法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 20) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลา ในการนำส่งเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
11
มาตรา อารัมภบท

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

(ฉบับที่ 20)

เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลา ในการนําส่งเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร

อาศัยอํานาจตามความในตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521 และตามความในข้อ 2 ข้อ 5 และข้อ 6 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 364 (พ.ศ. 2563) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการนําส่งเงินภาษี อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนําส่งเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร และยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ในประกาศนี้

“ธนาคาร” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

“ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษี” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่นําส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 52 ภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 และมาตรา 70 ทวิ และภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 และมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ธนาคารที่มีความประสงค์เป็นผู้ให้บริการนําส่งข้อมูลและเงินภาษี ยื่นคําขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร เพื่อทําหน้าที่รับเงินภาษีจากผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีแทนกรมสรรพากร ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กําหนดไว้ในขั้นตอนการลงทะเบียน และต้องผ่านการประเมินระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งรายการและเงินภาษีจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมสรรพากร ทั้งนี้ ธนาคารต้องไม่เคยถูกอธิบดีกรมสรรพากรเพิกถอนการเป็นผู้ให้บริการนําส่งข้อมูลและเงินภาษีตามประกาศนี้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ธนาคารที่ได้รับอนุมัติตามข้อ 2 อาจกําหนดประเภทของบริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคารทั้งหมดหรือบางส่วนที่ธนาคารให้บริการเพื่อรองรับระบบการนําส่งเงินภาษี โดยต้องจัดให้มีระบบการให้บริการที่สามารถรองรับรายการที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งเงินภาษีจากผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษี ตามท้ายประกาศนี้

ธนาคารมีหน้าที่แจ้งประเภทของบริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคารที่ให้บริการเพื่อรองรับระบบการนําส่งเงินภาษีต่อกรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร เพื่อการเผยแพร่บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรให้ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีอาจเลือกวิธีการนําส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร ภาษีเงินได้ ตามมาตรา 70 และมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 และมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร โดยกระทําผ่านธนาคารที่ได้รับอนุมัติตามข้อ 2 พร้อมกับการจ่ายเงินได้พึงประเมิน หรือการจําหน่ายเงินกําไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกําไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกําไร หรือการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร โดยจะต้องแจ้งรายการที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งเงินภาษีต่อธนาคารอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(1) เลขประจําตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษี

(2) ชื่อหรือเลขประจําตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงิน

(3) ในกรณีภาษีเงินได้ ให้ระบุประเภทของเงินได้พึงประเมินและจํานวนเงินได้ที่ผู้มีหน้าที่นําส่งภาษีได้นําส่ง และจํานวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี)

(4) ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ระบุมูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ

(5) จํานวนเงินภาษีที่หักหรือนําส่ง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ธนาคารซึ่งได้รับเงินภาษีและรายการตามข้อ 4 ออกหลักฐานแสดงการรับชําระเงินภาษีให้แก่ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และสามารถระบุได้ว่าหลักฐานดังกล่าวนั้นธนาคารเป็นผู้ออก โดยต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(1) เลขประจําตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษี

(2) เลขประจําตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (สําหรับธุรกรรมในประเทศ)

(3) ประเภทของเงินได้พึงประเมิน

(4) จํานวนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)

(5) จํานวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี)

(6) หมายเลขอ้างอิง (ธนาคารกําหนดเอง)

(7) ชื่อผู้รับเงินภาษาอังกฤษ (สําหรับเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ)

(8) นามสกุลผู้รับเงินภาษาอังกฤษ (สําหรับเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ)

เพื่อประโยชน์ในการส่งหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีแจ้งช่องทางการติดต่อของตนและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ธนาคาร

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ธนาคารส่งหลักฐานให้แก่ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ผ่าน Short Message Service (SMS) แต่ธนาคารต้องระบุรายการอย่างน้อยตาม (1) (2) (4) สําหรับธุรกรรมในประเทศ หรือ (1) (4) (7) (8) สําหรับธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อเป็นหลักฐานที่ส่งให้ผ่านช่องทางดังกล่าว

ให้หลักฐานแสดงการรับชําระเงินภาษีที่ธนาคารได้ออกให้แก่ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามวรรคหนึ่ง เป็นหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย และให้ยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แก่ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ธนาคารต้องนําส่งเงินภาษีพร้อมรายการตามข้อ 4 และรายการเดินบัญชีในรูปแบบ MT940 หรือตามรูปแบบที่กําหนดไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ต่อกรมสรรพากรภายในสี่วันทําการนับถัดจากวันที่ธนาคารได้รับเงินภาษีและรายการจากผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษี

รายการที่ธนาคารต้องนําส่งต่อกรมสรรพากรพร้อมเงินภาษีตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กําหนดไว้ในท้ายประกาศนี้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ กรณีที่ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีพบว่าจํานวนเงินภาษีตามข้อ 4 ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไปและทําให้การนําส่งเงินภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีดําเนินการนําส่งเงินภาษีเพิ่มเติมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรโดยเลือกรายการนําส่งเงินภาษีที่ประสงค์จะทําการนําส่งเงินภาษีเพิ่มเติม โดยระบุจํานวนเงินภาษีที่จะนําส่งเพิ่มเติมและทําการนําส่งเงินภาษีนั้นทั้งจํานวนผ่านระบบการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Payment) หรือนําส่งโดยวิธีการพิมพ์ชุดชําระเงิน (Pay In Slip) จากระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรและนําส่งเงินภาษีทั้งจํานวนตามชุดชําระเงิน (Pay In Slip) ณ ธนาคารใดธนาคารหนึ่งซึ่งมีระบบการให้บริการที่รองรับการนําส่งเงินภาษีเพิ่มเติม

