รายการที่บันทึกไว้สมัครฟรี

ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2553

ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2553

ประกาศ ระเบียบ และคำสั่ง · ประกาศ 30 ธ.ค. 2553 (2010-12-30) · 66 ข้อ

ข้อมูล ณ 4 ก.ค. 2569 (2026-07-04) · หน้านี้เรียบเรียงจากฉบับของแหล่งข้อมูลทางการ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง การแก้ไขหรือการยกเลิกในภายหลังอาจยังไม่ปรากฏ โปรดตรวจสอบผลใช้บังคับจากฉบับทางการ · เว็บไซต์ทางการ: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗

อารัมภบท

ระเบียบกรมสรรพสามิต ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๕๓[๑] เพื่ออนุวัติตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ และเพื่อให้การปฏิบัติราชการของกรมสรรพสามิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อธิบดีกรมสรรพสามิตจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๕๓”

ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใด ในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้ “การตรวจสอบภาษี” หมายความว่า การตรวจกำกับดูแล การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ การตรวจสอบตามหนังสือเรียก และการตรวจค้น การยึดหรืออายัดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ “เจ้าพนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า เจ้าพนักงานสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ “ผู้เสียภาษี” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ “สำนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาค และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ “สถานประกอบการ” หมายถึง โรงอุตสาหกรรม สถานบริการ และคลังสินค้าทัณฑ์บน

ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามรักษาการตามระเบียบนี้ การตรวจกำกับดูแล

หมวด ๑

ข้อ ๖

ข้อ ๖ การตรวจกำกับดูแล หมายความว่า การเข้าไปในสถานประกอบการ เพื่อตรวจกระบวนการผลิต การให้บริการ ระบบบัญชี ตรวจสอบการชำระภาษี และแนะนำการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยจะต้องตรวจให้แล้วเสร็จภายในวันที่ออกตรวจ เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ก็สามารถตรวจในวันถัดไปได้

ข้อ ๗

ข้อ ๗ อำนาจในการอนุมัติให้ออกตรวจกำกับดูแล (๑) สรรพสามิตพื้นที่ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ (๒) ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ (๓) ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม ในเขตพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร

ข้อ ๘

ข้อ ๘ ก่อนการออกตรวจ ให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) รวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอก หรือหลักฐานอื่นที่จำเป็น (๒) วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำบันทึกผลการวิเคราะห์ พร้อมเสนอความเห็นและประเด็นที่จะตรวจ เสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๗ (๓) จัดทำหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๕ ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๗ เพื่อลงนาม (๔) จัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๓-๐๑ ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเพื่อลงนาม ทั้งนี้ ให้ออกตรวจภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่อนุมัติให้ออกตรวจ

ข้อ ๙

ข้อ ๙ การออกตรวจ ให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) ให้มีข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการ เป็นหัวหน้าคณะและแต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานสรรพสามิต เว้นแต่ ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งการเป็นอย่างอื่น (๒) ต้องแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ และหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๕ ให้ผู้รับการตรวจทราบก่อนทำการตรวจ (๓) ถ้ามีสมุดบัญชีหรือเอกสารหรือตราสารหรือสินค้าที่จะต้องนำมาทำการตรวจสอบ ณ สำนักงานสรรพสามิต ก็ให้ออกใบรับมอบและส่งมอบบัญชี เอกสารและสินค้า ตามแบบ ตส. ๐๔-๐๗ ท้ายระเบียบนี้ (๔) ให้บันทึกคำให้การ ตามแบบ ตส. ๐๔-๐๖ และ ตส. ๐๔-๐๖/๑ ท้ายระเบียบนี้ (๕) เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว ให้บันทึกการตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๘ ท้ายระเบียบนี้ จำนวน ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกันโดยฉบับหนึ่งมอบให้ผู้รับการตรวจอีกฉบับหนึ่งเก็บในสำนวนการตรวจกำกับดูแล

ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ วิธีการตรวจ อย่างน้อยต้องตรวจรายการที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ (๑) สภาพทั่วไป (ก) ตรวจสอบลักษณะการประกอบกิจการ (ข) ตรวจสอบกระบวนการผลิต/ขั้นตอนการให้บริการ (ค) ตรวจสอบการควบคุมภายใน (ง) ตรวจสอบระบบบัญชี (จ) ตรวจสอบระบบการเสียภาษี (ฉ) ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของกิจการ (๒) สินค้า (ก) ตรวจสอบการรับจ่ายวัตถุดิบหลัก (ข) ตรวจสอบการรับจ่ายสินค้าสำเร็จรูป (ค) ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุดิบหลักและสินค้าสำเร็จรูป (ง) ตรวจนับวัตถุดิบหลักและสินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ (จ) ตรวจสอบการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด (๓) บริการ (ก) ตรวจสอบรายรับที่ต้องเสียภาษี (ข) ตรวจสอบปริมาณการใช้บริการ (ค) ตรวจสอบความสัมพันธ์ของรายรับกับสภาพข้อเท็จจริง (ง) ตรวจสอบความสัมพันธ์ของรายรับกับค่าใช้จ่าย (จ) ตรวจสอบการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้ผู้ตรวจเสนอรายงานผลการตรวจให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป เพื่อเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติทราบ อย่างช้าภายใน ๕ วันทำการนับแต่วันที่การตรวจกำกับดูแลแล้วเสร็จ กรณีที่ได้นำเอกสารหลักฐานหรือสิ่งอื่นใดมาตรวจ ณ สำนักงานสรรพสามิต ให้ดำเนินการตรวจสอบและรายงานผลให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายในระยะเวลาที่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปกำหนด

ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การเก็บข้อมูลที่ได้จากการตรวจกำกับดูแลให้เก็บเป็นแฟ้มประวัติรายตัวผู้เสียภาษี รวมทั้งจัดเก็บเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบของหน่วยงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งต่อไป

ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การตรวจกำกับดูแลสถานประกอบการแต่ละราย ให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ออกตรวจอย่างน้อย ๑ ครั้งต่อปี แต่ไม่เกิน ๒ ครั้งต่อปี เว้นแต่มีเหตุจำเป็น หรือประเด็นอื่นให้สรรพสามิตพื้นที่สั่งออกตรวจอีกได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๓ ครั้งต่อปี กรณีมีเหตุจำเป็น หรือกรณีพิเศษอย่างอื่น ให้สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือสำนักงานสรรพสามิตภาค แล้วแต่กรณี มีอำนาจเข้าตรวจซ้ำได้ ทั้งนี้ เมื่อตรวจเสร็จสิ้นแล้วให้แจ้งผลการตรวจโดยระบุข้อเท็จจริง เหตุจำเป็น ผลการตรวจ และข้อเสนอแนะ ให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นั้นทราบด้วย เว้นแต่กรมสรรพสามิตจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในการตรวจให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้เสียภาษีตามกฎหมายด้วย

ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ หากพบว่าผู้เสียภาษีชำระภาษีไม่ถูกต้อง ให้แจ้งผู้เสียภาษีรับทราบผลการตรวจสอบพร้อมลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถประเมินตนเองและยื่นชำระภาษีให้ถูกต้อง หรือแจ้งข้อโต้แย้งภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ผู้เสียภาษีได้รับแจ้ง

ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เพื่อประโยชน์ในการตรวจกำกับดูแลตามหมวดนี้ ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๗ มีอำนาจกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพิ่มเติมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit)

หมวด ๒

ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) หมายความว่า การตรวจสภาพแวดล้อมข้อเท็จจริง การตรวจบัญชีเอกสารหลักฐาน ณ สถานประกอบการ เพื่อกำกับ ดูแลการเสียภาษีสรรพสามิต จากปัจจุบันย้อนหลังไม่น้อยกว่า ๓ เดือน

ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกรายที่จะออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) (๑) ผู้เสียภาษีที่มีความเสี่ยง (๒) ผู้เสียภาษีที่มีแนวโน้มการชำระภาษีผิดปกติ (๓) มีการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบประเด็นสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด (๔) ผู้เสียภาษีที่ไม่มีการตรวจกำกับดูแลมากกว่า ๑ ปีขึ้นไป (๕) กรณีอื่น ๆ ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด

ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ผู้มีอำนาจในการอนุมัติออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ให้เป็นไปตามความในข้อ ๗

ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ก่อนการออกตรวจ ให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เสียภาษีที่ถูกคัดเลือกในประเด็น ดังต่อไปนี้ (ก) ข้อมูลเกี่ยวกับการจดทะเบียนสรรพสามิต (ข) ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิต (ค) สรุปประเด็นที่เคยถูกประเมินภาษีจากสำนวนการตรวจสอบภาษี (ง) รวบรวมรายละเอียดรายชื่อผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือร่วมกับผู้เสียภาษี (จ) ข้อมูลภายนอก (ฉ) อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ช) สรุปประเด็นที่จะออกตรวจ (๒) จัดทำหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๑๕ ท้ายระเบียบนี้ เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๗ เพื่อลงนาม (๓) จัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๓-๐๑ ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเพื่อลงนาม ทั้งนี้ ให้ออกตรวจภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่อนุมัติให้ออกตรวจ

ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ให้นำความใน (๑) (๒) และ (๓) ของข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ วิธีการตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) (๑) ตรวจสภาพแวดล้อมข้อเท็จจริง การควบคุมภายใน (๒) ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางบัญชี หรือเอกสารหลักฐานอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีสรรพสามิต นับแต่วันที่ทำการเข้าตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ย้อนหลังไม่น้อยกว่า ๓ เดือน (๓) ตรวจนับวัตถุดิบหลัก สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีและแสตมป์หรือสังเกตและประเมินการใช้บริการ (๔) ให้บันทึกคำให้การ ตามแบบ ตส. ๐๔-๐๖ และ ตส. ๐๔-๐๖/๑ ท้ายระเบียบนี้ และหากพบว่าผู้เสียภาษีชำระภาษีไม่ถูกต้อง ให้แจ้งผู้เสียภาษีรับทราบผลการตรวจสอบพร้อมลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถประเมินตนเองและยื่นชำระภาษีให้ถูกต้อง หรือแจ้งข้อโต้แย้งภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ผู้เสียภาษีได้รับแจ้ง (๕) ในการตรวจ ให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้เสียภาษีตามกฎหมายด้วย (๖) เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว ให้บันทึกการตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๘ ท้ายระเบียบนี้ จำนวน ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกันโดยฉบับหนึ่งมอบให้ผู้รับการตรวจอีกฉบับหนึ่งเก็บในสำนวนการตรวจสอบ

ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การปฏิบัติเมื่อกลับถึงสำนักงานสรรพสามิต ให้นำความในข้อ ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในกรณีที่ได้ติดตามผลการปฏิบัติงานแล้วปรากฏว่า ผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามผลการตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ให้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ สถานประกอบการ ตามแบบ ภษ. ๐๒-๑๕ ท้ายระเบียบนี้ ให้ผู้เสียภาษีมาพบเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลการตรวจสอบภาษี หรือนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงเพิ่มเติมหากผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามให้แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือ โดยให้นำความในข้อ ๕๑ วรรคสอง มาบังคับใช้โดยอนุโลม การส่งหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ สถานประกอบการ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าว ให้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ การตรวจสอบตามหนังสือเรียก

