法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
65
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ. ๒๕๖๒

โดยที่มาตรา ๗๕/๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๙ บัญญัติให้การบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลปกครอง

ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง และบทบัญญัติว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายประมวล

กฎหมายดังกล่าว มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับการบังคับคดีปกครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ

พระราชบัญญัตินี้และหลักกฎหมายทั่วไปว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง และให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการ

ในศาลปกครองสูงสุดมีอํานาจออกระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อปฏิบัติการ

ให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว และเพื่อบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลปกครอง

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ มาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง

และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๗๕/๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง

และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง

และวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

จึงออกระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๒”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[[1]](#footnote-1) ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้เพิ่มบทนิยามคําว่า “สํานักงาน” “เจ้าพนักงานบังคับคดี” “เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา”

และ “ลูกหนี้ตามคําพิพากษา” ต่อท้ายบทนิยามคําว่า “คําแถลงการณ์” ในข้อ ๓ แห่งระเบียบของ

ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓

“สํานักงาน” หมายความว่า สํานักบังคับคดีปกครอง หรือสํานักงานศาลปกครองในภูมิภาค

และให้หมายความรวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบังคับคดี

“เจ้าพนักงานบังคับคดี” หมายความว่า ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองที่มีคุณสมบัติตามประกาศ

ก.ศป. เรื่อง คุณสมบัติของข้าราชการฝ่ายศาลปกครองที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้มีอํานาจหน้าที่ปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง และระเบียบนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่กรณีในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคําพิพากษา

หรือคําสั่ง และให้หมายความรวมถึงเอกชนหรือบุคคลอื่นที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดี

ให้ปฏิบัติการแทนภายใต้การกํากับดูแลของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย

“เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา” หมายความว่า คู่กรณีหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือบุคคล

ที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้ได้รับชําระหนี้หรือบุคคลซึ่งได้รับโอนหรือรับช่วงสิทธิตามคําพิพากษา

หรือคําสั่ง และให้หมายความรวมถึงคู่กรณีฝ่ายที่ชนะคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๕)

หรือ (๖) ด้วย

“ลูกหนี้ตามคําพิพากษา” หมายความว่า คู่กรณีหรือบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้ชําระหนี้

และให้หมายความรวมถึงคู่กรณีหรือบุคคลที่ต้องปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นภาค ๔ การบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง ข้อ ๑๑๗

ถึงข้อ ๑๗๗ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๓

“ภาค ๔

การบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๑๑๗

ข้อ ๑๑๗ การบังคับคดีปกครองเป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาโดยศาล และสํานักงาน

หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคําสั่งศาล

มาตรา ข้อ ๑๑๘

ข้อ ๑๑๘ ให้ตุลาการเจ้าของสํานวนหรือตุลาการศาลปกครองคนหนึ่งคนใดซึ่งได้รับมอบหมาย

จากองค์คณะมีอํานาจดําเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการบังคับคดีปกครองทั้งปวง เว้นแต่ในระเบียบนี้

จะกําหนดให้ดําเนินการโดยองค์คณะ

มาตรา ข้อ ๑๑๙

ข้อ ๑๑๙ ในกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคําสั่งให้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลปกครองชั้นต้น

โดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ตามมาตรา ๗๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง

และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง

และวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๙ ให้คําบังคับมีผลนับแต่วันที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษา

ได้รับแจ้งคําสั่งดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๑๒๐

ข้อ ๑๒๐ การบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลให้ดําเนินการได้จนกว่าจะมีการปฏิบัติ

ตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นแล้วเสร็จ เว้นแต่การบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล

ที่ให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาชําระหนี้โดยให้ใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทําการหรืองดเว้นกระทําการ

ให้ดําเนินการภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งในชั้นที่สุด แต่ถ้าได้มีการออกหมายบังคับคดีภายในกําหนดเวลาดังกล่าวแล้ว หากเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี

ดําเนินการบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดําเนินการบังคับคดีในเรื่องใดไว้แล้ว ก็ให้ดําเนินการบังคับคดีในส่วนนั้นต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ

ถ้าคําพิพากษาหรือคําสั่งกําหนดให้ชําระหนี้เป็นงวด เป็นรายเดือน หรือเป็นรายปี

หรือกําหนดให้ชําระหนี้อย่างใดในอนาคต ให้นับระยะเวลาสิบปีตั้งแต่วันที่หนี้ตามคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น อาจบังคับให้ชําระได้

มาตรา ข้อ ๑๒๑

ข้อ ๑๒๑ ในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งโดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการ

ดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาตามมาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง (๘) ให้สํานักงานติดตามว่าได้มี

การดําเนินการตามข้อสังเกตดังกล่าวหรือไม่ แล้วรายงานต่อศาล

มาตรา ข้อ ๑๒๒

ข้อ ๑๒๒ ในคดีที่ฟ้องขอให้ใช้เงิน เมื่อศาลมีคําพิพากษาแล้ว หากลูกหนี้ตามคําพิพากษา

ยอมปฏิบัติตามคําพิพากษาและต้องการชําระหนี้ตามคําพิพากษาโดยไม่อุทธรณ์คําพิพากษาและนําเงิน

มาวางชําระหนี้ตามคําพิพากษา ให้ศาลสั่งรับเงินที่วางศาลและสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลออกใบรับเงิน

และแจ้งให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษามารับเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ในกรณีนี้ ถ้าเจ้าหนี้

ตามคําพิพากษามารับเงินไปแล้ว ลูกหนี้ตามคําพิพากษาไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในจํานวนเงินดังกล่าวนับแต่

วันที่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้มารับเงิน หากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุด

ให้แจ้งศาลปกครองสูงสุดให้ทราบถึงการชําระเงินดังกล่าวด้วย

มาตรา ข้อ ๑๒๓

ข้อ ๑๒๓ เมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี

มีอํานาจดําเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลกําหนดไว้ในหมายบังคับคดีและตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และให้มีอํานาจในฐานะเป็นผู้แทนของเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาในอันที่จะรับชําระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้

ตามคําพิพากษาหรือบุคคลภายนอกนํามาวางและออกใบรับให้

ให้นําความตามวรรคหนึ่งมาใช้บังคับในกรณีที่สํานักงานดําเนินการบังคับคดีในระหว่างที่ศาล

ยังไม่ได้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือกรณีที่ต้องปฏิบัติตามคําบังคับของศาล

