法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2553

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
65
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกรมสรรพสามิต

ระเบียบกรมสรรพสามิต

ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

พ.ศ. ๒๕๕๓[๑]

เพื่ออนุวัติตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ และเพื่อให้การปฏิบัติราชการของกรมสรรพสามิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อธิบดีกรมสรรพสามิตจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๕๓”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗

บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใด ในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“การตรวจสอบภาษี” หมายความว่า การตรวจกำกับดูแล การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ การตรวจสอบตามหนังสือเรียก และการตรวจค้น การยึดหรืออายัดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

“เจ้าพนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า เจ้าพนักงานสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

“ผู้เสียภาษี” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔

“สำนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาค และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่

“สถานประกอบการ” หมายถึง โรงอุตสาหกรรม สถานบริการ และคลังสินค้าทัณฑ์บน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามรักษาการตามระเบียบนี้

การตรวจกำกับดูแล

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การตรวจกำกับดูแล หมายความว่า การเข้าไปในสถานประกอบการ เพื่อตรวจกระบวนการผลิต การให้บริการ ระบบบัญชี ตรวจสอบการชำระภาษี และแนะนำการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยจะต้องตรวจให้แล้วเสร็จภายในวันที่ออกตรวจ เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ก็สามารถตรวจในวันถัดไปได้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ อำนาจในการอนุมัติให้ออกตรวจกำกับดูแล

(๑) สรรพสามิตพื้นที่ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

(๒) ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

(๓) ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม ในเขตพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ก่อนการออกตรวจ ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) รวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอก หรือหลักฐานอื่นที่จำเป็น

(๒) วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำบันทึกผลการวิเคราะห์ พร้อมเสนอความเห็นและประเด็นที่จะตรวจ เสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๗

(๓) จัดทำหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๕ ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๗ เพื่อลงนาม

(๔) จัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๓-๐๑ ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเพื่อลงนาม

ทั้งนี้ ให้ออกตรวจภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่อนุมัติให้ออกตรวจ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การออกตรวจ ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) ให้มีข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการ เป็นหัวหน้าคณะและแต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานสรรพสามิต เว้นแต่ ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งการเป็นอย่างอื่น

(๒) ต้องแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ และหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๕ ให้ผู้รับการตรวจทราบก่อนทำการตรวจ

(๓) ถ้ามีสมุดบัญชีหรือเอกสารหรือตราสารหรือสินค้าที่จะต้องนำมาทำการตรวจสอบ ณ สำนักงานสรรพสามิต ก็ให้ออกใบรับมอบและส่งมอบบัญชี เอกสารและสินค้า ตามแบบ ตส. ๐๔-๐๗ ท้ายระเบียบนี้

(๔) ให้บันทึกคำให้การ ตามแบบ ตส. ๐๔-๐๖ และ ตส. ๐๔-๐๖/๑ ท้ายระเบียบนี้

(๕) เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว ให้บันทึกการตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๘ ท้ายระเบียบนี้ จำนวน ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกันโดยฉบับหนึ่งมอบให้ผู้รับการตรวจอีกฉบับหนึ่งเก็บในสำนวนการตรวจกำกับดูแล

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ วิธีการตรวจ อย่างน้อยต้องตรวจรายการที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

(๑) สภาพทั่วไป

(ก) ตรวจสอบลักษณะการประกอบกิจการ

(ข) ตรวจสอบกระบวนการผลิต/ขั้นตอนการให้บริการ

(ค) ตรวจสอบการควบคุมภายใน

(ง) ตรวจสอบระบบบัญชี

(จ) ตรวจสอบระบบการเสียภาษี

(ฉ) ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของกิจการ

(๒) สินค้า

(ก) ตรวจสอบการรับจ่ายวัตถุดิบหลัก

(ข) ตรวจสอบการรับจ่ายสินค้าสำเร็จรูป

(ค) ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุดิบหลักและสินค้าสำเร็จรูป

(ง) ตรวจนับวัตถุดิบหลักและสินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ

