法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎกระทรวง ฉบับที่ 48 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ. 2509

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

กฎกระทรวง

กฎกระทรวง

ฉบับที่

๔๘ (พ.ศ. ๒๕๓๗)

ออกตามความในพระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่

พ.ศ. ๒๕๐๙

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๖ แห่งพระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวง

แร่ พ.ศ. ๒๕๐๙

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๙

แห่งพระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ. ๒๕๐๙

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกกฎกระทรวงไว้

ดังต่อไปนี้

ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นเลขลำดับ

๖๑ ของ (ก) แร่ แห่งบัญชีแร่และอัตรา

ค่าภาคหลวงแร่ ท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๒๓)

ออกตามความในพระราชบัญญัติ

พิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ. ๒๕๐๙

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๔

(พ.ศ. ๒๕๓๓)

ออกตามความในพระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ. ๒๕๐๙

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

ให้ไว้

ณ วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๗

พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ

เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๑

(พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง

ฉบับที่ ๓๑ (พ.ศ. ๒๕๒๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.

๒๕๑๐ กำหนดให้โดโลมิติค

ไลม์สโตน (Dolomitic limestone) เป็นหินอุตสาหกรรม

และขณะนี้ได้มีผู้ประสงค์จะยื่นคำขอ

ประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ดังกล่าว

แต่เนื่องจากยังมิได้มีการกำหนดอัตราค่าภาคหลวงแร่สำหรับ

โดโลมิติคไลม์สโตนไว้

สมควรกำหนดค่าภาคหลวงแร่สำหรับแร่ดังกล่าว เพื่อให้สามารถเรียกเก็บ

ค่าภาคหลวงแร่ได้ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

[รก.๒๕๓๗/๑๕ก/๒๐/๑๓ พฤษภาคม ๒๕๓๗]

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎกระทรวง ฉบับที่ 48 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ. 2509 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_e5c2ff55ef46d380

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com