โดยไม่ต้องออกหมายบังคับคดีด้วย

การดําเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้รายงานศาลและแจ้งคู่กรณีทราบ หากมีข้อโต้แย้งว่า การปฏิบัติตามคําพิพากษายังไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้ศาลพิจารณาและมีคําสั่งโดยองค์คณะ

มาตรา ข้อ ๑๒๔

ข้อ ๑๒๔ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจสั่งให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาให้ความช่วยเหลือ

และวางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อปฏิบัติตามวิธีการเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่กรณีในระหว่างการพิจารณา

หรือเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคําพิพากษาหรือคําสั่งได้ตามจํานวนที่เห็นจําเป็น ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดี

เห็นว่าจํานวนเงินที่วางไว้นั้นจะไม่พอ ก็ให้แจ้งให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาวางเงินเพิ่มขึ้นอีกได้

ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาเห็นว่า การวางเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีไม่จําเป็นหรือมากเกินไป

ก็อาจยื่นคําร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเพื่อขอให้ศาลมีคําสั่งได้ คําสั่งดังกล่าว

ให้เป็นที่สุด

ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งศาลตามวรรคสอง

ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้จนกว่าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะได้ปฏิบัติตามคําสั่ง

ของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือศาล แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๒๕

ข้อ ๑๒๕ ในกรณีที่ศาลมีคําบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) เฉพาะที่ให้

หน่วยงานทางปกครองใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทําการหรืองดเว้นกระทําการ และ (๔)

ซึ่งเป็นคดีที่ต้องปฏิบัติตามคําบังคับของศาลโดยไม่ต้องออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ให้ศาลมีคําสั่งไปยังสํานักงานเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบังคับคดีดําเนินการให้เป็นไป

ตามคําบังคับของศาลดังกล่าว

ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบังคับคดีมีอํานาจหน้าที่

ดังต่อไปนี้

(๑) ดําเนินการบังคับให้เป็นไปตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล

(๒) ส่งเอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล

(๓) ติดตามผลการปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล เพื่อรายงานและเสนอความเห็น

ต่อศาลประกอบการพิจารณาและมีคําสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดี

(๔) สอบถามหรือแจ้งให้คู่กรณี พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ ชี้แจงข้อเท็จจริงหรือ

แสดงความเห็นเกี่ยวกับการบังคับคดี และบันทึกถ้อยคําของบุคคลดังกล่าวรวมไว้ในสํานวนการบังคับคดี

(๕) แจ้งให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงหรือ

ให้ความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับการบังคับคดี

(๖) ออกตรวจสอบสถานที่ บุคคล หรือสิ่งอื่นใดอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดี และมีอํานาจ

บันทึกภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว พร้อมทั้งบันทึกเหตุการณ์หรือพฤติการณ์รวมไว้ในสํานวนการบังคับคดี

(๗) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามคําสั่งศาล

มาตรา ข้อ ๑๒๖

ข้อ ๑๒๖ ในกรณีที่เกิดความเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่

ที่ปฏิบัติงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลปกครอง และเป็นเรื่อง

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลตามกฎหมาย

ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่หรือตามกฎหมายอื่น ไม่ว่าโดยบุคคลใด ให้อยู่ในอํานาจของ

ศาลปกครอง

มาตรา ข้อ ๑๒๗

ข้อ ๑๒๗ ให้ศาลและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจเรียกเก็บค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี

ตามระเบียบนี้

ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดโดยความเห็นชอบของ ก.บ.ศป. มีอํานาจออกประกาศกําหนด หลักเกณฑ์และอัตราค่าฤชาธรรมเนียม นอกจากที่ระบุไว้ในตาราง ๑ และตาราง ๕ ท้ายประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกาศนี้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา ข้อ ๑๒๘

ข้อ ๑๒๘ ให้เลขาธิการสํานักงานศาลปกครองมีอํานาจออกประกาศ ระเบียบ หรือข้อบังคับ

ทางธุรการเกี่ยวกับการดําเนินการบังคับให้เป็นไปตามคําบังคับของศาลปกครอง ประกาศ ระเบียบ หรือ ข้อบังคับดังกล่าว เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

ศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดี

มาตรา ข้อ ๑๒๙

ข้อ ๑๒๙ ศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีซึ่งมีอํานาจออกหมายบังคับคดี หรือสั่งจับกุมและ

กักขัง หรือปรับ หรือมีอํานาจกําหนดวิธีการบังคับคดีเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง

หรือทําคําวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง คือศาล

ที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น หรือตามที่มีกฎหมายบัญญัติ

ถ้าศาลปกครองสูงสุดได้ส่งคดีไปยังศาลปกครองชั้นต้นแห่งอื่นที่มิได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่ง

ที่อุทธรณ์นั้นเพื่อการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามข้อ ๑๑๒ วรรคหนึ่ง (๒) ให้ศาลที่มีคําพิพากษา

หรือคําสั่งใหม่นั้นเป็นศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดี เว้นแต่ศาลปกครองสูงสุดจะได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น

ในกรณีที่จะต้องบังคับคดีนอกเขตศาล ให้ศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีมีอํานาจตั้งให้ศาลอื่น

บังคับคดีแทนได้ ถ้าเป็นการบังคับตามคําบังคับของศาลโดยไม่ต้องออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงาน

บังคับคดี ให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนมีคําสั่งไปยังสํานักงานของศาลนั้นเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่

ที่ปฏิบัติงานบังคับคดีดําเนินการให้เป็นไปตามคําบังคับของศาล ถ้าการบังคับคดีต้องทําโดยทางเจ้าพนักงาน บังคับคดีและศาลได้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาอาจยื่นคําแถลง

หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนทราบพร้อมด้วยสําเนาหมายบังคับคดี

หรือสําเนาคําสั่งกําหนดวิธีการบังคับคดี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลดังกล่าวแจ้งให้ศาลที่มีอํานาจ

ในการบังคับคดีทราบโดยไม่ชักช้า และให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

หรือมีคําสั่งอื่นใดเพื่อดําเนินการบังคับคดีต่อไป

ถ้าเป็นการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง ให้ศาลที่บังคับคดีแทนส่งทรัพย์สินที่ได้จาก

การยึดหรืออายัดหรือเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินนั้น แล้วแต่กรณี ไปยังศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดี

เพื่อดําเนินการไปตามกฎหมาย

ในกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลโดยบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย ให้ศาล

ที่บังคับคดีแทนมีอํานาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับคดีใด ๆ โดยเฉพาะ หรือมีคําสั่งกําหนดวิธีการอย่างใดแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบังคับคดีหรือ

เจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมายนั้น รวมถึงดําเนินกระบวนพิจารณาอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องได้ เว้นแต่เมื่อการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นและแจ้งผลการบังคับคดีไปยังศาลที่มีอํานาจ

ในการบังคับคดีแล้ว ให้เป็นอํานาจของศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีเท่านั้น

การแจ้งคําบังคับ

มาตรา ข้อ ๑๓๐

ข้อ ๑๓๐ คดีที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษา

หรือคดีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคําสั่งให้บังคับคดีตามคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ลูกหนี้ตามคําพิพากษา

มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือคําสั่งเมื่อทราบคําพิพากษาหรือคําสั่งโดยชอบแล้ว เพื่อประโยชน์

แก่คู่กรณีในการบังคับคดี ให้ศาลออกหมายแจ้งคําบังคับไปยังลูกหนี้ตามคําพิพากษา โดยให้ระบุ

ในหมายแจ้งคําบังคับด้วยว่า ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคําบังคับหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องครบถ้วนอาจถูกยึดทรัพย์สิน

หรืออายัดสิทธิเรียกร้อง หรือถูกจับกุมและกักขัง แล้วแต่กรณี

ในกรณีผู้ที่ต้องปฏิบัติตามคําบังคับเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

หากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลให้ถูกต้องครบถ้วน

หรือปฏิบัติล่าช้าเป็นไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจมีคําสั่งให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่

ของรัฐนั้นชําระค่าปรับต่อศาลตามจํานวนที่สมควร หรืออาจแจ้งผู้บังคับบัญชา ผู้กํากับดูแล ผู้ควบคุม

หรือนายกรัฐมนตรี เพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ หรือสั่งการ หรือลงโทษทางวินัยต่อไปก็ได้

ลูกหนี้ตามคําพิพากษาจะได้รับหมายแจ้งคําบังคับตามวรรคหนึ่งหรือไม่ก็ตาม ลูกหนี้ตามคําพิพากษา

ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล

การงดบังคับคดี

มาตรา ข้อ ๑๓๑

ข้อ ๑๓๑ ให้สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดี ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อศาลได้มีคําสั่งให้งดการบังคับคดีเพราะเหตุที่ศาลมีคําสั่งรับคําขอให้พิจารณาคดีใหม่

และได้แจ้งคําสั่งงดการบังคับคดีให้ทราบ

(๒) เมื่อศาลได้มีคําสั่งให้งดการบังคับคดีเพราะเหตุที่คู่กรณีหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบ

โดยตรงจากคําพิพากษาหรือคําสั่ง ยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล

เนื่องจากคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน

และได้แจ้งคําสั่งงดการบังคับคดีให้ทราบ

(๓) เมื่อลูกหนี้ตามคําพิพากษายื่นคําร้องต่อศาลว่าได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาเป็นคดี

เรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้นไว้แล้ว ซึ่งศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด และถ้าหากตนเป็นฝ่ายชนะจะไม่ต้องมีการยึด

อายัด ขายทอดตลาด หรือจําหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาโดยวิธีอื่น เพราะสามารถ

จะหักกลบลบหนี้กันได้ ถ้าศาลเห็นว่า ข้ออ้างของลูกหนี้ตามคําพิพากษามีเหตุฟังได้ ศาลอาจมีคําสั่ง

ให้งดการบังคับคดีไว้ คําสั่งนี้อาจอยู่ภายใต้บังคับเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาใด ๆ หรือไม่ก็ได้ และศาลจะมีคําสั่ง

ให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจํานวนที่เห็นสมควรภายในระยะเวลา

ที่กําหนดเพื่อเป็นประกันการชําระหนี้ตามคําพิพากษาและค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา

สําหรับความเสียหายที่อาจได้รับเนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดจากการยื่นคําร้องนั้นด้วยก็ได้

และได้แจ้งคําสั่งงดการบังคับคดีให้ทราบ คําสั่งของศาลในกรณีนี้ให้กระทําโดยองค์คณะและให้เป็นที่สุด

(๔) เมื่อศาลได้มีคําสั่งให้งดการบังคับคดี และได้ส่งคําสั่งนั้นไปให้สํานักงานหรือเจ้าพนักงาน

บังคับคดีทราบ ในกรณีเช่นนี้ให้สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลา

หรือเงื่อนไขตามที่ศาลกําหนด

(๕) เมื่อเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังสํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี

ว่าตนตกลงงดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะเวลาที่กําหนดไว้หรือภายในเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งโดยได้รับ

ความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้ตามคําพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี

(๖) เมื่อเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาไม่ปฏิบัติตามข้อ ๑๒๔

(๗) เมื่อศาลได้มีคําสั่งให้งดการบังคับคดีเนื่องจากสํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงาน

ศาลว่าสํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษามารับเงินที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษา

ได้วางไว้ต่อศาล สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษาโดยชอบแล้ว

แต่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาไม่มารับเงินดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กําหนด

ให้สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการงดการบังคับคดีให้คู่กรณีและบุคคลภายนอก

ผู้มีส่วนได้เสียทราบโดยไม่ชักช้า และรายงานให้ศาลทราบ

มาตรา ข้อ ๑๓๒

ข้อ ๑๓๒ ในกรณีที่สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการบังคับคดีไว้ตามคําสั่งของศาล

ให้สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดีต่อไปเมื่อได้รับคําสั่งจากศาลโดยศาลเป็นผู้ออก

คําสั่งนั้นเอง หรือโดยเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาเป็นผู้ยื่นคําขอให้ศาลออกคําสั่ง เนื่องจากระยะเวลา

ที่ให้งดการบังคับคดีนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว หรือมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ศาลได้กําหนดไว้ หรือไม่มีความจําเป็น

ที่จะต้องงดการบังคับคดีอีกต่อไปแล้ว

ถ้าได้งดการบังคับคดีตามข้อ ๑๓๑ (๕) หรือ (๖) ให้สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี

ดําเนินการบังคับคดีต่อไป เมื่อระยะเวลาที่ให้งดการบังคับคดีได้ล่วงพ้นไปแล้ว หรือมิได้เป็นไป

ตามเงื่อนไขที่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้กําหนดไว้ หรือเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้วางเงินค่าใช้จ่าย

ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกําหนดหรือตามคําสั่งศาลแล้ว

การถอนการบังคับคดี

มาตรา ข้อ ๑๓๓

ข้อ ๑๓๓ ให้ศาลมีคําสั่งถอนการบังคับคดี ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) กรณีการบังคับคดีตามคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่อนุญาตให้บังคับคดีตามคําพิพากษาของ

ศาลปกครองชั้นต้นโดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ต่อมาในระหว่างการบังคับคดีนั้นคําพิพากษา

ดังกล่าวได้ถูกกลับหรือถูกยก หรือหมายบังคับคดีได้ถูกเพิกถอน แต่ถ้าคําพิพากษาในระหว่างบังคับคดีนั้น

ได้ถูกกลับแต่เพียงบางส่วน การบังคับคดีอาจดําเนินการต่อไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคําพิพากษาของ

ศาลปกครองสูงสุดครบถ้วน

(๒) เมื่อสํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาลขอให้สั่งถอนการบังคับคดีเนื่องจาก

เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาเพิกเฉยไม่ดําเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี

กําหนด

(๓) เมื่อลูกหนี้ตามคําพิพากษาได้ปฏิบัติตามคําพิพากษาครบถ้วนพร้อมทั้งได้ชําระค่าฤชาธรรมเนียม

ในการบังคับคดี (ถ้ามี)

(๔) เมื่อสํานักงานรายงานศาลขอให้สั่งถอนการบังคับคดีเนื่องจากได้ดําเนินการบังคับ

ตามคําบังคับของศาลถูกต้องครบถ้วนแล้ว หรือไม่มีกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคําบังคับของศาลอีกต่อไป

(๕) เมื่อสํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาลว่าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้แจ้งเป็น

หนังสือไปยังสํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนขอสละสิทธิในการบังคับคดี ในกรณีเช่นว่านี้

เจ้าหนี้ตามคําพิพากษานั้นจะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาที่ตนได้สละสิทธินั้นอีกมิได้

(๖) เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาลว่าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือ

ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนขอถอนการบังคับคดี

(๗) เมื่อสํานักงานรายงานศาลว่าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังสํานักงาน

ว่าตนไม่ประสงค์ให้มีการบังคับคดีต่อไป

ในกรณีตามวรรคหนึ่ง (๕) หากเป็นคดีที่มีเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาหลายคน เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา

แต่ละคนอาจแสดงความประสงค์ในส่วนของตนได้ การถอนการบังคับคดีในกรณีนี้ให้มีผลเฉพาะเจ้าหนี้

ตามคําพิพากษาที่ขอสละสิทธิ หากเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาที่แสดงความประสงค์ดังกล่าวเป็นผู้แทนของ

เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาทุกคนและการแสดงความประสงค์ดังกล่าวจะมีผลเป็นการถอนการบังคับคดีทั้งคดี

ให้สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาลเพื่อพิจารณา ในการนี้ ศาลจะไต่สวนหรือแสวงหา ข้อเท็จจริงโดยวิธีอื่นใดเพื่อให้ได้ความเป็นที่ยุติว่า การแสดงความประสงค์ของผู้แทนดังกล่าวเป็นไปตาม

ความประสงค์ของเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาทุกคนก่อนมีคําสั่งอนุญาตให้ถอนการบังคับคดีก็ได้ แต่ทั้งนี้

ในคดีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือคดีที่การบังคับคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์

แก่ส่วนรวม หรือการถอนการบังคับคดีเกิดจากการสมยอมกันโดยไม่เหมาะสม ศาลจะมีคําสั่งไม่อนุญาต

ให้ถอนการบังคับคดีก็ได้

คําสั่งศาลตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ให้กระทําโดยองค์คณะ

ให้ศาลแจ้งการถอนการบังคับคดีให้สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ และให้สํานักงาน

หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการถอนการบังคับคดีให้คู่กรณีและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียทราบ

โดยไม่ชักช้า และรายงานให้ศาลทราบด้วย

การเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดระเบียบ

มาตรา ข้อ ๑๓๔

ข้อ ๑๓๔ ในกรณีที่หมายบังคับคดี หรือคําสั่งศาลในชั้นบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด

หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจําเป็นจะต้องเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดี

หรือคําสั่งดังกล่าวนั้น เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หรือเมื่อสํานักงาน

หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาล หรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา ลูกหนี้ตามคําพิพากษา

หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคําร้องต่อศาล

ให้ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดี หรือคําสั่งดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน หรือมีคําสั่ง

อย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร

ในกรณีที่สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือ

ฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หรือเมื่อเจ้าหนี้

ตามคําพิพากษา ลูกหนี้ตามคําพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้อง

เสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคําร้องต่อศาล ให้ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการ

บังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือมีคําสั่งกําหนดวิธีการอย่างใดแก่สํานักงาน

หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควร เว้นแต่การคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สิน

หรือสิทธิเรียกร้องเพราะเหตุที่ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดมีจํานวนต่ําเกินสมควร

การยื่นคําร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองอาจกระทําได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดี

ได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น

ทั้งนี้ ผู้ยื่นคําร้องต้องมิได้ดําเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืน

กฎหมายนั้นแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การกระทํานั้น และในกรณีเช่นว่านี้ผู้ยื่นคําร้องจะขอต่อศาล

ในขณะเดียวกันนั้นให้มีคําสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้

เพื่อประโยชน์แห่งข้อนี้ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเมื่อได้มีการดําเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่คําบังคับกําหนดให้ส่งมอบทรัพย์สิน กระทําการ หรืองดเว้นกระทําการอย่างใด

เมื่อได้มีการปฏิบัติตามคําบังคับที่ให้ส่งมอบทรัพย์สิน กระทําการ หรืองดเว้นกระทําการอย่างนั้นแล้ว

แต่ถ้าการปฏิบัติตามคําบังคับดังกล่าวอาจแยกเป็นส่วน ๆ ได้ เมื่อได้มีการปฏิบัติตามคําบังคับในส่วนใดแล้ว

ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเฉพาะในส่วนนั้น

(๒) ในกรณีที่คําบังคับกําหนดให้ใช้เงิน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาด

หรือจําหน่ายโดยวิธีอื่นและจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี

หรือเมื่อได้จ่ายเงินจํานวนสุทธิหรือส่วนที่เหลือให้แก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลภายนอกที่ทรัพย์สิน

ของตนถูกจําหน่ายไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้ว แต่ถ้าทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดี

มีหลายรายการ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการใดแล้ว

ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเฉพาะทรัพย์สินรายการนั้น

(๓) ในกรณีที่ต้องปฏิบัติตามคําบังคับของศาลโดยไม่ต้องออกหมายบังคับคดี เมื่อสํานักงาน

แจ้งให้ทราบว่าศาลมีคําสั่งให้ถอนการบังคับคดี

ในการยื่นคําร้องต่อศาลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่า

คําร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอํานาจสั่งให้ผู้ยื่นคําร้องวางเงินหรือหาประกัน

ต่อศาลตามจํานวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรเพื่อเป็นประกันการชําระค่าสินไหมทดแทน

แก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลนั้นสําหรับความเสียหายที่อาจได้รับจากการยื่นคําร้องนั้น ถ้าผู้ยื่นคําร้อง

ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งศาล ให้ศาลมีคําสั่งยกคําร้องนั้นเสีย ส่วนเงินหรือประกันที่วางไว้ต่อศาลดังกล่าว

เมื่อศาลเห็นว่า ไม่มีความจําเป็นต่อไป จะสั่งคืนหรือยกเลิกประกันนั้นก็ได้ คําสั่งของศาลที่ออก

ตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด

ในกรณีที่ศาลได้มีคําสั่งยกคําร้องที่ยื่นไว้ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ถ้าบุคคลที่ได้รับ

ความเสียหายเนื่องจากการยื่นคําร้องดังกล่าวเห็นว่าคําร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า

บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคําร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคําสั่งยกคําร้อง เพื่อขอให้ศาลสั่ง

ให้ผู้ยื่นคําร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลมีอํานาจสั่งให้แยกการพิจารณา

เป็นสํานวนต่างหากจากคดีเดิม และเมื่อศาลไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงโดยวิธีอื่นใดแล้วเห็นว่า

คําร้องนั้นฟังได้ ให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้ยื่นคําร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหาย ดังกล่าวตามจํานวนที่ศาลเห็นสมควร ถ้าผู้ยื่นคําร้องนั้นไม่ปฏิบัติตามคําสั่งศาล บุคคลที่ได้รับ

ความเสียหายอาจร้องขอให้ศาลบังคับคดีแก่ผู้ยื่นคําร้องนั้นเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหนี้ตามคําพิพากษา

การไต่สวนและมีคําสั่งกําหนดวิธีการดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง

มาตรา ข้อ ๑๓๕

ข้อ ๑๓๕ ในการบังคับคดี ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาหรือสํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี

เห็นว่า ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังไม่ปฏิบัติตามคําสั่งหรือคําบังคับของศาลหรือมีข้อขัดข้องในการปฏิบัติ

ตามคําสั่งหรือคําบังคับของศาล เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาหรือสํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีอาจยื่น

คําขอหรือรายงานต่อศาล แล้วแต่กรณี เพื่อขอให้ศาลพิจารณามีคําสั่งหรือไต่สวน

เมื่อมีคําขอหรือรายงานตามวรรคหนึ่ง หรือเมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่การบังคับคดี

ศาลมีอํานาจแสวงหาข้อเท็จจริงโดยการออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่า

อยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคําอันจะเป็นประโยชน์มาศาลด้วยตนเองเพื่อการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริง

โดยวิธีอื่นและมีอํานาจสั่งให้บุคคลนั้น ๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออํานาจของ

ผู้นั้นอันเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง ทั้งนี้ ตามกําหนดและเงื่อนไขใด ๆ

ที่เห็นสมควร และมีคําสั่งกําหนดวิธีการดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง หรือมีคําสั่งใด ๆ

เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว

ให้นําความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาเห็นว่าการปฏิบัติ

ตามคําสั่งหรือคําบังคับของศาลมีข้อขัดข้องด้วยโดยอนุโลม

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑)

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้เพิกถอนกฎ

มาตรา ข้อ ๑๓๖

ข้อ ๑๓๖ ในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนกฎ ให้สํานักงานเสนอประกาศผล

แห่งคําพิพากษาที่ให้เพิกถอนกฎดังกล่าวต่อศาลเพื่อลงนาม และให้สํานักงานศาลปกครองส่งประกาศนั้น

ไปยังสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็ว

ให้สํานักงานแจ้งผลการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาดังกล่าวให้คู่กรณีและรายงานศาลทราบ

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้เพิกถอนคําสั่ง

มาตรา ข้อ ๑๓๗

ข้อ ๑๓๗ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้เพิกถอนคําสั่ง ย่อมมีผลให้คําสั่งนั้น

ถูกเพิกถอนโดยไม่ต้องมีการบังคับคดี

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับห้ามการกระทํา

มาตรา ข้อ ๑๓๘

ข้อ ๑๓๘ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับห้ามการกระทําของหน่วยงาน

ทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้สํานักงานดําเนินการบังคับคดีโดยติดตามและตรวจสอบว่า

หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลหรือไม่ และจัดทําบันทึก

ผลการตรวจสอบ แล้วรายงานต่อศาล

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒)

มาตรา ข้อ ๑๓๙

ข้อ ๑๓๙ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือ

เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลกําหนด เมื่อครบกําหนดเวลาดังกล่าวแล้ว

ให้สํานักงานดําเนินการบังคับคดีโดยติดตามและตรวจสอบว่าหัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐนั้น ได้ปฏิบัติตามหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนตามคําบังคับของศาลหรือไม่ และจัดทําบันทึก

ผลการตรวจสอบ แล้วรายงานต่อศาล

ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่ปฏิบัติตาม

คําบังคับภายในเวลาที่ศาลกําหนดหรือมีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคําบังคับของศาล ให้สํานักงาน

รายงานศาลเพื่อดําเนินการตามข้อ ๑๓๕

หากปรากฏว่าหัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตาม

คําบังคับภายในเวลาที่ศาลกําหนดให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันควร ให้สํานักงาน

รายงานศาลเพื่อดําเนินการตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิได้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาล

ให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓)

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้ใช้เงิน

มาตรา ข้อ ๑๔๐

ข้อ ๑๔๐ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้หน่วยงานทางปกครองใช้เงิน

ให้สํานักงานดําเนินการบังคับคดีโดยติดตามและตรวจสอบว่าหน่วยงานทางปกครองนั้นได้ปฏิบัติตาม

คําบังคับของศาลถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ แล้วรายงานต่อศาล

ในกรณีที่หน่วยงานทางปกครองยังไม่ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลภายในเวลาที่ศาลกําหนดหรือ

มีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคําบังคับของศาล ให้สํานักงานรายงานศาลเพื่อดําเนินการตามข้อ ๑๓๕

หากปรากฏว่าหน่วยงานทางปกครองไม่ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลภายในเวลาที่ศาลกําหนด

ให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันควร ให้สํานักงานรายงานศาลเพื่อดําเนินการ

ตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

ในการปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิได้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลให้ถูกต้อง

ครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร

มาตรา ข้อ ๑๔๑

ข้อ ๑๔๑ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาที่มิใช่หน่วยงาน

ทางปกครองหรือเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ทรัพย์สินอยู่ในความรับผิดแห่ง

การบังคับคดีใช้เงิน ถ้าลูกหนี้ตามคําพิพากษานั้นไม่ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลทั้งหมดหรือบางส่วนภายใน

ระยะเวลาที่ศาลกําหนด เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาชอบที่จะร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีโดยวิธี

ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามที่กฎหมายกําหนด โดยระบุจํานวนหนี้

ที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังมิได้ชําระตามคําบังคับของศาล

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง

มาตรา ข้อ ๑๔๒

ข้อ ๑๔๒ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาส่งคืน

ทรัพย์เฉพาะสิ่งแก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา หรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งเพื่อชําระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแก่เจ้าหนี้

ตามคําพิพากษา ให้นําวิธีการบังคับคดีในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้ใช้เงินตามข้อ ๑๔๑

มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ในการร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สินหรืออายัด

สิทธิเรียกร้องนั้น ให้ระบุทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ยังมิได้รับคืนหรือรับมอบและพฤติการณ์ที่ลูกหนี้

ตามคําพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลด้วย

มาตรา ข้อ ๑๔๓

ข้อ ๑๔๓ ถ้าทรัพย์เฉพาะสิ่งของลูกหนี้ตามคําพิพากษาที่ต้องส่งมอบแก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา

เพื่อชําระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องได้ถูกยึดหรืออายัดไว้เพื่อเอาชําระหนี้เงินในคดีอื่นแล้ว เจ้าหนี้

ตามคําพิพากษาชอบที่จะยื่นคําร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีในคดีนั้นก่อนมีการขายทอดตลาด

หรือจําหน่ายโดยวิธีอื่นขอให้มีคําสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบทรัพย์นั้นให้แก่ตน โดยต้องแสดง

ให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์ในคดีดังกล่าวสามารถบังคับคดี

เอาจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคําพิพากษาได้เพียงพอ ทั้งนี้ ให้ศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี

ทราบและอาจมีคําสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างพิจารณาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา

ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการยึดหรืออายัดทรัพย์แก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์

ในคดีอื่นนั้น และให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาในคดีอื่นนั้นได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงาน

บังคับคดี

ถ้าเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาไม่สามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ตามวรรคหนึ่ง ให้ศาล

มีคําสั่งให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษามีสิทธิเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายหรือจําหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้

ตามคําพิพากษาในคดีอื่นนั้นตามวิธีการที่กฎหมายกําหนด

มาตรา ข้อ ๑๔๔

ข้อ ๑๔๔ การบังคับคดีในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาส่งคืนหรือส่งมอบ

ทรัพย์เฉพาะสิ่งที่มีทะเบียนกรรมสิทธิ์หรือมีหนังสือรับรองการทําประโยชน์แก่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษานั้น

ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียนดําเนินการจดทะเบียนต่อไป

การบังคับคดีในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาส่งคืนหรือส่งมอบอสังหาริมทรัพย์

เฉพาะสิ่ง ถ้ามีเหตุขัดขวางหรือเหตุขัดข้องในการส่งคืนหรือส่งมอบอสังหาริมทรัพย์นั้นแก่เจ้าหนี้

ตามคําพิพากษา ให้นําวิธีการบังคับคดีในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้ขับไล่ที่กําหนดไว้

ในส่วนที่ ๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๔๕

ข้อ ๑๔๕ การบังคับคดีที่ขอให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง

ให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษา

เป็นผู้รับผิดแทน

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้กระทําการหรืองดเว้นกระทําการ

มาตรา ข้อ ๑๔๖

ข้อ ๑๔๖ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้หน่วยงานทางปกครองหรือ

เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการหรืองดเว้นกระทําการ ให้นําวิธีการบังคับคดีในกรณีที่ศาลพิพากษา

และกําหนดคําบังคับให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่

ภายในเวลาที่ศาลกําหนดตามข้อ ๑๓๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หากศาลเห็นว่าวิธีการบังคับคดีตามที่กําหนดในส่วนนี้ ไม่อาจบรรลุผลตามคําพิพากษาของศาลได้

ให้ศาลมีอํานาจกําหนดวิธีการบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควรเท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่อง

ให้กระทําได้

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้กระทําการหรืองดเว้นกระทําการ

โดยให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรือทรัพย์ที่ครอบครอง

(ขับไล่)

มาตรา ข้อ ๑๔๗

ข้อ ๑๔๗ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้ขับไล่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาออกไป

จากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรือทรัพย์ที่ครอบครอง ถ้าลูกหนี้ตามคําพิพากษามิได้ปฏิบัติตาม

คําบังคับของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน ให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีโดยระบุถึง

พฤติการณ์ที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลด้วย เมื่อศาลออกหมายบังคับคดี

ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการตามข้อ ๑๔๘ ถึงข้อ ๑๕๐

มาตรา ข้อ ๑๔๘

ข้อ ๑๔๘ ถ้าปรากฏว่าอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรือทรัพย์นั้นไม่มีบุคคลใดอยู่แล้ว

ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจส่งมอบทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วนให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา

เข้าครอบครองได้ทันที ถ้ามีสิ่งกีดขวางอันเป็นอุปสรรคต่อการส่งมอบ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจ

ทําลายสิ่งกีดขวางดังกล่าวได้ตามความจําเป็น

ถ้ายังมีสิ่งของของลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือของบุคคลใดอยู่ในทรัพย์นั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี

ทําบัญชีสิ่งของนั้นไว้ และมีอํานาจดําเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าสิ่งของนั้นมีสภาพเป็นของสดของเสียได้ หรือมีสภาพอันจะก่อให้เกิดอันตรายได้

หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนแห่งค่าของสิ่งของนั้น

ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจจําหน่ายสิ่งของนั้นได้ทันทีโดยวิธีขายทอดตลาดหรือวิธีอื่นที่เห็นสมควร