(จ) ตรวจสอบการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

(๓) บริการ

(ก) ตรวจสอบรายรับที่ต้องเสียภาษี

(ข) ตรวจสอบปริมาณการใช้บริการ

(ค) ตรวจสอบความสัมพันธ์ของรายรับกับสภาพข้อเท็จจริง

(ง) ตรวจสอบความสัมพันธ์ของรายรับกับค่าใช้จ่าย

(จ) ตรวจสอบการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้ผู้ตรวจเสนอรายงานผลการตรวจให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป เพื่อเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติทราบ อย่างช้าภายใน ๕ วันทำการนับแต่วันที่การตรวจกำกับดูแลแล้วเสร็จ

กรณีที่ได้นำเอกสารหลักฐานหรือสิ่งอื่นใดมาตรวจ ณ สำนักงานสรรพสามิต ให้ดำเนินการตรวจสอบและรายงานผลให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายในระยะเวลาที่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การเก็บข้อมูลที่ได้จากการตรวจกำกับดูแลให้เก็บเป็นแฟ้มประวัติรายตัวผู้เสียภาษี รวมทั้งจัดเก็บเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบของหน่วยงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การตรวจกำกับดูแลสถานประกอบการแต่ละราย ให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ออกตรวจอย่างน้อย ๑ ครั้งต่อปี แต่ไม่เกิน ๒ ครั้งต่อปี เว้นแต่มีเหตุจำเป็น หรือประเด็นอื่นให้สรรพสามิตพื้นที่สั่งออกตรวจอีกได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๓ ครั้งต่อปี

กรณีมีเหตุจำเป็น หรือกรณีพิเศษอย่างอื่น ให้สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือสำนักงานสรรพสามิตภาค แล้วแต่กรณี มีอำนาจเข้าตรวจซ้ำได้ ทั้งนี้ เมื่อตรวจเสร็จสิ้นแล้วให้แจ้งผลการตรวจโดยระบุข้อเท็จจริง เหตุจำเป็น ผลการตรวจ และข้อเสนอแนะ ให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นั้นทราบด้วย เว้นแต่กรมสรรพสามิตจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในการตรวจให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้เสียภาษีตามกฎหมายด้วย

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ หากพบว่าผู้เสียภาษีชำระภาษีไม่ถูกต้อง ให้แจ้งผู้เสียภาษีรับทราบผลการตรวจสอบพร้อมลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถประเมินตนเองและยื่นชำระภาษีให้ถูกต้อง หรือแจ้งข้อโต้แย้งภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ผู้เสียภาษีได้รับแจ้ง

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เพื่อประโยชน์ในการตรวจกำกับดูแลตามหมวดนี้ ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๗ มีอำนาจกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพิ่มเติมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้

การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit)

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) หมายความว่า การตรวจสภาพแวดล้อมข้อเท็จจริง การตรวจบัญชีเอกสารหลักฐาน ณ สถานประกอบการ เพื่อกำกับ ดูแลการเสียภาษีสรรพสามิต จากปัจจุบันย้อนหลังไม่น้อยกว่า ๓ เดือน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกรายที่จะออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit)

(๑) ผู้เสียภาษีที่มีความเสี่ยง

(๒) ผู้เสียภาษีที่มีแนวโน้มการชำระภาษีผิดปกติ

(๓) มีการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบประเด็นสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด

(๔) ผู้เสียภาษีที่ไม่มีการตรวจกำกับดูแลมากกว่า ๑ ปีขึ้นไป

(๕) กรณีอื่น ๆ ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ผู้มีอำนาจในการอนุมัติออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ให้เป็นไปตามความในข้อ ๗

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ก่อนการออกตรวจ ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เสียภาษีที่ถูกคัดเลือกในประเด็น ดังต่อไปนี้