ธนาคารต้องนําส่งเงินภาษีพร้อมรายการนําส่งเงินภาษีเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่ง และข้อมูล Bill Payment Output file BOT format (256) หรือตามรูปแบบที่กําหนดไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ต่อกรมสรรพากรภายในหนึ่งวันนับถัดจากวันที่ธนาคารได้รับเงินภาษีและรายการจากผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษี

“ในการนําส่งภาษีเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอํานาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ได้อนุมัติขยายเวลาการนําส่งเงินภาษีให้แก่ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษี โดยให้นําส่งเงินภาษีพร้อมข้อมูลตามวรรคหนึ่ง ภายใน 15 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ได้นําส่งเงินภาษีและรายการข้อมูลต่อธนาคารตามข้อ 4 โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 31) ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ธนาคารที่ได้รับอนุมัติตามข้อ 2 ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ดังต่อไปนี้

(1) ธนาคารต้องรักษามาตรฐานของระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งรายการและเงินภาษีตลอดเวลาที่ให้บริการนําส่งเงินภาษี และต้องประเมินระบบงานของธนาคารทุก ๆ 2 ปี

(2) กรณีที่ธนาคารไม่นําส่งหรือนําส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรไม่ครบถ้วนตามข้อ 6 และข้อ 7 ธนาคารต้องรับผิดและนําส่งเงินภาษีดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรจนครบถ้วนพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่พ้นกําหนดเวลานําส่งเงินภาษี จนกว่าจะนําส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรครบถ้วน ทั้งนี้ กรมสรรพากรมีสิทธิที่จะเรียกร้องบรรดาค่าเสียหายที่ได้เกิดขึ้นจากการที่ธนาคารไม่นําส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนนั้น

(3) กรณีที่ธนาคารไม่นําส่งรายการที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งเงินภาษี หรือรายการเดินบัญชีในรูปแบบ MT940 หรือรายการนําส่งเงินภาษีเพิ่มเติม หรือข้อมูล Bill Payment Output file BOT format (256) ต่อกรมสรรพากร ตามข้อ 6 และข้อ 7 ถือว่าธนาคารไม่นําส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรทั้งจํานวนตามข้อ 6 และข้อ 7 ด้วย ธนาคารต้องชําระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่พ้นกําหนดเวลานําส่งเงินภาษี โดยคํานวณจากจํานวนเงินภาษีที่ต้องนําส่งสําหรับรายการข้อมูลดังกล่าวนั้นทั้งจํานวนเสมือนมิได้นําส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากร จนกว่าจะนําส่งรายการและข้อมูลดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรครบถ้วน ทั้งนี้ กรมสรรพากรมีสิทธิที่จะเรียกร้องบรรดาค่าเสียหายที่ได้เกิดขึ้นจากการนั้น

(4) กรณีที่ธนาคารไม่นําส่งหรือนําส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรไม่ครบถ้วน หรือไม่นําส่งรายการที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งเงินภาษี หรือรายการนําส่งเงินภาษีเพิ่มเติม หรือรายการเดินบัญชีในรูปแบบ MT940 หรือข้อมูล Bill Payment Output file BOT format (256) หรือข้อมูลตามรูปแบบที่กําหนดไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ต่อกรมสรรพากรภายในกําหนดเวลาตามข้อ 6 และข้อ 7 แล้วแต่กรณี หรือดําเนินการอื่นใดอันไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งเงินภาษีตามประกาศนี้ กรมสรรพากรสามารถดําเนินการ ดังต่อไปนี้ เว้นแต่ธนาคารจะพิสูจน์ได้ว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจําเป็นอย่างอื่นซึ่งทําให้ธนาคารไม่สามารถดําเนินการได้

(ก) กรณีที่กรมสรรพากรได้แจ้งเตือนให้ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยมีกําหนดเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ธนาคารไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ธนาคารต้องถูกระงับการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ให้บริการนําส่งข้อมูลและเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้อง และกรมสรรพากรจะประกาศรายชื่อของธนาคารที่ถูกระงับการให้บริการไว้บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร [www.rd.go.th](http://www.rd.go.th)

(ข) กรณีที่พ้นกําหนดเวลาที่กรมสรรพากรได้แจ้งให้ธนาคารปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตาม (ก) แล้ว และกรมสรรพากรได้แจ้งเตือนให้ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือให้ปฏิบัติให้ถูกต้องครั้งที่สอง โดยแจ้งกําหนดเวลาให้ดําเนินการไม่น้อยกว่า 15 วันแล้ว แต่ธนาคารไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ธนาคารต้องถูกเพิกถอนการเป็นผู้ให้บริการนําส่งข้อมูลและเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรตามประกาศนี้ และกรมสรรพากรจะประกาศรายชื่อของธนาคารไว้บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร [www.rd.go.th](http://www.rd.go.th)

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้รายการที่เกี่ยวข้องกับการนําส่งเงินภาษีตามข้อ 4 เป็นส่วนหนึ่งของรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินหรือรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ได้ยื่นไว้แล้วตามมาตรา 58 แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ผู้มีหน้าที่นําส่งเงินภาษีและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการนําส่งเงินภาษี หรือจํานวนเงินภาษีซึ่งตนได้ถูกหักและนําส่งตามข้อ 4 จากระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร โดยใช้ชื่อผู้ใช้งาน (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ได้รับจากการลงทะเบียนสําหรับการยื่นแบบแสดงรายการและชําระภาษีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

(นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

อธิบดีกรมสรรพากร

11 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 20) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลา ในการนำส่งเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_de72cec3c30ebdbb

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com