ข้อ ๑๐ การเปรียบเทียบคดีกรณีที่เจ้าพนักงานสรรพสามิตหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้จับกุมให้ปฏิบัติตามขั้นตอน
ดังต่อไปนี้
๑๐.๑ ลงรับคดีในสมุดรับคำกล่าวโทษ
๑๐.๒ ส่งของกลางให้กับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจพิสูจน์ของกลาง
(ถ้ามี)
และตรวจสอบผลการพิสูจน์ของกลางเพื่อใช้ประกอบในการกำหนดค่าปรับเปรียบเทียบคดี
๑๐.๓
ชี้แจงให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงความผิดที่เกิดขึ้นว่าเป็นคดีที่ทำการเปรียบเทียบคดีได้พร้อมกำหนดจำนวนเงินค่าปรับเปรียบเทียบคดี
๑๐.๓.๑ กรณีผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบคดี
ให้ผู้ต้องหาจัดทำคำร้องขอให้เปรียบเทียบคดีตามกฎหมายในหน้าที่กรมสรรพสามิต (คด. ๑) ตามแบบที่กรมสรรพสามิตกำหนดท้ายระเบียบนี้
๑๐.๓.๒ กรณีผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้ทำการเปรียบเทียบคดี
หรือยินยอมให้เปรียบเทียบคดีแต่ไม่ชำระค่าปรับ ให้แจ้งผู้จับเพื่อนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี
โดยไม่ต้องจัดทำหนังสือนำส่งไปยังพนักงานสอบสวน
๑๐.๔ จัดทำสำนวนคดี ตามลำดับดังนี้
๑๐.๔.๑ จัดทำบันทึกคำให้การของผู้กล่าวโทษ
ตามแบบบันทึกคำให้การของผู้กล่าวโทษ (ส.ส. ๒/๕๔) ที่กรมสรรพสามิตกำหนดท้ายระเบียบนี้
๑๐.๔.๒ จัดทำบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา
ตามแบบบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา (ส.ส. ๒/๕๓) ที่กรมสรรพสามิตกำหนดท้ายระเบียบนี้
๑๐.๔.๓ จัดทำบันทึกการเปรียบเทียบคดี (ส.ส. ๒/๕๒) ที่กรมสรรพสามิตกำหนดท้ายระเบียบนี้ โดยให้นับเลขคดีที่ทำการเปรียบเทียบคดีดังนี้
(๑) ให้เริ่มนับคดีเปรียบเทียบตามปีปฏิทิน
(๒) คดีที่ทำการเปรียบเทียบคดีนอกสถานที่ตั้งปกติ
และคดีที่ทำการเปรียบเทียบในสถานที่ตั้งปกติ ให้แยกนับเรียงตามลำดับ
ไม่นับต่อเนื่องกัน
(๓) คดีที่ทำการเปรียบเทียบนอกสถานที่ตั้งปกติ
ให้ใช้อักษร น. นำหน้าเลขคดีที่ทำการเปรียบเทียบคดีด้วย
(๔) กรณีเลขคดีที่ทำการเปรียบเทียบคดีในบันทึกการเปรียบเทียบคดี (ส.ส. ๒/๕๒) ให้นับต่อเนื่องกัน ไม่มีการข้าม
และให้กำหนดเฉพาะคดีที่มีการเปรียบเทียบคดีเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดทำหน้าที่จับกุม
ซึ่งเลขคดีที่เปรียบเทียบจะต้องเท่าหรือน้อยกว่าเลขที่รับคดีในสมุดรับคำกล่าวโทษ (ส.ส.
๑/๕๕) เสมอ
๑๐.๕ การรับชำระเงินค่าปรับเปรียบเทียบคดี
๑๐.๕.๑ การเปรียบเทียบคดีนอกสถานที่ตั้งปกติ
และการเปรียบเทียบคดีในสถานที่ตั้งปกติ ให้แยกเล่มใบเสร็จรับเงินออกจากกัน
๑๐.๕.๒ เมื่อผู้ต้องหาชำระเงินค่าปรับ
ให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีเจ้าหน้าที่ดำเนินคดี เจ้าหน้าที่การเงินหรือบัญชี
หรือข้าราชการในหน่วยงานที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีได้มอบหมายหน้าที่เป็นหนังสือให้มีหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงินแล้วแต่กรณี
ออกใบเสร็จรับเงิน
โดยให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญที่ตอนล่างของใบเสร็จรับเงินและที่สำเนาใบเสร็จรับเงินนั้นด้วยเพื่อแสดงว่าผู้ต้องหาได้รับทราบและตรวจความถูกต้องแล้ว
พร้อมทั้งส่งมอบใบเสร็จรับเงินต้นฉบับให้แก่ผู้ต้องหารับไป
๑๐.๖ การบันทึกรับคดีในสมุดรับคำกล่าวโทษ
๑๐.๖.๑ ต้องบันทึกในสมุดรับคำกล่าวโทษทุกคดี ได้แก่
คดีที่ส่งพนักงานสอบสวน คดีที่ยังมิได้ตัวผู้กระทำผิด
และคดีที่ทำการเปรียบเทียบคดี
โดยเรียงตามลำดับก่อนหลังของการส่งคดีมายังที่ทำการเปรียบเทียบคดี
ไม่มีการข้ามลำดับ โดยลำดับในสมุดรับคำกล่าวโทษให้นับตามปีปฏิทิน
๑๐.๖.๒ การเปรียบเทียบคดีนอกสถานที่ตั้งปกติ
และการเปรียบเทียบคดีในสถานที่ตั้งปกติ ให้แยกเล่มสมุดรับคำกล่าวโทษออกจากกัน
๑๐.๖.๓ กรณีที่เป็นการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับคดี ได้แก่
ชื่อและตำแหน่งเจ้าพนักงานผู้จับกุม ชื่อผู้ต้องหารวมทั้งอายุและภูมิลำเนา