(ก) ข้อมูลเกี่ยวกับการจดทะเบียนสรรพสามิต

(ข) ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิต

(ค) สรุปประเด็นที่เคยถูกประเมินภาษีจากสำนวนการตรวจสอบภาษี

(ง) รวบรวมรายละเอียดรายชื่อผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือร่วมกับผู้เสียภาษี

(จ) ข้อมูลภายนอก

(ฉ) อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(ช) สรุปประเด็นที่จะออกตรวจ

(๒) จัดทำหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๑๕ ท้ายระเบียบนี้ เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๗ เพื่อลงนาม

(๓) จัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๓-๐๑ ท้ายระเบียบนี้เสนอผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเพื่อลงนาม

ทั้งนี้ ให้ออกตรวจภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่อนุมัติให้ออกตรวจ

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การออกตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ให้นำความใน (๑) (๒) และ (๓) ของข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ วิธีการตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit)

(๑) ตรวจสภาพแวดล้อมข้อเท็จจริง การควบคุมภายใน

(๒) ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางบัญชี หรือเอกสารหลักฐานอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีสรรพสามิต นับแต่วันที่ทำการเข้าตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ย้อนหลังไม่น้อยกว่า ๓ เดือน

(๓) ตรวจนับวัตถุดิบหลัก สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีและแสตมป์หรือสังเกตและประเมินการใช้บริการ

(๔) ให้บันทึกคำให้การ ตามแบบ ตส. ๐๔-๐๖ และ ตส. ๐๔-๐๖/๑ ท้ายระเบียบนี้ และหากพบว่าผู้เสียภาษีชำระภาษีไม่ถูกต้อง ให้แจ้งผู้เสียภาษีรับทราบผลการตรวจสอบพร้อมลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถประเมินตนเองและยื่นชำระภาษีให้ถูกต้อง หรือแจ้งข้อโต้แย้งภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ผู้เสียภาษีได้รับแจ้ง

(๕) ในการตรวจ ให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้เสียภาษีตามกฎหมายด้วย

(๖) เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว ให้บันทึกการตรวจการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๘ ท้ายระเบียบนี้ จำนวน ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกันโดยฉบับหนึ่งมอบให้ผู้รับการตรวจอีกฉบับหนึ่งเก็บในสำนวนการตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การปฏิบัติเมื่อกลับถึงสำนักงานสรรพสามิต ให้นำความในข้อ ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในกรณีที่ได้ติดตามผลการปฏิบัติงานแล้วปรากฏว่า ผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามผลการตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานประกอบการ (Field Audit) ให้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ สถานประกอบการ ตามแบบ ภษ. ๐๒-๑๕ ท้ายระเบียบนี้ ให้ผู้เสียภาษีมาพบเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลการตรวจสอบภาษี หรือนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงเพิ่มเติมหากผู้เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามให้แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือ โดยให้นำความในข้อ ๕๑ วรรคสอง มาบังคับใช้โดยอนุโลม

การส่งหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษี ณ สถานประกอบการ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าว ให้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

การตรวจสอบตามหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ การตรวจสอบตามหนังสือเรียก หมายความว่า การตรวจบัญชีเอกสารหลักฐาน ณ สำนักงานสรรพสามิต การตรวจสอบไต่สวน สืบสวน และให้รวมถึงการตรวจการปฏิบัติของผู้เสียภาษี ณ สถานประกอบการด้วย

ขอบเขตอำนาจในการออกหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ อำนาจในการออกหนังสือเรียก

(๑) ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ทั่วราชอาณาจักร

(๒) ให้ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ ดังนี้

(ก) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

(ข) กรณีอื่นนอกจาก (ก) ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

(๓) ให้สรรพสามิตพื้นที่ มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ ดังนี้

(ก) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

(ข) กรณีอื่นนอกจาก (ก) ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกตามข้อ ๒๖ ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ เมื่อผู้รักษาราชการแทนได้ดำเนินการออกหนังสือเรียกแล้ว ต้องรายงานเป็นหนังสือให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกทราบโดยเร็ว

การขออนุมัติออกหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ การดำเนินการก่อนขออนุมัติออกหนังสือเรียกผู้เสียภาษีมาตรวจสอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติดังนี้

(๑) รวบรวมหลักฐานและทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลภายใน ข้อมูลภายนอก หรือข้อมูลอื่นที่จำเป็น และให้จัดทำบันทึกผลการวิเคราะห์การชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๒ ท้ายระเบียบนี้

(๒) การขออนุมัติออกหนังสือเรียก

(ก) ให้ปฏิบัติตามระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยทะเบียนควบคุมการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

(ข) ให้ใช้แบบขออนุมัติออกหนังสือเรียกตามแบบ ตส. ๐๔-๐๓ ท้ายระเบียบนี้

(๓) การขออนุมัติออกหนังสือเรียกผู้เสียภาษีมาตรวจสอบ สามารถกระทำได้สำหรับทุกเดือนที่ปรากฏความผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง แต่จะต้องไม่เรียกซ้ำกันกับเดือนที่เคยออกหนังสือเรียกไปแล้ว เว้นแต่ กรณีที่มีหลักฐานหรือข้อมูลซึ่งไม่ซ้ำกับที่เคยตรวจสอบไปก่อนแล้ว หรือกรณีมีเหตุอันสมควรอื่นก็ให้ขออนุมัติออกหนังสือเรียกตรวจสอบใหม่ได้เฉพาะราย

การออกหนังสือเรียก การส่งหนังสือเรียก

และการปฏิบัติตามหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ให้ดำเนินการออกหนังสือเรียกให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันได้รับแจ้งการอนุมัติ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีอำนาจอนุมัติจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

หนังสือเรียกให้เป็นไปตามแบบ ภษ. ๐๔-๐๔ ท้ายระเบียบนี้

เมื่อได้ออกหนังสือเรียกแล้ว ให้สำเนาหนังสือเรียกส่งให้สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาค สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ แล้วแต่กรณี ทราบอย่างช้าไม่เกิน ๓ วัน นับแต่วันที่ได้ออกหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การส่งหนังสือเรียก ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) ต้องส่งหนังสือเรียกตามวิธีการที่กำหนดในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ และต้องให้เวลาบุคคลนั้นไม่น้อยกว่า ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียกนั้น

(๒) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แจ้งเลิกและอยู่ระหว่างการชำระบัญชีให้ส่งหนังสือเรียกไปยังผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่ได้แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ และให้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไว้ก่อน

(๓) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แจ้งเลิก และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่ยังไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ให้ส่งหนังสือเรียกไปยังผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์และให้หน่วยตรวจสอบรีบดำเนินการประเมินภาษีโดยเร็ว เนื่องจากต้องฟ้องเรียกหนี้สินจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้เสร็จภายใน ๒ ปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

(๔) เมื่อได้ส่งหนังสือเรียกแล้ว ให้นำหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีได้รับหนังสือเรียกแล้วมาติดสำนวนเรื่องไว้ด้วย

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการตรวจสอบแต่ละรายให้แล้วเสร็จไม่เกิน ๑ ปี นับแต่วันออกหนังสือเรียก หากไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียก ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๖ ท้ายระเบียบนี้ เพื่อขออนุมัติขยายเวลาได้ครั้งละไม่เกิน ๓ เดือน แต่รวมระยะเวลาการตรวจสอบแล้วต้องไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันที่ออกหนังสือเรียก เว้นแต่ ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ หากผู้ถูกออกหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีไม่สามารถจะมาให้ถ้อยคำ และหรือนำบัญชีหลักฐานมาให้ตรวจสอบตามหนังสือเรียกด้วยตนเองได้ จะมอบอำนาจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และมีความรู้เกี่ยวกับการดำเนินกิจการนั้นเป็นอย่างดีมาแทนก็ได้ โดยทำหนังสือมอบอำนาจตามแบบ ภษ. ๐๔-๐๖ ท้ายระเบียบนี้ หรือตามแบบอื่นที่มีผลในทางนิตินัยผูกพันผู้เสียภาษีในทำนองเดียวกัน