และเก็บรักษาเงินสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายไว้แทนสิ่งของนั้น หรือทําลายสิ่งของนั้น หรือดําเนินการอื่นใด

ตามที่เห็นสมควรก็ได้ ทั้งนี้ ให้คํานึงถึงสภาพแห่งสิ่งของ ประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย และประโยชน์สาธารณะ (๒) ถ้าสิ่งของนั้นมิใช่สิ่งของตามที่ระบุไว้ใน (๑) ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจนําสิ่งของนั้น

มาเก็บรักษาไว้ หรือมอบให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาเป็นผู้รักษา หรือฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือ

แก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร แล้วแจ้งหรือประกาศให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือเจ้าของสิ่งของมารับคืนไป

ภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกําหนด ถ้าลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือเจ้าของสิ่งของไม่มารับ

หรือไม่ยอมรับสิ่งของนั้นคืนไปภายในเวลาที่กําหนด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการตาม (๑) โดยอนุโลม เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มาจากการจําหน่ายสิ่งของตามวรรคสอง (๑) หรือ (๒)

ถ้าลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือเจ้าของสิ่งของไม่มาขอรับคืนภายในกําหนดห้าปีนับแต่ได้รับแจ้งจาก

เจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ในกรณีที่สิ่งของตามวรรคสองถูกยึด อายัด หรือห้ามโอน ยักย้าย หรือจําหน่ายตามวิธีการ

ชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือเพื่อการบังคับคดีในคดีอื่น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจย้ายสิ่งของ

ดังกล่าวไปเก็บไว้ ณ สถานที่อื่นได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งศาลหรือ

เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีอื่นนั้นทราบด้วย

ให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดําเนินการตามข้อนี้ และให้ถือว่า

เป็นหนี้ตามคําพิพากษาที่จะบังคับคดีกันต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๔๙

ข้อ ๑๔๙ ถ้าลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวารไม่ออกไปจากทรัพย์นั้น ให้เจ้าพนักงาน

บังคับคดีดําเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) รายงานต่อศาลเพื่อมีคําสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวาร และให้

ศาลมีอํานาจสั่งจับกุมและกักขังได้ทันที ในกรณีเช่นว่านี้ ให้นําข้อ ๑๕๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(๒) ปิดประกาศให้บุคคลที่อยู่อาศัยหรือครอบครองทรัพย์นั้นซึ่งอ้างว่ามิได้เป็นบริวาร

ของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ยื่นคําร้องต่อศาลภายในกําหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันปิดประกาศแสดงว่า

ตนมีอํานาจพิเศษในการอยู่อาศัยหรือครอบครองทรัพย์นั้น

เมื่อมีการจับกุมลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบริวารตาม (๑) แล้ว หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าว

หลบหนีไปจากทรัพย์นั้นแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการตามข้อ ๑๔๘

มาตรา ข้อ ๑๕๐

ข้อ ๑๕๐ เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ ให้ถือว่าบุคคลดังต่อไปนี้

เป็นบริวารของลูกหนี้ตามคําพิพากษา

(๑) บุคคลที่อยู่อาศัยหรือครอบครองทรัพย์นั้นและมิได้ยื่นคําร้องต่อศาลภายในกําหนดเวลา

ตามข้อ ๑๔๙ หรือยื่นคําร้องต่อศาลแล้วแต่แสดงต่อศาลไม่ได้ว่าตนมีอํานาจพิเศษในการอยู่อาศัย

หรือครอบครองทรัพย์นั้น

(๒) บุคคลที่เข้ามาอยู่ในทรัพย์นั้นในระหว่างเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการให้เจ้าหนี้

ตามคําพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์นั้น

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้กระทําการหรืองดเว้นกระทําการ

โดยให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุกหรือธัญชาติ

หรือขนย้ายทรัพย์สิน ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรือทรัพย์ที่ครอบครอง

(รื้อถอน)

มาตรา ข้อ ๑๕๑

ข้อ ๑๕๑ กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษารื้อถอน

สิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุกหรือธัญชาติ หรือขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอสังหาริมทรัพย์

ที่อยู่อาศัย หรือทรัพย์ที่ครอบครอง ถ้าลูกหนี้ตามคําพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลทั้งหมด

หรือบางส่วน ให้เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีโดยระบุถึงพฤติการณ์ที่ลูกหนี้

ตามคําพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคําบังคับของศาลด้วย เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงาน

บังคับคดีแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอํานาจดําเนินการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากทรัพย์นั้นได้

โดยให้ลูกหนี้ตามคําพิพากษาเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนหรือขนย้ายทรัพย์สินนั้น และให้ถือว่า

เป็นหนี้ตามคําพิพากษาที่จะบังคับคดีกันต่อไป

กรณีตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกําหนดการรื้อถอนหรือขนย้าย

ทรัพย์สินไว้ ณ บริเวณนั้นไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ความระมัดระวัง

ตามสมควรแก่พฤติการณ์ในการรื้อถอนหรือขนย้ายทรัพย์สินนั้น

ในการจัดการกับวัสดุที่ถูกรื้อถอนและทรัพย์สินที่ถูกขนย้ายออกจากอสังหาริมทรัพย์

ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์ที่ครอบครองนั้น ให้นําข้อ ๑๔๘ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับ

โดยอนุโลม

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๔)

มาตรา ข้อ ๑๕๒

ข้อ ๑๕๒ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่

ของรัฐถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้นําวิธีการบังคับคดีในกรณีที่ศาลพิพากษา

และกําหนดคําบังคับให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่

ภายในเวลาที่ศาลกําหนดตามข้อ ๑๓๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๕)

มาตรา ข้อ ๑๕๓

ข้อ ๑๕๓ ในกรณีที่ศาลพิพากษาและกําหนดคําบังคับให้บุคคลกระทําหรือละเว้น

การกระทําอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้นําวิธีการบังคับคดีที่กําหนดไว้ในส่วนที่ ๓

การบังคับคดีในกรณีที่ขอให้ศาลสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคําพิพากษา

มาตรา ข้อ ๑๕๔

ข้อ ๑๕๔ ภายใต้บังคับหมวด ๕ ส่วนที่ ๔ กรณีที่ศาลมีคําพิพากษาและกําหนดคําบังคับ

ให้กระทําการหรืองดเว้นกระทําการโดยให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรือทรัพย์

ที่ครอบครอง (ขับไล่) ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคําบังคับ และไม่มีวิธีการ