หมวด ๓

ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ การตรวจสอบตามหนังสือเรียก หมายความว่า การตรวจบัญชีเอกสารหลักฐาน ณ สำนักงานสรรพสามิต การตรวจสอบไต่สวน สืบสวน และให้รวมถึงการตรวจการปฏิบัติของผู้เสียภาษี ณ สถานประกอบการด้วย ขอบเขตอำนาจในการออกหนังสือเรียก

ส่วนที่ ๑

ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ อำนาจในการออกหนังสือเรียก (๑) ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ทั่วราชอาณาจักร (๒) ให้ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ ดังนี้ (ก) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ (ข) กรณีอื่นนอกจาก (ก) ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ (๓) ให้สรรพสามิตพื้นที่ มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ ดังนี้ (ก) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ (ข) กรณีอื่นนอกจาก (ก) ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกตามข้อ ๒๖ ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ เมื่อผู้รักษาราชการแทนได้ดำเนินการออกหนังสือเรียกแล้ว ต้องรายงานเป็นหนังสือให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกทราบโดยเร็ว การขออนุมัติออกหนังสือเรียก

ส่วนที่ ๒

ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ การดำเนินการก่อนขออนุมัติออกหนังสือเรียกผู้เสียภาษีมาตรวจสอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติดังนี้ (๑) รวบรวมหลักฐานและทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลภายใน ข้อมูลภายนอก หรือข้อมูลอื่นที่จำเป็น และให้จัดทำบันทึกผลการวิเคราะห์การชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๒ ท้ายระเบียบนี้ (๒) การขออนุมัติออกหนังสือเรียก (ก) ให้ปฏิบัติตามระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยทะเบียนควบคุมการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ (ข) ให้ใช้แบบขออนุมัติออกหนังสือเรียกตามแบบ ตส. ๐๔-๐๓ ท้ายระเบียบนี้ (๓) การขออนุมัติออกหนังสือเรียกผู้เสียภาษีมาตรวจสอบ สามารถกระทำได้สำหรับทุกเดือนที่ปรากฏความผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง แต่จะต้องไม่เรียกซ้ำกันกับเดือนที่เคยออกหนังสือเรียกไปแล้ว เว้นแต่ กรณีที่มีหลักฐานหรือข้อมูลซึ่งไม่ซ้ำกับที่เคยตรวจสอบไปก่อนแล้ว หรือกรณีมีเหตุอันสมควรอื่นก็ให้ขออนุมัติออกหนังสือเรียกตรวจสอบใหม่ได้เฉพาะราย การออกหนังสือเรียก การส่งหนังสือเรียก และการปฏิบัติตามหนังสือเรียก

ส่วนที่ ๓

ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ให้ดำเนินการออกหนังสือเรียกให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันได้รับแจ้งการอนุมัติ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีอำนาจอนุมัติจะสั่งการเป็นอย่างอื่น หนังสือเรียกให้เป็นไปตามแบบ ภษ. ๐๔-๐๔ ท้ายระเบียบนี้ เมื่อได้ออกหนังสือเรียกแล้ว ให้สำเนาหนังสือเรียกส่งให้สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาค สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ แล้วแต่กรณี ทราบอย่างช้าไม่เกิน ๓ วัน นับแต่วันที่ได้ออกหนังสือเรียก

ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การส่งหนังสือเรียก ให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) ต้องส่งหนังสือเรียกตามวิธีการที่กำหนดในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ และต้องให้เวลาบุคคลนั้นไม่น้อยกว่า ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียกนั้น (๒) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แจ้งเลิกและอยู่ระหว่างการชำระบัญชีให้ส่งหนังสือเรียกไปยังผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่ได้แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ และให้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไว้ก่อน (๓) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แจ้งเลิก และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่ยังไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ให้ส่งหนังสือเรียกไปยังผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์และให้หน่วยตรวจสอบรีบดำเนินการประเมินภาษีโดยเร็ว เนื่องจากต้องฟ้องเรียกหนี้สินจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้เสร็จภายใน ๒ ปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี (๔) เมื่อได้ส่งหนังสือเรียกแล้ว ให้นำหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีได้รับหนังสือเรียกแล้วมาติดสำนวนเรื่องไว้ด้วย

ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการตรวจสอบแต่ละรายให้แล้วเสร็จไม่เกิน ๑ ปี นับแต่วันออกหนังสือเรียก หากไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียก ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๖ ท้ายระเบียบนี้ เพื่อขออนุมัติขยายเวลาได้ครั้งละไม่เกิน ๓ เดือน แต่รวมระยะเวลาการตรวจสอบแล้วต้องไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันที่ออกหนังสือเรียก เว้นแต่ ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ หากผู้ถูกออกหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีไม่สามารถจะมาให้ถ้อยคำ และหรือนำบัญชีหลักฐานมาให้ตรวจสอบตามหนังสือเรียกด้วยตนเองได้ จะมอบอำนาจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และมีความรู้เกี่ยวกับการดำเนินกิจการนั้นเป็นอย่างดีมาแทนก็ได้ โดยทำหนังสือมอบอำนาจตามแบบ ภษ. ๐๔-๐๖ ท้ายระเบียบนี้ หรือตามแบบอื่นที่มีผลในทางนิตินัยผูกพันผู้เสียภาษีในทำนองเดียวกัน กรณีที่ผู้รับมอบอำนาจไม่ทราบข้อเท็จจริงเพียงพอ หรือพยายามประวิงเวลา หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือกรณีไม่ให้ถ้อยคำในสาระสำคัญ ก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะสั่งให้ผู้เสียภาษีมาให้ถ้อยคำชี้แจงด้วยตนเองได้ การมอบอำนาจดังกล่าว สามารถมอบอำนาจช่วงต่อไปได้เพียงใดก็ให้เป็นไปตามหนังสือมอบอำนาจนั้น

ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ในกรณีที่มีการขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีสำหรับรายที่ออกหนังสือเรียก จะต้องติดตามดำเนินการขอขยายการระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อไป เมื่ออายุการขอระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีสิ้นสุดลง จนกว่าจะได้ดำเนินการประเมินภาษีครบถ้วนแล้ว

ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่จะไปตรวจสอบ หรือผู้ถูกออกหนังสือเรียก หรือผู้เสียภาษีร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจสอบ ณ สำนักงานของผู้ถูกออกหนังสือเรียกหรือสถานประกอบการตามที่ระบุไว้ในหนังสือเรียก หรือสถานที่อื่นใดในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาให้เป็นราย ๆ ไป ในกรณีสำนักงานผู้ถูกออกหนังสือเรียก หรือผู้เสียภาษีร้องขออยู่นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบ ให้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานสรรพสามิตภาคที่รับผิดชอบ หรือกรมสรรพสามิตแล้วแต่กรณี เพื่อสั่งการต่อไป ในการออกตรวจสอบครั้งแรก ให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการเป็นหัวหน้าคณะ และให้มีหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๑๕ ท้ายระเบียบนี้ไปแสดงด้วย การออกตรวจตามวรรคหนึ่ง จะต้องจัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิตไว้ตามแบบ ตส. ๐๓-๐๑ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปและผู้รับคำสั่งลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ผู้เสียภาษีรายใดได้รับหนังสือเรียกแล้วไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใด ๆ ให้ทราบ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ปฏิบัติตามหนังสือเรียกตามแบบ ตส. ๐๔-๐๕ ท้ายระเบียบนี้ ไปยังผู้เสียภาษีรายนั้นอีกครั้งหนึ่ง หากยังฝ่าฝืนก็ให้ดำเนินการประเมินภาษีตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ตามมาตรา ๗๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ การดำเนินการตรวจสอบภาษี การตรวจสอบไต่สวน

หมวด ๔
ส่วนที่ ๑

ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ เมื่อผู้ได้รับหนังสือเรียกได้มาพบตามกำหนดนัดหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการดังนี้ (๑) ทำการไต่สวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำเนินการของผู้เสียภาษี (๒) ทำบันทึกคำให้การตามแบบ ตส. ๐๔-๐๖ ท้ายระเบียบนี้ ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายแผ่นให้ใช้แบบคำให้การต่อตามแบบ ตส. ๐๔-๐๖/๑ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้ผู้ให้ถ้อยคำและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ไต่สวนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้านล่างมุมขวาทุกแผ่น หากผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม กรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับภาษี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกข้อโต้แย้งดังกล่าว พร้อมด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อไว้ให้ปรากฏในบันทึกคำให้การนั้น พร้อมกับลงลายมือชื่อกำกับด้วย (๓) คำให้การของผู้เสียภาษีถือเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการผู้ใดจะคัดลอกหรือสำเนาภาพถ่ายมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกก่อน (๔) เมื่อผู้ได้รับหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีได้นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ มาส่งมอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจรับบัญชีเอกสารดังกล่าวโดยให้ออกใบรับมอบและส่งมอบบัญชี เอกสารและสินค้า ตามแบบ ตส. ๐๔-๐๗ ท้ายระเบียบนี้ ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกัน ฉบับหนึ่งให้ติดไว้กับสำนวนการตรวจสอบ อีกหนึ่งฉบับให้มอบแก่ผู้ส่งมอบไป

ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การออกตรวจการปฏิบัติของผู้เสียภาษี ณ สถานประกอบการ ให้นำความในข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ และข้อ ๑๔ ของหมวด ๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การตรวจสอบสำนวนเรื่องใดยังไม่แล้วเสร็จ ถ้าผู้ตรวจสอบผู้นั้นได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ หรือได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่นซึ่งไม่สามารถดำเนินเรื่องให้แล้วเสร็จได้ ให้เสนอผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการว่าจะมอบหมายสำนวนการตรวจสอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดต่อไป การส่งมอบสำนวนการตรวจสอบ ให้ส่งมอบบัญชีเอกสารที่ได้รับตามหนังสือเรียกโดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ส่งมอบรายงานผลการตรวจบัญชีเอกสารว่าได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีเอกสารไปแล้วเพียงใด พบประเด็นความผิดหรือไม่อย่างไร โดยให้จัดทำบันทึกมอบหมายสำนวนการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตต่อกันไว้เป็นหลักฐาน ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๗ ท้ายระเบียบนี้ บัญชีดังกล่าวให้จัดทำเป็น ๓ ฉบับ มีข้อความตรงกัน โดยให้ผู้มอบและผู้รับมอบยึดถือไว้คนละฉบับ อีกหนึ่งฉบับให้นำติดสำนวนการตรวจสอบ

ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ การตรวจสอบผู้เสียภาษีรายใดยังไม่แล้วเสร็จ หากผู้เสียภาษีรายนั้นได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในเขตท้องที่อื่น ให้หน่วยงานที่ออกหนังสือเรียกเดิมส่งสำนวนการตรวจสอบและบัญชีเอกสารต่าง ๆ ไปให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีในเขตพื้นที่ที่ผู้เสียภาษีย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ใหม่เป็นผู้ทำการตรวจสอบและประเมินภาษีสรรพสามิตต่อไป

ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ สำนวนการตรวจสอบให้จัดเรียงลำดับวัน เดือน ปี ที่ตรวจสอบ และให้กำหนดเลขลำดับหน้าของเอกสารไว้ทุกฉบับ

ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ เมื่อดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ให้ผู้ตรวจสอบเชิญผู้เสียภาษีมารับทราบประเด็นความผิดที่ตรวจพบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีได้ชี้แจงหรือโต้แย้งหรือยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยต้องดำเนินการดังนี้ (๑) แจ้งรอบระยะเวลาที่ทำการตรวจสอบ วิธีการตรวจสอบ ประเด็นความผิดที่ตรวจพบรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย (๒) รับมอบเอกสารหลักฐานหรือพยานอื่นใดเพิ่มเติมไว้พิจารณาต่อไป การรายงานผลการตรวจสอบภาษี

ส่วนที่ ๒

ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ เมื่อได้ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้สรุปเสนอตามแบบสรุปผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๙ แบบรายงานการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๙/๑ และแบบรายละเอียดแสดงผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๙/๒ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้สรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พร้อมหลักฐานอ้างอิงที่จะต้องใช้เป็นหลักฐานให้ผู้เสียภาษียอมรับสภาพหนี้ภาษี หากประเด็นใดที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ให้หยิบยกขึ้นมาเสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาสั่งการต่อไป ในกรณีที่ทำการตรวจสอบไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงหรือหลักฐานพอที่จะเป็นพยานหลักฐานเพื่อจะทำการประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมได้ ก็ให้สรุปข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย และหลักฐานต่าง ๆ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ เพื่อขออนุมัติปิดสำนวนการตรวจสอบภาษีต่อไป

ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ในรายงานผลการตรวจสอบภาษีอย่างน้อยต้องระบุให้ทราบดังนี้ (๑) รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียภาษี มูลเหตุที่ทำการตรวจสอบ รอบระยะเวลาที่ตรวจสอบ (๒) ประเด็นความผิดที่ตรวจสอบ รายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดถึงเหตุผลที่ประเมินเรียกเก็บภาษีในแต่ละเดือนแต่ละปี ผู้เสียภาษีจะต้องรับผิดเสียภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนเท่าใด (๓) ข้อโต้แย้งและเหตุผลของผู้เสียภาษีเกี่ยวกับข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย (๔) สรุปความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ (๕) ข้อมูลอื่น ๆ ที่ควรรายงาน

ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ เมื่อผู้ตรวจสอบได้เสนอสำนวนการตรวจสอบต่อผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกแล้วให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกพิจารณาอนุมัติการประเมินภาษีหรือสั่งการให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนการตรวจสอบ ถ้ายังพิจารณาสั่งการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้บันทึกข้อขัดข้องให้ปรากฏไว้ในสำนวนด้วย

ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ เมื่ออนุมัติการประเมินภาษีรายใดแล้ว ให้ผู้ตรวจสอบดำเนินการ แจ้งให้ผู้เสียภาษีมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อรับทราบผลการตรวจสอบภาษี และสิทธิของผู้เสียภาษีดังนี้ (๑) ประเด็นความผิดที่ตรวจพบ และรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย (๒) จำนวนเงินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เหตุผลที่ประเมินเรียกเก็บ (๓) สิทธิขอลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตลอดจนการคัดค้านการประเมินภาษี ในกรณีที่ผู้เสียภาษีประวิงเวลาหรือไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ผู้ตรวจสอบแจ้งเป็นหนังสือแจ้งการรับทราบผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ภษ. ๐๒-๑๕/๑ ท้ายระเบียบนี้ และต้องให้เวลาบุคคลนั้นไม่น้อยกว่า ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น

ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ผู้เสียภาษีรายใดไม่มีข้อโต้แย้ง ให้ผู้เสียภาษีลงลายมือชื่อในรายละเอียดแสดงผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๙/๒ ท้ายระเบียบนี้ และทำบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๑๐ ท้ายระเบียบนี้ กรณีผู้เสียภาษีได้ยื่นคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รายงานการพิจารณาของดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามแบบ ตส. ๐๔-๑๑ ท้ายระเบียบนี้ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาสั่งการ

ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ถ้าผู้เสียภาษีรายใดมีข้อโต้แย้งไม่ยินยอมชำระภาษีตามที่ผู้ตรวจสอบแจ้งหรือไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับภาษี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกข้อโต้แย้งดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อไว้ให้ปรากฏในบันทึกคำให้การพร้อมกับลงลายมือชื่อกำกับด้วย เสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามหรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาสั่งการ การประเมินและสั่งเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม

หมวด ๕

ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ การแจ้งการประเมินภาษี ให้ใช้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตตามแบบ ภษ. ๐๒-๐๘ ท้ายระเบียบนี้

ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกเป็นผู้ลงนามในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีและให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบเตรียมแบบแจ้งการประเมินลงลายมือชื่อและตำแหน่งกำกับไว้ด้วย ถ้าในการประเมินภาษีมีประเด็นจะต้องประเมินเรียกเก็บหลายประเด็น โดยมีทั้งประเด็นที่ผู้เสียภาษีมิได้โต้แย้งและโต้แย้ง ให้แยกประเด็นทำการประเมินได้ การแยกประเมินเรียกเก็บภาษี ให้ประเมินเฉพาะประเด็นที่ผู้เสียภาษีมิได้โต้แย้งไปก่อนถ้าการประเมินนั้นจะไม่ทำให้เป็นผลเสียต่อสำนวนหรือประเด็นที่ผู้เสียภาษีโต้แย้ง ส่วนประเด็นที่ผู้เสียภาษีโต้แย้งก็ให้แจ้งการประเมินโดยแยกแบบแจ้งการประเมินไปต่างหาก

