอันสมควร

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้มีการตรวจสอบสมุดและบัญชีของ

ธนาคารใด ๆ ไม่ว่าในวันทำการวันใด

ฉะเพาะอย่างยิ่งเพื่อสำรวจการดำเนินงานของธนาคารนั้น

โดยทั่วไปและเพื่อตีราคาสินทรัพย์

เพื่อความประสงค์แห่งมาตรานี้

รัฐมนตรีจะตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้ทำการ

ตรวจสอบก็ได้

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗

เมื่อได้รับรายงานการตรวจสอบตามความในมาตรา ๑๖ แล้ว

ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าฐานะหรือการดำเนินงานโดยทั่วไปของธนาคารอยู่ในลักษณะอันจะเป็นเหตุ

ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแค่ประโยชน์ของประชาชน

รัฐมนตรีจะเพิกถอนการอนุญาตที่ได้

ให้ไว้ตามความในพระราชบัญญัตินี้ก็ได้

ในกรณีที่มีการเพิกถอนการอนุญาต

รัฐมนตรีจะใช้วิธีการที่ระบุไว้ใน มาตรา ๒๑

ถึงมาตรา ๒๗ ก็ได้

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘

ในการติดต่อกับประชาชน ให้ธนาคารเปิดทำงานตั้งแต่ ๐๙.๐๐

นาฬิกา ถึง ๑๕.๐๐ นาฬิกา เว้นแต่วันเสาร์ให้เปิดทำงานตั้งแต่ ๐๙.๐๐ นาฬิกาถึง

๑๒.๐๐ นาฬิกา ในพฤติการณ์พิเศษหรือในบางท้องที่รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจอนุญาตให้ขยาย

ลด หรือเปลี่ยนเวลาทำงานได้

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายกำหนดและประกาศวัน

หยุดทำงานของธนาคารประจำปีสำหรับปีต่อไป และให้มีอำนาจประกาศกำหนดวันหยุดทำงาน

ของธนาคารในระหว่างปีด้วย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐

ในกรณีที่ธนาคารใดหยุดทำการจ่ายเงิน ให้ธนาคารนั้นรายงานให้

รัฐมนตรีทราบทันที

และนับตั้งแต่เวลาที่ได้ยื่นรายงานนั้น ให้ถือว่ากิจการใด ๆ ที่ธนาคารนั้นได้

กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีเป็นกิจการอันมิชอบ และให้ธนาคารนั้น

รายงานโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดจ่ายเงินโดยไม่ชักช้า

เมื่อได้รับรายงานว่าธนาคารใดหยุดทำการจ่ายเงิน

ให้รัฐมนตรีตั้งเจ้าหน้าที่

ทำการสอบสวนพฤติการณ์นั้น

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑

เมื่อได้รับรายงานการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตามความสามารถ

ในมาตรา ๒๐ แล้วให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการคณะหนึ่ง

ประกอบด้วยประธานหนึ่งคน

และกรรมการอีกไม่น้อยกว่าสองคน เพื่อควบคุมและจัดการตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

ซึ่งกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารที่หยุดทำการจ่ายเงินนั้น

ให้คณะกรรมการดังกล่าวในวรรคก่อนมีอำนาจแต่งตั้งและกำหนดอำนาจ

พนักงานเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง หรือหลายคนเพื่อดำเนินการควบคุมและจัดการกิจการและสินทรัพย์

ของธนาคารที่หยุดทำการจ่ายเงินนั้นต่อไป

การเข้าควบคุมและจัดการกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารนั้น ให้แจ้งให้

ธนาคารทราบเป็นหนังสือ และให้ประกาศในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ

ทั้งให้ปิดประกาศให้เห็นได้

ชัดเจนไว้ ณ ที่ทำการของธนาคารนั้นด้วย

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒

ในการควบคุมและจัดการกิจการและสินทรัพย์ของธนาคารที่

หยุดทำการจ่ายเงิน ให้คณะกรรมการมีอำนาจ

(ก)

เข้าครอบครองสินทรัพย์และจัดการธนาคารเหมือนหนึ่งได้รับโอนกิจการ

และสินทรัพย์ของธนาคารนั้นมาเป็นของตนเอง

ในการนี้จะให้หยุดดำเนินกิจการของธนาคาร

ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือจัดการจำหน่ายสินทรัพย์ภายในเวลาที่เห็นสมควรก็ได้

(ข)

เลิกกิจการเพื่อชำระบัญชี เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีแล้ว

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓

เมื่อธนาคารใดถูกควบคุมและจัดการกิจการและสินทรัพย์แล้ว

ให้พนักงานของธนาคารนั้นมอบกิจการและสินทรัพย์พร้อมด้วยสมุดบัญชี ดวงตรา

เอกสาร และ

สิ่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการและสินทรัพย์ทั้งสิ้นให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ชักช้า

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔

ผู้ใดครอบครองสินทรัพย์ สมุดบัญชี ดวงตรา เอกสารและสิ่งอื่น

อันเกี่ยวกับกิจการหรือสินทรัพย์ของธนาคารที่ถูกควบคุมและจัดการ

มีหน้าที่ต้องรายงานให้

พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบโดยไม่ชักช้า

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕

เมื่อได้ปิดประกาศการเข้าควบคุมและจัดการกิจการและสินทรัพย์

ของธนาคารตามความในมาตรา ๒๑ วรรค ๓ แล้ว

(ก)

นิติกรรมที่ธนาคารนั้นกระทำขึ้นโดยมิได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ

ให้ถือเป็นโมฆะ

(ข)

การปฏิบัติตามนิติกรรมที่ได้กระทำขึ้นไว้ก่อนการควบคุมและจัดการนั้น

ไม่สมบูรณ์ เว้นแต่การกระทำการพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖

ค่าใช้จ่ายโดยไม่เกินสมควรในการดำเนินการควบคุมและการจัดการ

ตลอดจนเงินเดือน ค่าจ้าง

และค่าบำเหน็จกรรมการ

พนักงานเจ้าหน้าที่หรือคนงาน

ให้คิดจาก

สินทรัพย์ของธนาคารที่ถูกควบคุมและจัดการนั้น

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗

ในกรณีที่ต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายหนี้สิน

ค่าบำเหน็จกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ถ้ามีเงินเหลือ

ให้คณะกรรมการรวบรวมไว้และ

เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว

ให้จ่ายคืนให้แก่ธนาคารที่ถูกควบคุมและจัดการ

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘

เพื่อความประสงค์แห่งมาตรา ๑๖ และ มาตรา ๒๐ ให้ผู้ทำการ

ตรวจสอบหรือผู้สอบสวนมีอำนาจเรียกให้กรรมการหรือพนักงานของธนาคารที่ต้องให้ตรวจสอบ

หรือถูกสอบสวนให้ถ้อยคำและแสดงสมุดบัญชีหรือเอกสารตามแต่จะต้องการ และให้มีอำนาจ

เข้าไปในสถานที่ทำการใด ๆ

ในระหว่างเวลาทำงานตามปกติ เพื่อตรวจสอบสมุดบัญชีและ

เอกสารต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับกิจการและสินทรัพย์ของธนาคาร

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙

เพื่อความประสงค์แห่งมาตรา ๒๑ ให้คณะกรรมการหรือพนักงาน

เจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกบุคคลใด ๆ มาสอบถามข้อความหรือให้ส่งสินทรัพย์ ดวงตรา

สมุดบัญชี

เอกสารหรือสิ่งอื่นใดอันเกี่ยวกับกิจการหรือสินทรัพย์ซึ่งถูกควบคุมและจัดการนั้น

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐

ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๕ หรือมาตรา ๖ มีความผิดต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑

ธนาคารใดฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา ๗

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๘

มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๘ หรือ

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๔ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ

ไม่เกินสองหมื่นบาท และในกรณีที่เป็นความผิดต่อเนื่องกัน

ให้ปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาท

ตลอดเวลาที่ยังทำการฝ่าฝืนอยู่

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒

ผู้ใดฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา ๒๓ หรือ

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี

หรือทั้งปรับ

ทั้งจำ

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓

ผู้ใดขัดคำสั่งผู้ทำการตรวจสอบ ผู้สอบสวน คณะกรรมการ หรือ

พนักงานเจ้าหน้าที่ในการเรียกมาสอบถามหรือให้ส่งสิ่งของใดตามความในมาตรา ๒๘

หรือ

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน

หรือ

ทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔

ผู้ใดได้ทราบกิจการของธนาคารใดเนื่องจากการปฏิบัติตามอำนาจ

หน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ถ้ากิจการนั้นเป็นกิจการซึ่งตามปกติวิสัยของธนาคารจะพึง

สงวนไว้ไม่เปิดเผย

ถ้าและผู้นั้นนำไปเปิดเผยนอกจากตามหน้าที่ หรือเพื่อประโยชน์แก่การ

สอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือการพิจารณาคดีในศาลมีความผิด

ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าหนักงานและออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงนั้น

เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

บทฉะเพาะกาล

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖

ธนาคารที่ได้รับอนุญาตแล้วตามความในพระราชบัญญัติควบคุม

กิจการธนาคาร พุทธศักราช ๒๔๘๐

ถ้ายังคงประกอบธุระกิจอยู่ในวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ก็ให้

ถือว่าได้รับอนุญาตตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้

แต่ถ้าธนาคารใดมีทุนที่ชำระแล้วเป็นจำนวนต่ำกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘

ให้ธนาคารนั้นปฏิบัติตามบทบัญญัติที่กล่าวนั้นภายในเวลาสิบสองเดือน

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗

เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่าในบรรดาธนาคารที่ประกอบธุระกิจอยู่ในวันใช้

พระราชบัญญัตินี้

มีธนาคารที่มีชื่อหรือคำแสดงชื่อคล้ายกันสองธนาคารหรือมากกว่า ก็ให้มีอำนาจ

สั่งเป็นหนังสือให้ธนาคารบรรดาที่ตั้งขึ้นภายหลังจัดการเปลี่ยนชื่อหรือคำแสดงชื่อนั้นเสียภายใน

หกเดือน

ธนาคารใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐมนตรีดังกล่าวในวรรคก่อน

มีความผิดต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นอยู่

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘

ตราบใดที่ยังคงใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครดิตในภาวะคับขัน

พุทธศักราช ๒๔๘๖ อยู่ให้พักการใช้บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๐

แห่งพระราชบัญญัตินี้ไว้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ม.ร.ว.เสนีย์

ปราโมช

นายกรัฐมนตรี

[รก.

๒๔๘๘/๖๑/๖๐๖/๑๖ ตุลาคม ๒๔๘๘]

สุรินทร์ /พิมพ์

๐๔/๐๒/๒๕๔๕

A+B (C)

31 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2488 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_da3647edd8b3c829

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com