กรณีที่ผู้รับมอบอำนาจไม่ทราบข้อเท็จจริงเพียงพอ หรือพยายามประวิงเวลา หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือกรณีไม่ให้ถ้อยคำในสาระสำคัญ ก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะสั่งให้ผู้เสียภาษีมาให้ถ้อยคำชี้แจงด้วยตนเองได้

การมอบอำนาจดังกล่าว สามารถมอบอำนาจช่วงต่อไปได้เพียงใดก็ให้เป็นไปตามหนังสือมอบอำนาจนั้น

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ในกรณีที่มีการขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีสำหรับรายที่ออกหนังสือเรียก จะต้องติดตามดำเนินการขอขยายการระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อไป เมื่ออายุการขอระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีสิ้นสุดลง จนกว่าจะได้ดำเนินการประเมินภาษีครบถ้วนแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่จะไปตรวจสอบ หรือผู้ถูกออกหนังสือเรียก หรือผู้เสียภาษีร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจสอบ ณ สำนักงานของผู้ถูกออกหนังสือเรียกหรือสถานประกอบการตามที่ระบุไว้ในหนังสือเรียก หรือสถานที่อื่นใดในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาให้เป็นราย ๆ ไป ในกรณีสำนักงานผู้ถูกออกหนังสือเรียก หรือผู้เสียภาษีร้องขออยู่นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบ ให้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานสรรพสามิตภาคที่รับผิดชอบ หรือกรมสรรพสามิตแล้วแต่กรณี เพื่อสั่งการต่อไป

ในการออกตรวจสอบครั้งแรก ให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการเป็นหัวหน้าคณะ และให้มีหนังสือนำตัวออกตรวจการเสียภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๑๕ ท้ายระเบียบนี้ไปแสดงด้วย

การออกตรวจตามวรรคหนึ่ง จะต้องจัดทำสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิตไว้ตามแบบ ตส. ๐๓-๐๑ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปและผู้รับคำสั่งลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ผู้เสียภาษีรายใดได้รับหนังสือเรียกแล้วไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใด ๆ ให้ทราบ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ปฏิบัติตามหนังสือเรียกตามแบบ ตส. ๐๔-๐๕ ท้ายระเบียบนี้ ไปยังผู้เสียภาษีรายนั้นอีกครั้งหนึ่ง หากยังฝ่าฝืนก็ให้ดำเนินการประเมินภาษีตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ตามมาตรา ๗๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

การดำเนินการตรวจสอบภาษี

การตรวจสอบไต่สวน

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ เมื่อผู้ได้รับหนังสือเรียกได้มาพบตามกำหนดนัดหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการดังนี้

(๑) ทำการไต่สวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำเนินการของผู้เสียภาษี

(๒) ทำบันทึกคำให้การตามแบบ ตส. ๐๔-๐๖ ท้ายระเบียบนี้ ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายแผ่นให้ใช้แบบคำให้การต่อตามแบบ ตส. ๐๔-๐๖/๑ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้ผู้ให้ถ้อยคำและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ไต่สวนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้านล่างมุมขวาทุกแผ่น หากผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

กรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับภาษี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกข้อโต้แย้งดังกล่าว พร้อมด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อไว้ให้ปรากฏในบันทึกคำให้การนั้น พร้อมกับลงลายมือชื่อกำกับด้วย

(๓) คำให้การของผู้เสียภาษีถือเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการผู้ใดจะคัดลอกหรือสำเนาภาพถ่ายมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกก่อน

(๔) เมื่อผู้ได้รับหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีได้นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ มาส่งมอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจรับบัญชีเอกสารดังกล่าวโดยให้ออกใบรับมอบและส่งมอบบัญชี เอกสารและสินค้า ตามแบบ ตส. ๐๔-๐๗ ท้ายระเบียบนี้ ๒ ฉบับ มีข้อความตรงกัน ฉบับหนึ่งให้ติดไว้กับสำนวนการตรวจสอบ อีกหนึ่งฉบับให้มอบแก่ผู้ส่งมอบไป

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การออกตรวจการปฏิบัติของผู้เสียภาษี ณ สถานประกอบการ ให้นำความในข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ และข้อ ๑๔ ของหมวด ๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การตรวจสอบสำนวนเรื่องใดยังไม่แล้วเสร็จ ถ้าผู้ตรวจสอบผู้นั้นได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ หรือได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่นซึ่งไม่สามารถดำเนินเรื่องให้แล้วเสร็จได้ ให้เสนอผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการว่าจะมอบหมายสำนวนการตรวจสอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดต่อไป

การส่งมอบสำนวนการตรวจสอบ ให้ส่งมอบบัญชีเอกสารที่ได้รับตามหนังสือเรียกโดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ส่งมอบรายงานผลการตรวจบัญชีเอกสารว่าได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีเอกสารไปแล้วเพียงใด พบประเด็นความผิดหรือไม่อย่างไร โดยให้จัดทำบันทึกมอบหมายสำนวนการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตต่อกันไว้เป็นหลักฐาน ตามแบบ ตส. ๐๔-๑๗ ท้ายระเบียบนี้ บัญชีดังกล่าวให้จัดทำเป็น ๓ ฉบับ มีข้อความตรงกัน โดยให้ผู้มอบและผู้รับมอบยึดถือไว้คนละฉบับ อีกหนึ่งฉบับให้นำติดสำนวนการตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ การตรวจสอบผู้เสียภาษีรายใดยังไม่แล้วเสร็จ หากผู้เสียภาษีรายนั้นได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในเขตท้องที่อื่น ให้หน่วยงานที่ออกหนังสือเรียกเดิมส่งสำนวนการตรวจสอบและบัญชีเอกสารต่าง ๆ ไปให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีในเขตพื้นที่ที่ผู้เสียภาษีย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ใหม่เป็นผู้ทำการตรวจสอบและประเมินภาษีสรรพสามิตต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ สำนวนการตรวจสอบให้จัดเรียงลำดับวัน เดือน ปี ที่ตรวจสอบ และให้กำหนดเลขลำดับหน้าของเอกสารไว้ทุกฉบับ

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ เมื่อดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ให้ผู้ตรวจสอบเชิญผู้เสียภาษีมารับทราบประเด็นความผิดที่ตรวจพบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีได้ชี้แจงหรือโต้แย้งหรือยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยต้องดำเนินการดังนี้

(๑) แจ้งรอบระยะเวลาที่ทำการตรวจสอบ วิธีการตรวจสอบ ประเด็นความผิดที่ตรวจพบรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย

(๒) รับมอบเอกสารหลักฐานหรือพยานอื่นใดเพิ่มเติมไว้พิจารณาต่อไป

การรายงานผลการตรวจสอบภาษี

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ เมื่อได้ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้สรุปเสนอตามแบบสรุปผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๙ แบบรายงานการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๙/๑ และแบบรายละเอียดแสดงผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๙/๒ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้สรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พร้อมหลักฐานอ้างอิงที่จะต้องใช้เป็นหลักฐานให้ผู้เสียภาษียอมรับสภาพหนี้ภาษี หากประเด็นใดที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ให้หยิบยกขึ้นมาเสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาสั่งการต่อไป

ในกรณีที่ทำการตรวจสอบไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงหรือหลักฐานพอที่จะเป็นพยานหลักฐานเพื่อจะทำการประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมได้ ก็ให้สรุปข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย และหลักฐานต่าง ๆ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ เพื่อขออนุมัติปิดสำนวนการตรวจสอบภาษีต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ในรายงานผลการตรวจสอบภาษีอย่างน้อยต้องระบุให้ทราบดังนี้

(๑) รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียภาษี มูลเหตุที่ทำการตรวจสอบ รอบระยะเวลาที่ตรวจสอบ

(๒) ประเด็นความผิดที่ตรวจสอบ รายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดถึงเหตุผลที่ประเมินเรียกเก็บภาษีในแต่ละเดือนแต่ละปี ผู้เสียภาษีจะต้องรับผิดเสียภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนเท่าใด

(๓) ข้อโต้แย้งและเหตุผลของผู้เสียภาษีเกี่ยวกับข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย

(๔) สรุปความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ

(๕) ข้อมูลอื่น ๆ ที่ควรรายงาน

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ เมื่อผู้ตรวจสอบได้เสนอสำนวนการตรวจสอบต่อผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกแล้วให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกพิจารณาอนุมัติการประเมินภาษีหรือสั่งการให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนการตรวจสอบ ถ้ายังพิจารณาสั่งการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้บันทึกข้อขัดข้องให้ปรากฏไว้ในสำนวนด้วย

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ เมื่ออนุมัติการประเมินภาษีรายใดแล้ว ให้ผู้ตรวจสอบดำเนินการ แจ้งให้ผู้เสียภาษีมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อรับทราบผลการตรวจสอบภาษี และสิทธิของผู้เสียภาษีดังนี้

(๑) ประเด็นความผิดที่ตรวจพบ และรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย

(๒) จำนวนเงินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เหตุผลที่ประเมินเรียกเก็บ

(๓) สิทธิขอลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตลอดจนการคัดค้านการประเมินภาษี

ในกรณีที่ผู้เสียภาษีประวิงเวลาหรือไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ผู้ตรวจสอบแจ้งเป็นหนังสือแจ้งการรับทราบผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ภษ. ๐๒-๑๕/๑ ท้ายระเบียบนี้ และต้องให้เวลาบุคคลนั้นไม่น้อยกว่า ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ผู้เสียภาษีรายใดไม่มีข้อโต้แย้ง ให้ผู้เสียภาษีลงลายมือชื่อในรายละเอียดแสดงผลการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๐๙/๒ ท้ายระเบียบนี้ และทำบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔-๑๐ ท้ายระเบียบนี้ กรณีผู้เสียภาษีได้ยื่นคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รายงานการพิจารณาของดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามแบบ ตส. ๐๔-๑๑ ท้ายระเบียบนี้ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาสั่งการ

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ถ้าผู้เสียภาษีรายใดมีข้อโต้แย้งไม่ยินยอมชำระภาษีตามที่ผู้ตรวจสอบแจ้งหรือไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับภาษี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกข้อโต้แย้งดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อไว้ให้ปรากฏในบันทึกคำให้การพร้อมกับลงลายมือชื่อกำกับด้วย เสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามหรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตพื้นที่ พิจารณาสั่งการ

การประเมินและสั่งเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ การแจ้งการประเมินภาษี ให้ใช้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตตามแบบ ภษ. ๐๒-๐๘ ท้ายระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ ให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกเป็นผู้ลงนามในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีและให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบเตรียมแบบแจ้งการประเมินลงลายมือชื่อและตำแหน่งกำกับไว้ด้วย

ถ้าในการประเมินภาษีมีประเด็นจะต้องประเมินเรียกเก็บหลายประเด็น โดยมีทั้งประเด็นที่ผู้เสียภาษีมิได้โต้แย้งและโต้แย้ง ให้แยกประเด็นทำการประเมินได้

การแยกประเมินเรียกเก็บภาษี ให้ประเมินเฉพาะประเด็นที่ผู้เสียภาษีมิได้โต้แย้งไปก่อนถ้าการประเมินนั้นจะไม่ทำให้เป็นผลเสียต่อสำนวนหรือประเด็นที่ผู้เสียภาษีโต้แย้ง ส่วนประเด็นที่ผู้เสียภาษีโต้แย้งก็ให้แจ้งการประเมินโดยแยกแบบแจ้งการประเมินไปต่างหาก

65 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2553 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ec97635cff40abe5

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com