ข้อ ๕๐

ข้อ ๕๐ การส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีให้ใช้วิธีส่งตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยเฉพาะกรณีต่อไปนี้ ให้ดำเนินการดังนี้ (๑) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบุคคลธรรมดาได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกแล้วแต่ยังไม่ได้แจ้งย้ายเข้าให้ประเมินตั้งค้างไว้ที่ภูมิลำเนาเดิม ในการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีหรือแบบแจ้งการประเมินให้ส่งไปยังภูมิลำเนาเดิมและที่อ้างว่าย้ายไปอยู่ใหม่ (๒) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่แจ้งเลิกและอยู่ระหว่างการชำระบัญชีหรือจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วแต่ยังไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ให้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีหรือแบบแจ้งการประเมินให้แก่ผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่ได้แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ (๓) เมื่อได้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษี หรือแบบแจ้งการประเมินแล้ว ให้นำหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีได้รับแล้วมาติดไว้ในสำนวนด้วย

ข้อ ๕๑

ข้อ ๕๑ ในรายที่ไม่มีการประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต ให้ทำหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ภษ. ๐๒-๑๑ ท้ายระเบียบนี้ ขึ้น ๔ ฉบับ ต้นฉบับส่งให้แก่ผู้เสียภาษี สำเนาคู่ฉบับแนบไว้กับสำนวนตรวจสอบภาษี และสำเนาส่งให้สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาค สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ แล้วแต่กรณี ในรายที่มีการประเมินภาษี ให้ทำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตตามแบบ ภษ. ๐๒-๐๘ ท้ายระเบียบนี้ ขึ้น ๕ ฉบับ ต้นฉบับส่งให้แก่ผู้เสียภาษี สำเนาคู่ฉบับแนบไว้กับสำนวนตรวจสอบภาษี และสำเนาส่งให้สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาค สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ แล้วแต่กรณี และสำนักกฎหมาย

ข้อ ๕๒

ข้อ ๕๒ การตรวจสอบผู้เสียภาษีในรายที่ปรากฏแน่ชัดว่าจะต้องมีการประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก และผู้เสียภาษีมีพฤติการณ์ส่อแสดงว่าจะไม่ยินยอมชำระภาษีเพิ่มเติมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเป็นกรณีพิเศษ หากการตรวจสอบผู้เสียภาษีในรายที่มีพฤติการณ์ส่อแสดงว่าจะหลีกเลี่ยงภาษี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงพร้อมพยานเอกสารหลักฐานที่ตรวจพบแก่ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกเพื่อพิจารณา หากผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกพิจารณาเห็นสมควรให้ดำเนินคดีอาญากับผู้เสียภาษีรายดังกล่าว ก็ให้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ดำเนินคดีดำเนินการต่อไป

ข้อ ๕๓

ข้อ ๕๓ ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการประเมินภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด ให้บันทึกรายงานผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียก เพื่อเสนอขออนุมัติแก้ไขการประเมินต่อไป การคืนบัญชีเอกสารและการเก็บรักษาสำนวน

หมวด ๖

ข้อ ๕๔

ข้อ ๕๔ การคืนบัญชีเอกสารตามหนังสือเรียก ให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) กรณีที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ หากผู้เสียภาษีมีความจำเป็นที่จะขอคืนบัญชีเอกสาร หลักฐานที่ส่งมอบไว้แล้วเป็นการชั่วคราว ให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบเสนอผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกพิจารณาสั่งการ (๒) กรณีตรวจสอบภาษีรายใดเสร็จแล้ว และผู้เสียภาษีมิได้ยื่น คำคัดค้านการประเมินภาษีให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบเจ้าของเรื่องแจ้งให้ผู้เสียภาษีมารับคืนบัญชีเอกสาร ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่แจ้งไป หากผู้เสียภาษีไม่มารับคืนบัญชี เอกสารภายในกำหนดเวลา ให้ส่งโดยวิธีที่มีหลักฐานการรับ เช่น พัสดุไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือกรณีไม่อาจนำส่งได้ให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๕๕

ข้อ ๕๕ สำนวนการตรวจสอบภาษีที่เสร็จแล้ว ให้ส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่ ผู้ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่เก็บรักษาสำนวนการตรวจสอบภาษี เพื่อเก็บรักษาต่อไป

ข้อ ๕๖

ข้อ ๕๖ การตรวจสอบภาษี ให้ถือเป็นความลับของทางราชการ ห้ามมิให้เปิดเผยแก่ผู้ใด เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการหรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีโดยได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียก การตรวจค้น การยึดหรืออายัด

หมวด ๗

ข้อ ๕๗

ข้อ ๕๗ การขออนุมัติทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชีเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ กระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ในการทำการตรวจค้นให้พึงถือเป็นราชการลับตั้งแต่ขั้นสืบสวน ขั้นประมวลหลักฐาน ขั้นวิเคราะห์แบบ ตลอดจนขั้นตอนอื่น ๆ ของการตรวจค้น จนกระทั่งถึงการเสนอผลการตรวจค้นต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่

ข้อ ๕๘

ข้อ ๕๘ คำสั่งให้ตรวจค้นให้จัดทำตามแบบ ภษ. ๐๔-๐๑ ท้ายระเบียบนี้ โดยจัดทำเป็น ๒ ฉบับ ต้นฉบับให้นำไปแสดงกับผู้ครอบครองสถานที่ที่ระบุไว้ในคำสั่งให้ตรวจค้น เมื่อเสร็จแล้วให้นำติดไว้กับสำนวนการตรวจสอบ สำเนาคู่ฉบับให้ติดไว้กับสมุดคำสั่งให้ตรวจค้นภายหลังจากการตรวจค้นเสร็จสิ้นแล้ว สมุดคำสั่งให้ตรวจค้น ให้ทำแบบเดียวกับสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิต

ข้อ ๕๙

ข้อ ๕๙ การออกตรวจค้นตามข้อ ๕๗ ให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) ให้มีข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการหรือชำนาญงานเป็นหัวหน้าคณะ (๒) แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานสรรพสามิต เว้นแต่ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ จะสั่งการตามที่เห็นสมควร (๓) ก่อนลงมือตรวจค้น ให้แสดงบัตรประจำตัวข้าราชการและคำสั่งให้ตรวจค้นต่อเจ้าของ หรือผู้ครอบครองสถานที่ที่จะทำการตรวจค้น และผู้เป็นหัวหน้าคณะจะต้องแจ้งความประสงค์ในการตรวจค้นให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ที่จะทำการตรวจค้นทราบก่อน โดยให้บันทึกแสดงความยินยอมให้ตรวจค้นสถานที่ และแสดงความบริสุทธิ์ให้บุคคลดังกล่าวทราบด้วยว่าพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้นำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผิดกฎหมายซุกซ่อนเข้าไปด้วยแต่อย่างใด ทั้งนี้ ให้บันทึกเป็นหลักฐานไว้ด้านหลังของคำสั่งให้ตรวจค้นที่นำไปแสดง (๔) ให้ทำการตรวจค้นต่อหน้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลที่ทำงานในสถานที่นั้น ถ้าหาบุคคลดังกล่าวไม่ได้ ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ขอร้องมาเป็นพยาน (๕) ให้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเฉพาะบัญชีเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับ หรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ทั้งนี้ ผู้ทำการตรวจค้นจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบพึงรู้ว่าเอกสารเกี่ยวกับภาษีเก็บไว้ที่ใด สมควรจะยึดเอกสารชิ้นใดมาทำการตรวจสอบบ้าง สถานที่หรือตู้เก็บเอกสารใดหากไม่สามารถทำการตรวจค้นได้ในขณะนั้น ให้อายัดไว้ก่อนและนัดทำการเปิดเพื่อตรวจค้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ (๖) ให้ทำการตรวจโดยสุภาพ พยายามมิให้มีการเสียหายและกระจัดกระจายเท่าที่จะทำได้และระมัดระวังอย่าให้เป็นที่เดือดร้อน หรือขัดขวางการประกอบธุรกิจจนเกินความจำเป็น (๗) การตรวจค้น ต้องทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบกิจการนั้น เว้นแต่การตรวจค้นในเวลาดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ จะกระทำต่อไป หรือจะดำเนินการอายัดหลักฐานที่ตรวจค้นไม่แล้วเสร็จไว้ก่อนเพื่อดำเนินการตรวจค้นในวันแรกที่เปิดทำการตามปกติก็ได้

ข้อ ๖๐

ข้อ ๖๐ ให้ผู้ตรวจค้นแยกบัญชีเอกสารที่ยึดมาทำการตรวจสอบไว้เป็นสัดส่วนและออกใบรับตราสารและหลักฐานต่าง ๆ ตามแบบ ตส. ๐๔-๒๒ ท้ายระเบียบนี้ โดยแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีเอกสารที่จะยึดมาทำการตรวจสอบ ใบรับให้ทำเป็น ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ติดสำนวนการตรวจสอบ ฉบับที่ ๒ มอบให้ผู้ถูกตรวจค้นหรือผู้นำให้ทำการตรวจค้น ฉบับที่ ๓ ติดไว้กับต้นเรื่อง บัญชีเอกสารที่ยึดมานั้นจะต้องเป็นบัญชีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงห้ามมิให้ยึดบัญชีและเอกสารหรือสิ่งใดที่ไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการจัดเก็บภาษีมาเป็นอันขาดบัญชีและเอกสารที่ยึดมานั้น ผู้ตรวจค้นและผู้ถูกตรวจจะต้องลงชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าเป็นบัญชีและเอกสารที่ยึดไปจากสถานที่นั้นจริง เว้นแต่กรณีบัญชีและเอกสารที่ยึดเป็นจำนวนมากก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าคณะว่า จะลงนามและให้ลำดับเลขที่ในบัญชีเอกสารใดบ้าง ทั้งนี้ โดยพิจารณาถึงความสำคัญและประโยชน์ของบัญชีเอกสารนั้น ๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด ในกรณีที่ไม่มีเจ้าของหรือผู้นำให้ทำการตรวจค้น ก่อนที่จะนำบัญชีเอกสารที่ตรวจค้นหรือยึดได้กลับสำนักงานสรรพสามิต ให้แจ้งตำรวจท้องที่เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานด้วย

ข้อ ๖๑

ข้อ ๖๑ เมื่อทำการตรวจค้นเสร็จแล้ว ให้บันทึกการตรวจการเสียภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๑๘ ท้ายระเบียบนี้ จำนวน ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกัน โดยมอบให้ผู้รับการตรวจค้น ๑ ฉบับ นำติดสำนวนตรวจสอบ ๑ ฉบับ พร้อมทั้งให้ทำบันทึกผลการตรวจค้น โดยมีข้อความสำคัญที่ควรจะบันทึกไว้ให้ปรากฏดังนี้ (๑) ก่อนลงมือตรวจค้น พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แสดงคำสั่งตรวจค้นให้ผู้ถูกตรวจค้นดูแล้ว พร้อมกับได้แสดงบัตรประจำตัวผู้ทำการตรวจค้นทุกคน นอกจากนี้ก่อนทำการตรวจค้นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แสดงความบริสุทธิ์แล้ว ผู้รับการตรวจค้นยินยอมให้รับการตรวจค้นได้ (๒) ในบันทึกการตรวจค้นจะต้องให้ปรากฏชื่อผู้ถูกตรวจค้นหรือผู้นำให้ทำการตรวจค้นไว้ให้ชัดแจ้ง (๓) ได้ทำการตรวจค้นตั้งแต่เวลาใด แล้วเสร็จเวลาใด การตรวจค้นมีปัญหาหรืออุปสรรคประการใดบ้าง (๔) กรณีที่พบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตให้บันทึกว่าพบ ณ ที่ใด อยู่ลักษณะอย่างใด ปิดบังซ่อนเร้นไว้หรือไม่ประการใด หรือผู้รับการตรวจค้นได้นำมามอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง (๕) กรณีที่ได้ยึดบัญชีเอกสารใด ก็ให้บันทึกสรุปรายการบัญชีและเอกสารหลักฐานที่ยึดมานั้นด้วย (๖) เมื่อเสร็จการตรวจค้นจะต้องบันทึกให้ปรากฏว่าผู้ตรวจได้แสดงความบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ในบันทึกการตรวจค้นจะต้องให้ปรากฏว่า ผู้ตรวจค้นมิได้ทำให้เกิดความเสียหายหรือบุบสลายซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกตรวจค้นหรือเป็นการขัดขวางการประกอบธุรกิจตามปกติจนเกินความจำเป็นและรับรองว่าข้อความในบันทึกตรงตามข้อเท็จจริงทุกประการ

ข้อ ๖๒

ข้อ ๖๒ เมื่อกลับถึงสำนักงานสรรพสามิต ให้ผู้ที่ไปทำการตรวจค้นเสนอการตรวจค้นให้ผู้บังคับบัญชาผู้ลงนามในคำสั่งให้ตรวจค้นทราบในวันที่ทำการตรวจค้นหรืออย่างช้าในวันแรกที่เปิดทำการตามปกติ

ข้อ ๖๓

ข้อ ๖๓ เมื่อได้ออกตรวจค้น และยึดบัญชีเอกสารมาเพื่อทำการตรวจสอบตามคำสั่งตรวจค้นแล้วเพื่อให้การตรวจสอบและประเมินเรียกเก็บภาษีเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผน ให้แจ้งทะเบียนควบคุมการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต และให้ออกหนังสือเรียกตรวจสอบทุกราย อื่น ๆ

หมวด ๘

ข้อ ๖๔

ข้อ ๖๔ การปฏิบัติตามระเบียบนี้ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ แล้วแต่กรณี หากมีปัญหาเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่มิได้กำหนดไว้ตามระเบียบนี้ ให้รายงานให้กรมสรรพสามิตเป็นผู้วินิจฉัย บทเฉพาะกาล

หมวด ๙

ข้อ ๖๕

ข้อ ๖๕ การดำเนินการใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๔๗ ก่อนหน้าที่ระเบียบนี้ใช้บังคับให้เป็นอันใช้ได้ สำหรับการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามระเบียบนี้ ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต [เอกสารแนบท้าย] ๑. แบบฟอร์มตามระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒. บันทึกผลการวิเคราะห์การชำระภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๐๒) ๓. ขออนุมัติออกหนังสือเรียก (ตส. ๐๔-๐๓) ๔. หนังสือเตือนให้ปฏิบัติตามหนังสือเรียก (ตส. ๐๔-๐๕) ๕. คำให้การ (ตส. ๐๔-๐๖) ๖. ใบรับมอบและส่งมอบบัญชี เอกสารและสินค้า (ตส. ๐๔-๐๗) ๗. สรุปผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๐๙) ๘. รายงานการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๐๙/๑) ๙. รายละเอียดแสดงผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๐๙/๒) ๑๐. บันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๑๐) ๑๑. รายงานการพิจารณา ของดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม (ตส. ๐๔-๑๑) ๑๒. หนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๑๕) ๑๓. ขอขยายเวลาการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๑๖) ๑๔. บันทึกมอบหมายสำนวนการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๑๗) ๑๕. บันทึกการตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๔-๑๘) ๑๖. ใบรับตราสารและหลักฐานต่าง ๆ (ตส. ๐๔-๒๒) ๑๗. สมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิต (ตส. ๐๓-๐๑) ๑๘. หนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต (ภษ. ๐๒-๐๘) ๑๙. หนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต (ภษ. ๐๒-๑๑) ๒๐. หนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ สถานประกอบการ (ภษ. ๐๒-๑๕) ๒๑. หนังสือแจ้งการรับทราบผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต (ภษ. ๐๒-๑๕/๑) ๒๒. คำสั่งให้ตรวจค้น (ภษ. ๐๔-๐๑) ๒๓. หนังสือเรียกตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.๒๕๒๗ (ภษ. ๐๔-๐๔) ๒๔. ใบรับหนังสือเรียก ๒๕. หนังสือมอบอำนาจ (ภษ. ๐๔-๐๖) ๒๖. หนังสือเชิญเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต (ภษ. ๐๔-๐๗) (ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย) ปริยานุช/ผู้จัดทำ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔ ณัฐวดี/ตรวจ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนพิเศษ ๑๕๒ ง/หน้า ๑/๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๓

ที่มา: ระบบกลางทางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

วันที่ประกาศบางส่วนนำมาจาก: Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (CC BY 4.0)

ค้นต่อจากนี้