จำนวนของกลาง ข้อกล่าวหาพฤติการณ์แห่งการกระทำผิด วันเวลาที่จับกุม
สถานที่เกิดเหตุ และลงลายมือชื่อของผู้กล่าวหาผู้ต้องหา
เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในฐานะผู้บันทึก ตามลำดับ
หากผู้ต้องหาเป็นผู้ได้รับอนุญาตหรือจดทะเบียนตามกฎหมายในหน้าที่กรมสรรพสามิต
ให้ลงรายการดังกล่าวในสมุดรับคำกล่าวโทษ
และหากมีรายละเอียดอื่นใดที่จำเป็นเกี่ยวกับคดี ก็ให้บันทึกเพิ่มเติมไว้ด้วย โดยสมุดรับคำกล่าวโทษจะต้องไม่มีการขูด
ลบ หรือฉีกหน้าใดหน้าหนึ่ง
หากมีข้อผิดพลาดให้ขีดฆ่าและลงลายมือชื่อของผู้บันทึกและผู้ต้องหากำกับไว้หน้าแถวที่มีการแก้ไข
๑๐.๖.๔ กรณีคดีที่ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีเพื่อฟ้องต่อศาล
หรือคดีที่ยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิด และเป็นการจับกุมหรือยึด
อายัดโดยเจ้าพนักงานผู้จับกุมของกรมสรรพสามิตให้บันทึกในสมุดรับคำกล่าวโทษทุกคดี
โดยเจ้าพนักงานผู้จับกุมต้องส่งเอกสารดังนี้
(๑) สำเนาบันทึกการจับกุม หรือสำเนาการยึดอายัดของกลาง
แล้วแต่กรณี
(๒)
สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนโดยให้ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินคดี
จัดทำบันทึกคำให้การของผู้กล่าวโทษ (ส.ส. ๒/๕๔) หากของกลางนั้นจะต้องทำการพิสูจน์
ให้ส่งของกลางไปยังเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการตรวจพิสูจน์ของกลาง
พร้อมแนบสำเนาบัญชีของกลาง (ส.ส. ๒/๔) ไว้กับสำนวนคดีด้วย
๑๐.๖.๕ การบันทึกเพิ่มเติมในสมุดรับคำกล่าวโทษ
(๑)
กรณีที่ทำการเปรียบเทียบคดีโดยผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีและเป็นคดี
(๑.๑) ต้องมีการคืนของกลาง
เนื่องจากเป็นของกลางที่ชอบด้วยกฎหมาย ให้บันทึกไว้ท้ายสมุดรับคำกล่าวโทษว่า ผู้ต้องหาได้รับของกลางในคดีคืนไปแล้ว พร้อมกับให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อรับไว้
(๑.๒) ต้องคืนของกลาง
กรณีที่ต้องชำระภาษีให้ครบถ้วนก่อนรับของกลางคืน
ให้บันทึกข้อความไว้ท้ายสมุดรับคำกล่าวโทษว่า ผู้ต้องหาได้ชำระภาษีสรรพสามิตครบถ้วนแล้ว
เมื่อวันที่.............ตามใบเสร็จรับเงิน เล่มที่.......เลขที่.........ลงวันที่................และผู้ต้องหาได้รับของกลางในคดีคืนไปแล้ว
(๒) กรณีที่เป็นคดีที่ส่งให้พนักงานสอบสวน
ให้บันทึกไว้ท้ายสมุดรับคำกล่าวโทษ ว่า ส่งพนักงานสอบสวน และให้บันทึกเพิ่มเติมดังนี้
(๒.๑)
กรณีพนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีและเปรียบเทียบคดี
ให้บันทึกเพิ่มเติมท้ายสมุดรับคำกล่าวโทษเดิมซึ่งเคยได้บันทึกลงรับคดีนั้นไว้แล้วว่า
พนักงานสอบสวนได้มีหนังสือสถานีตำรวจ.............ที่............ลงวันที่.............ส่งตัวผู้ต้องหามาทำการเปรียบเทียบคดี
โดยผู้มีอำนาจเปรียบเทียบคดีได้ดำเนินการเปรียบเทียบคดี
ตามคดีเปรียบเทียบที่.................. ลงวันที่................เป็นเงินจำนวน...............บาท
(๒.๒) กรณีพนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาฟ้องคดีต่อศาล
๑) กรณีพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
ให้บันทึก พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตามหนังสือ
ที่........................เมื่อวันที่.................................
๒) กรณีศาลมีคำพิพากษา ให้บันทึก ศาลจังหวัด/แขวง
..ได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ ที่.................คดีหมายเลขแดงที่..............เมื่อวันที่............................ให้ลงโทษปรับ.....................บาท จำคุก......................หรือ
ให้ยกฟ้อง แล้วแต่กรณี
(๓) กรณีเป็นคดีที่ยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิด
ให้บันทึกไว้ท้ายสมุดรับคำกล่าวโทษว่า อยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามตัวผู้กระทำผิด หากต่อมาคดีนั้นขาดอายุความให้บันทึกเพิ่มเติมว่า คดีขาดอายุความ