บังคับอื่นใดที่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาจะใช้บังคับได้ เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาอาจมีคําขอฝ่ายเดียว

ให้ศาลมีคําสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคําพิพากษาก็ได้

เมื่อได้รับคําขอตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาคําขอโดยเร็ว หากเป็นที่พอใจจากพยานหลักฐาน

ที่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาเสนอต่อศาลหรือที่ศาลไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงโดยวิธีอื่นใดแล้วได้ความว่า

ลูกหนี้ตามคําพิพากษาสามารถที่จะปฏิบัติตามคําบังคับได้ถ้าได้กระทําการโดยสุจริต และเจ้าหนี้

ตามคําพิพากษาไม่มีวิธีการบังคับอื่นใดที่จะใช้บังคับได้ให้ศาลออกหมายจับลูกหนี้ตามคําพิพากษา

ถ้าลูกหนี้ตามคําพิพากษามาศาลหรือถูกจับตัวมา แต่ลูกหนี้ตามคําพิพากษาไม่อาจแสดงเหตุ

อันสมควรในการที่ไม่ปฏิบัติตามคําบังคับได้ ศาลมีอํานาจสั่งกักขังลูกหนี้ตามคําพิพากษาทันทีหรือ

ในวันหนึ่งวันใดที่ลูกหนี้ตามคําพิพากษายังคงขัดขืนอยู่ก็ได้ หากลูกหนี้ตามคําพิพากษาแสดงเหตุ

อันสมควรในการที่ไม่ปฏิบัติตามคําบังคับได้ หรือตกลงที่จะปฏิบัติตามคําบังคับทุกประการ

ศาลจะมีคําสั่งให้ยกคําขอ หรือมีคําสั่งเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๕๕

ข้อ ๑๕๕ เมื่อศาลได้ออกหมายจับลูกหนี้ตามคําพิพากษาตามข้อ ๑๕๔ แล้ว ถ้าลูกหนี้

ตามคําพิพากษามาศาลหรือถูกจับกุมตัวมา ให้ศาลมีอํานาจกักขังลูกหนี้ตามคําพิพากษานั้นไว้ในระหว่าง

การพิจารณาคําขอจนกว่าจะมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกันก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร

ในกรณีที่ผิดสัญญาประกันตามวรรคหนึ่ง ศาลมีอํานาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือ

ตามจํานวนเงินที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้องผู้ทําสัญญาประกันเป็นคดีใหม่

มาตรา ข้อ ๑๕๖

ข้อ ๑๕๖ ในกรณีที่ศาลสั่งกักขังลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลใดตามข้อ ๑๔๙

หรือข้อ ๑๕๔ บุคคลนั้นจะต้องถูกกักขังไว้จนกว่าจะมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกันตามจํานวน

ที่ศาลเห็นสมควรกําหนดว่าตนยินยอมที่จะปฏิบัติตามคําบังคับทุกประการ แต่ทั้งนี้ ห้ามไม่ให้กักขัง

แต่ละครั้งเกินกว่าหกเดือนนับแต่วันจับกุมหรือวันเริ่มกักขัง แล้วแต่กรณี

ในกรณีที่ผิดสัญญาประกันตามวรรคหนึ่ง ให้นําข้อ ๑๕๕ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๕๗

ข้อ ๑๕๗ ในกรณีที่ศาลยอมรับบุคคลเป็นประกัน และบุคคลนั้นจงใจขัดขวางการบังคับคดี

หรือร่วมกับลูกหนี้ตามคําพิพากษาขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคําบังคับ ให้นําข้อ ๑๕๔ ข้อ ๑๕๕ และข้อ ๑๕๖

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๕๘

ข้อ ๑๕๘ การจับกุมและควบคุมตัวบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามบทบัญญัติในภาคนี้ ให้พนักงาน

ฝ่ายปกครองหรือตํารวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีหน้าที่ปฏิบัติตามคําสั่งหรือ

หมายของศาล หรือตามที่ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดี

การจับกุม ควบคุมตัว หรือกักขังบุคคลหนึ่งบุคคลใด ในกรณีที่มีบุคคลสอดเข้าเกี่ยวข้อง

โดยมิชอบด้วยกฎหมายกับเงินหรือทรัพย์สินหรือเอกสารที่ได้มาตามอํานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ในกรณีที่มีผู้ขัดขวางหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีผู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี

และในกรณีตามข้อ ๑๔๙ ข้อ ๑๕๔ และข้อ ๑๕๗ ไม่ตัดสิทธิที่จะดําเนินคดีในความผิดอาญา

การบังคับคดีตามคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ

เพื่อบรรเทาทุกข์เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี

การบังคับคดีตามคําสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคําสั่งทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๑๕๙

ข้อ ๑๕๙ เมื่อศาลได้มีคําสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคําสั่งทางปกครองและได้แจ้งคําสั่ง

ให้คู่กรณีและผู้ออกกฎ หรือคําสั่งทางปกครองดังกล่าวทราบตามข้อ ๗๒ วรรคสี่ แล้ว หากศาลเห็นว่า

มีกรณีที่จะต้องบังคับหรือติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามคําสั่งของศาล ให้ศาลมีคําสั่งไปยังสํานักงาน

เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบังคับคดีดําเนินการตามข้อ ๑๒๕ โดยอนุโลม

การบังคับคดีตามคําสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราว

มาตรา ข้อ ๑๖๐

ข้อ ๑๖๐ การบังคับคดีในกรณีที่ศาลมีคําสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ให้นําวิธีการบังคับคดีตามที่

กําหนดในหมวด ๔ ถึงหมวด ๗ แห่งภาคนี้ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แล้วแต่กรณี

คําร้องในชั้นบังคับคดี

มาตรา ข้อ ๑๖๑

ข้อ ๑๖๑ คําร้องในชั้นบังคับคดี ได้แก่ คําร้องทั้งหลายที่เจ้าหนี้ตามคําพิพากษา ลูกหนี้

ตามคําพิพากษา คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ศาลมีคําสั่งให้เป็นไปตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล

หรือตามกฎหมาย

คําร้องตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อศาล ถ้าศาลเห็นว่าคําร้องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะทํา

คําสั่งได้โดยไม่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ให้ศาลมีคําสั่งตามที่เห็นสมควร แต่หากเห็นว่ามีผลต่อ

การบังคับคดี ก็ให้ส่งสําเนาคําร้องแก่สํานักงานหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ แล้วแต่กรณี

65 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ddaea4b6ff228c31

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com