ข้อ ๔
ในกรณีดังต่อไปนี้ให้บริษัทบันทึกบัญชีเป็นรายได้ดังนี้
(๑) การให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์
ให้บริษัทบันทึกบัญชีเป็นรายได้ โดยคำนวณ
ตามวิธีผลรวมจำนวนปี หรือวิธีอื่นที่คล้ายคลึงกัน
(๒) การขายทรัพย์สินโดยผ่อนชำระ
ให้บริษัทบันทึกบัญชีเป็นกำไรได้เพียง
จำนวนที่ไม่เกินสัดส่วนของเงินที่ได้รับชำระแล้วต่อราคาขาย
หรือบันทึกบัญชีเป็นกำไรทั้งจำนวน
ต่อเมื่อได้รับเงินครบถ้วนตามสัญญาแล้วก็ได้
เว้นแต่กรณีสัญญาการขายทรัพย์สินมีระยะเวลาผ่อน
ชำระไม่เกินสามปี และผู้ซื้อได้ชำระเงินเกินกว่ากึ่งหนึ่งของราคาขายภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ทำ
สัญญา
บริษัทจะบันทึกบัญชีเป็นกำไรทั้งจำนวนในงวดการบัญชีที่ได้รับชำระเงินเกินกว่ากึ่งหนึ่ง
ของราคาขายนั้นได้
การขายทรัพย์สินโดยบริษัทยังมีภาระที่จะต้องดำเนินการอยู่อีก
และจะมีผล
กระทบต่อกำไรจากการขายทรัพย์สินนั้น เช่น
ภาระในการโยกย้ายผู้อยู่อาศัย ภาระในการรื้อถอน
สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น
ในการคำนวณกำไรจากการขายทรัพย์สินดังกล่าว ให้บริษัทหักค่าใช้จ่ายที่
ประมาณว่าอาจเกิดขึ้นในภายหน้าออกจากกำไรจากการขายทรัพย์สินนั้นเสียก่อน
(๓) การประกอบธุรกิจเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนาตามมาตรา
๒๐ (๖) วรรคสอง (ก) (ข) (ค) (ง) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
(ฉบับที่
๒) พ.ศ. ๒๕๒๘
และการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการที่ปรึกษาการลงทุน ให้บริษัท
บันทึกบัญชีเป็นรายได้ตามจำนวนเงินที่ได้รับชำระ
แต่ถ้าบริษัทได้รับชำระเงินก่อนวันที่ผู้สอบบัญชี
รับรองงบการเงินของงวดการบัญชีที่ผ่านมา
แต่ต้องไม่เกินกว่าสี่เดือนนับแต่วันสิ้นงวดการบัญชีนั้น
บริษัทจะบันทึกบันชีเป็นรายได้ในงวดการบัญชีที่ผ่านมานั้นก็ได้