ข้อ ๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๔๐) ของข้อ ๓
ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา ๑๒
แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ ลงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง
การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.
๒๕๓๐ (ฉบับที่ ๑๗) ลงวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓
(๔๐)
ของตามบัญชีแนบท้ายประกาศนี้ที่นำเข้ามาเพื่อประกอบหรือผลิตเป็นรถยนต์หรือยานยนต์สำเร็จรูปแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า
(Hybrid Electric Vehicle
: HEV) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน
๓,๐๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร ตามประเภท ๘๗.๐๓
ให้ยกเว้นอากรสำหรับการนำเข้ามีกำหนดสามปี นับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ
การยกเว้นอากรรวมทั้งการกำหนดให้ของได้รับการยกเว้นอากรตาม
(๔๐) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑)
ผู้นำของเข้าต้องเป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงงานประกอบหรือผลิตรถยนต์หรือยานยนต์
และนำของตามบัญชีแนบท้ายประกาศนี้มาเพื่อใช้ในการประกอบหรือผลิตเป็นรถยนต์หรือยานยนต์ภายในโรงงานของตนเองเท่านั้น
(๒) ผู้นำของเข้าต้องยื่นสูตรการผลิตแยกตามแบบ (model)
ต่อกรมศุลกากร
(๓) แบบ (model)
ตาม (๒) หมายถึง คุณลักษณะของรถยนต์หรือยานยนต์ ในส่วนของรูปร่าง ระบบเกียร์ หรือขนาดเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันดังนี้
(๓.๑) รูปร่างของรถยนต์ หมายถึง
รูปร่างภายนอกของตัวถังที่ประกอบจากชุดช่วยจับยึดหลักของการประกอบตัวถัง (main
assembly jig) ตัวเดียวกันรวมถึงรูปร่างของประตูรถยนต์
เช่น รถยนต์นั่ง ๒ ประตู รถยนต์นั่ง ๔ ประตู รถยนต์นั่งตรวจการณ์ (station
wagon) เป็นต้น
(๓.๒) ระบบเกียร์ หมายถึง เกียร์ที่ใช้กับรถยนต์หรือยานยนต์แบบใดแบบหนึ่ง
เช่น เกียร์อัตโนมัติ เกียร์ ๔ จังหวะความเร็ว (4 speeds) เกียร์
๕ จังหวะความเร็ว (5 speeds) เป็นต้น
(๓.๓) ขนาดของเครื่องยนต์ หมายถึง
ปริมาตรความจุภายในกระบอกสูบของเครื่องยนต์ที่ใช้กับรถยนต์หรือยานยนต์
คำนวณหน่วยเป็นลูกบาศก์เซนติเมตร เช่น ๑,๓๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร
๑,๕๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร ๑,๘๐๐
ลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นต้น
(๔)
หากของที่ได้รับยกเว้นอากรไม่ได้นำมาใช้ในการผลิตภายในหนึ่งปีนับแต่วันนำของเข้าผู้นำของเข้าจะต้องส่งของที่เหลือออกนอกราชอาณาจักร
หรือชำระอากรตามปกติสำหรับของที่เหลือนั้น ณ วันที่นำของเข้า
เว้นแต่จะได้แสดงหลักฐานความจำเป็นต่ออธิบดีกรมศุลกากรและอธิบดีกรมศุลกากร
ได้อนุญาตให้ขยายเวลาได้ตามความเหมาะสมแต่ต้องไม่เกินหกเดือน
(๕) ของที่เสียหาย
เศษที่ไม่ใช้หรือเศษที่ใช้ไม่ได้ จะต้องทำลาย หรือส่งของนั้นออกนอกราชอาณาจักร
หรือดำเนินการอย่างอื่นตามที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศกำหนด
หากไม่ดำเนินการดังกล่าวจะต้องชำระอากรตามปกติ ณ วันที่นำของเข้า
ตามจำนวนหรือปริมาณของเศษของของนั้น