ข้อ ๑๓๔ ในกรณีที่หมายบังคับคดี หรือคําสั่งศาลในชั้นบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด
หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจําเป็นจะต้องเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดี
หรือคําสั่งดังกล่าวนั้น เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หรือเมื่อสํานักงาน
หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาล หรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา ลูกหนี้ตามคําพิพากษา
หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคําร้องต่อศาล
ให้ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดี หรือคําสั่งดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน หรือมีคําสั่ง
อย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร
ในกรณีที่สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือ
ฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หรือเมื่อเจ้าหนี้
ตามคําพิพากษา ลูกหนี้ตามคําพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้อง
เสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคําร้องต่อศาล ให้ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการ
บังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือมีคําสั่งกําหนดวิธีการอย่างใดแก่สํานักงาน
หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควร เว้นแต่การคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
หรือสิทธิเรียกร้องเพราะเหตุที่ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดมีจํานวนต่ําเกินสมควร
การยื่นคําร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองอาจกระทําได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดี
ได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น
ทั้งนี้ ผู้ยื่นคําร้องต้องมิได้ดําเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืน
กฎหมายนั้นแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การกระทํานั้น และในกรณีเช่นว่านี้ผู้ยื่นคําร้องจะขอต่อศาล
ในขณะเดียวกันนั้นให้มีคําสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้
เพื่อประโยชน์แห่งข้อนี้ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเมื่อได้มีการดําเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่คําบังคับกําหนดให้ส่งมอบทรัพย์สิน กระทําการ หรืองดเว้นกระทําการอย่างใด
เมื่อได้มีการปฏิบัติตามคําบังคับที่ให้ส่งมอบทรัพย์สิน กระทําการ หรืองดเว้นกระทําการอย่างนั้นแล้ว
แต่ถ้าการปฏิบัติตามคําบังคับดังกล่าวอาจแยกเป็นส่วน ๆ ได้ เมื่อได้มีการปฏิบัติตามคําบังคับในส่วนใดแล้ว
ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเฉพาะในส่วนนั้น
(๒) ในกรณีที่คําบังคับกําหนดให้ใช้เงิน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาด
หรือจําหน่ายโดยวิธีอื่นและจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี
หรือเมื่อได้จ่ายเงินจํานวนสุทธิหรือส่วนที่เหลือให้แก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลภายนอกที่ทรัพย์สิน
ของตนถูกจําหน่ายไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้ว แต่ถ้าทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดี
มีหลายรายการ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการใดแล้ว
ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเฉพาะทรัพย์สินรายการนั้น
(๓) ในกรณีที่ต้องปฏิบัติตามคําบังคับของศาลโดยไม่ต้องออกหมายบังคับคดี เมื่อสํานักงาน
แจ้งให้ทราบว่าศาลมีคําสั่งให้ถอนการบังคับคดี
ในการยื่นคําร้องต่อศาลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่า
คําร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอํานาจสั่งให้ผู้ยื่นคําร้องวางเงินหรือหาประกัน
ต่อศาลตามจํานวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรเพื่อเป็นประกันการชําระค่าสินไหมทดแทน
แก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลนั้นสําหรับความเสียหายที่อาจได้รับจากการยื่นคําร้องนั้น ถ้าผู้ยื่นคําร้อง
ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งศาล ให้ศาลมีคําสั่งยกคําร้องนั้นเสีย ส่วนเงินหรือประกันที่วางไว้ต่อศาลดังกล่าว
เมื่อศาลเห็นว่า ไม่มีความจําเป็นต่อไป จะสั่งคืนหรือยกเลิกประกันนั้นก็ได้ คําสั่งของศาลที่ออก
ตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่ศาลได้มีคําสั่งยกคําร้องที่ยื่นไว้ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ถ้าบุคคลที่ได้รับ
ความเสียหายเนื่องจากการยื่นคําร้องดังกล่าวเห็นว่าคําร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า
บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคําร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคําสั่งยกคําร้อง เพื่อขอให้ศาลสั่ง
ให้ผู้ยื่นคําร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลมีอํานาจสั่งให้แยกการพิจารณา
เป็นสํานวนต่างหากจากคดีเดิม และเมื่อศาลไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงโดยวิธีอื่นใดแล้วเห็นว่า
คําร้องนั้นฟังได้ ให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้ยื่นคําร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหาย ดังกล่าวตามจํานวนที่ศาลเห็นสมควร ถ้าผู้ยื่นคําร้องนั้นไม่ปฏิบัติตามคําสั่งศาล บุคคลที่ได้รับ
ความเสียหายอาจร้องขอให้ศาลบังคับคดีแก่ผู้ยื่นคําร้องนั้นเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษา
การไต่สวนและมีคําสั่งกําหนดวิธีการดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง