法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยการรับคำร้องและการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2554

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
27
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ว่าด้วยการรับคําร้องและการพิจารณาคําร้องของพนักงานตรวจแรงงาน

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

พ.ศ. 2554

โดยที่มาตรา 123 และมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติให้ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรม กรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายมีสิทธิยื่นคําร้องเรียกบรรดาเงินที่นายจ้างไม่ชําระหรือคืนให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทํางานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลําเนาอยู่ตามแบบที่อธิบดีกําหนด และให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริง และมีคําสั่งวินิจฉัยคําร้องนั้น

เพื่อให้การรับคําร้องและการพิจารณาคําร้องของพนักงานตรวจแรงงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นธรรม มีระบบ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยการรับคําร้องและการพิจารณาคําร้องของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2554”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยการรับคําร้องและการพิจารณาคําร้องของพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2542 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ และคําสั่งอื่นใดในส่วนที่กําหนดไว้แล้วในระเบียบนี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอํานาจตีความและวินิจฉัยปัญหา กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ เมื่อลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายยื่นคําร้องตามมาตรา 123 เพื่ออํานวยความสะดวกและเป็นการให้บริการแก่ผู้ร้อง ไม่ว่าผู้ร้องจะยื่นคําร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ใด ให้พนักงานตรวจแรงงานนั้นรับคําร้องไว้

กรณีที่มีการยื่นคําร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่อื่นซึ่งมิใช่พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ตามข้อ 8 ให้พนักงานตรวจแรงงานผู้รับคําร้องชี้แจงให้ผู้ร้องได้ทราบว่าการรับคําร้องไว้เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ร้อง โดยจะส่งคําร้องให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบเป็นผู้ดําเนินการ พร้อมทั้งบันทึกจดแจ้งคําชี้แจงนั้นไว้เป็นหลักฐาน

ให้พนักงานตรวจแรงงานที่รับคําร้องไว้ตามวรรคสอง ประสานกับพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบโดยจัดส่งคําร้องทางโทรสารหรือโดยวิธีอื่นใดภายในวันทําการถัดไปเป็นอย่างช้าและจัดส่งคําร้อง บันทึกการสอบสวนข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ไปภายในสามวันทําการนับแต่วันที่รับคําร้องเพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ร้องตามวรรคสอง ทั้งนี้ ให้แจ้งให้ผู้ร้องได้ทราบโดยมิชักช้า

ในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบอยู่ในกรุงเทพมหานครให้ดําเนินการประสานตามวรรคสาม ไปยังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ เพื่อให้การยื่นคําร้องของลูกจ้าง ทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย รวมตลอดถึงการพิจารณาคําร้องของพนักงานตรวจแรงงานเป็นไปอย่างถูกต้องและเสร็จสิ้นภายในเวลาที่กฎหมายกําหนด ให้พนักงานตรวจแรงงานผู้รับคําร้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

(1) คําร้องให้ใช้แบบ คร.7 ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบคําร้องและแบบคําสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ลงวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

(2) เอกสารหลักฐานที่ผู้ร้องพึงให้ไว้แก่พนักงานตรวจแรงงานเพื่อประกอบการพิจารณาดําเนินการ เช่น สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนซึ่งรับรองสําเนาถูกต้อง และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับคําร้อง

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ เมื่อการยื่นคําร้องเป็นไปตามข้อ 5 และข้อ 6 ให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบลงทะเบียนรับคําร้องไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทํางานอยู่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนข้อเท็จจริง รวบรวมเอกสาร พยานหลักฐาน จากนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีคําสั่งวินิจฉัยคําร้องของลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย

ในกรณีที่สถานที่ทํางานของลูกจ้างอยู่ต่างท้องที่กับภูมิลําเนาของนายจ้างและในสถานที่ทํางานของลูกจ้างนั้น ไม่มีผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างควบคุมดูแลการทํางานของลูกจ้าง ให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่นายจ้างมีภูมิลําเนาอยู่เป็นผู้รับผิดชอบดําเนินการตามวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ต่อเนื่องในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ถ้าผู้ร้องได้ยื่นคําร้องในคราวเดียวกันต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทํางานอยู่ครั้งสุดท้าย ให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่นั้นเป็นผู้รับผิดชอบดําเนินการตามวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่ไม่แน่ว่าพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ควรเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้รับผิดชอบ ให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเป็นผู้ชี้ขาด ในระหว่างรอคําชี้ขาด ไม่เป็นเหตุให้งดการสอบสวนข้อเท็จจริง รวบรวมเอกสาร พยานหลักฐาน จากนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้อง

หากนายจ้างให้ลูกจ้างไปทํางานต่างประเทศและนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วลูกจ้างกลับมายื่นคําร้องในประเทศไทย ให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่นายจ้างมีภูมิลําเนาเป็นผู้รับผิดชอบดําเนินการ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การสอบสวนข้อเท็จจริง การรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐาน พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบอาจขอความร่วมมือพนักงานตรวจแรงงานท้องที่อื่นที่เกี่ยวข้องดําเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานให้ก็ได้

การขอความร่วมมือไปให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่อื่นดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบ กําหนดประเด็นที่ต้องการให้สอบสวนข้อเท็จจริง ระบุเอกสารหรือพยานหลักฐานที่ต้องการอย่างชัดเจนก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ได้รับการร้องขอดําเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงตามประเด็น รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานตามที่ร้องขอรวมตลอดถึงทําการสอบสวนข้อเท็จจริงและรวบรวมเอกสาร พยานหลักฐานเพิ่มเติมโดยมิชักช้า

ให้พนักงานตรวจแรงงานตามวรรคหนึ่ง จัดส่งบันทึกการสอบสวนข้อเท็จจริง เอกสารและพยานหลักฐานไปให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้พนักงานตรวจแรงงานแจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาให้คู่กรณีทราบตามความจําเป็นแก่กรณี

ถ้าคําร้อง คําให้การ หรือคําชี้แจง มีข้อบกพร่องหรือมีข้อความที่อ่านไม่เข้าใจหรือหลงผิด อันเห็นได้ชัดว่าเกิดจากความไม่รู้หรือความเลินเล่อของคู่กรณี ให้พนักตรวจแรงงานแนะนําให้คู่กรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้อง

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในการสอบสวนข้อเท็จจริงจากคู่กรณี ให้พนักงานตรวจแรงงานทําการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเปิดเผยในการนี้คู่กรณีมีสิทธินําทนายความหรือที่ปรึกษาของตนร่วมได้

ในกรณีที่นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างมิได้มาชี้แจงข้อเท็จจริง หลบหนี หรือจงใจประวิงการชี้แจงข้อเท็จจริงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้พนักงานตรวจแรงงาน ดําเนินการตามข้อ 14 และมีคําสั่งวินิจฉัยคําร้องของลูกจ้างต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในกรณีลูกจ้างเกินกว่าหนึ่งคนขึ้นไปที่มีนายจ้างคนเดียวกัน ยื่นคําร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในวันเดียวกัน ให้พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาและมีคําสั่งรวมกันไป

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ พนักงานตรวจแรงงานต้องพิจารณาพยานบุคคล เอกสาร หรือหลักฐานที่เห็นว่าจําเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ให้รวมถึงการดําเนินการดังต่อไปนี้

(1) แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง

(2) รับฟังพยานบุคคล หลักฐาน คําชี้แจง หรือความเห็นของคู่กรณี พยาน หรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่คู่กรณีกล่าวอ้าง เว้นแต่พนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จําเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา

(3) ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากคู่กรณี พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ

(4) ขอให้ผู้ครอบครองเอกสาร ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง

(5) ออกไปตรวจสอบสถานที่

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ พนักงานตรวจแรงงานต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสจะได้โต้แย้งหรือแสดงพยานหลักฐานของตน

ความในวรรคหนึ่งมิให้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่พนักงานตรวจแรงงานจะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น

(1) เมื่อมีความจําเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไป จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

(2) เมื่อจะมีผลทําให้ระยะเวลาตามที่กฎหมายกําหนดไว้ในการทําคําสั่งต้องล่าช้าออกไป

(3) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีได้ให้ไว้ในคําร้อง คําให้การ หรือคําชี้แจง

(4) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทําได้

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสาร หรือพยานหลักฐานที่จําเป็นเพื่อการโต้แย้ง ชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนได้

พนักงานตรวจแรงงานอาจไม่อนุญาตให้ตรวจดูเอกสาร หรือพยานหลักฐานได้ ถ้าเป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ โดยที่พนักงานตรวจแรงงานต้องดําเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคําสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รับคําร้อง การนับระยะเวลาในการดําเนินการให้นับเมื่อ

(1) ในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทํางานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลําเนาอยู่เป็นผู้รับคําร้อง ให้เริ่มนับระยะเวลาเมื่อพนักงานตรวจแรงงานนั้นได้รับคําร้อง

(2) ในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานนอกท้องที่ตาม (1) เป็นผู้รับคําร้อง และส่งคําร้องทางโทรสารให้พนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบตามข้อ 8 ให้เริ่มนับระยะเวลาเมื่อโทรสารไปถึงจังหวัดหรือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ การนับระยะเวลาเป็นวัน มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วย เว้นแต่จะได้เริ่มการในวันนั้นตั้งแต่เวลาที่เริ่มต้นทําการตามปกติในทางราชการของพนักงานตรวจแรงงาน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานไม่อาจมีคําสั่งภายในกําหนดเวลาตามข้อ 17 ได้ ให้พนักงานตรวจแรงงานรายงานการดําเนินการ เหตุผลและความจําเป็นเพื่อขอขยายเวลาต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมายก่อนครบกําหนดเวลาดังกล่าว สิบวันเป็นอย่างน้อย

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมายอาจพิจารณาอนุญาตให้ขยายเวลาได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกําหนดตามข้อ 17

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคําสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้าง ซึ่งถึงแก่ความตายภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคําสั่ง

ในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้าง ซึ่งถึงแก่ความตายไม่มีสิทธิได้รับเงินตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคําสั่งและแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างและลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายทราบ

คําสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้ใช้แบบ คร.8 ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบคําร้องและแบบคําสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ลงวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ให้พนักงานตรวจแรงงานลงทะเบียนคําสั่งตามข้อ 19 ในทะเบียนออกคําสั่งไว้เป็นหลักฐานตามลําดับคําสั่ง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ให้พนักงานตรวจแรงงานส่งคําสั่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือนําไปส่งเองหรือให้เจ้าหน้าที่นําไปส่ง ณ ภูมิลําเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสํานักงานของนายจ้างในเวลาทําการของนายจ้าง ถ้าไม่พบนายจ้างหรือพบ แต่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมรับให้ส่งแก่บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและอยู่หรือทํางานในบ้านหรือสํานักงานที่ปรากฏว่าเป็นของนายจ้างนั้นได้

กรณีไม่สามารถส่งคําสั่งตามวรรคหนึ่งได้ ให้ส่งโดยปิดคําสั่ง ณ สํานักงานของนายจ้าง สถานที่ทํางานของลูกจ้าง ภูมิลําเนาหรือถิ่นที่อยู่ของนายจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ให้พนักงานตรวจแรงงานแจ้งสิทธิการนําคดีไปสู่ศาลแรงงาน ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่เห็นด้วยกับคําสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ไว้ท้ายคําสั่ง ทั้งนี้ เพื่อแจ้งให้บุคคลดังกล่าวนําคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคําสั่งดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย นําคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกําหนดเวลาตามข้อ 22 ให้พนักงานตรวจแรงงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครรายงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะได้มอบหมายให้กองนิติการประสานการต่อสู้คดีต่อไป สําหรับพนักงานตรวจแรงงานในส่วนภูมิภาคให้ประสานกับสํานักงานคดีแรงงานเขต สํานักงานอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ เมื่อคู่กรณีมีคําขอ พนักงานตรวจแรงงานอาจเพิกถอนหรือเพิ่มเติมคําสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่พ้นกําหนดอุทธรณ์ตามหมวด 4 ได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) มีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทําให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นอันยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ

(2) คู่กรณีที่แท้จริงมิได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาคําร้อง หรือได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาครั้งก่อนแล้ว แต่ถูกตัดโอกาสโดยไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาคําร้อง

(3) พนักงานตรวจแรงงานไม่มีอํานาจหน้าที่จะทําคําสั่งตามคําร้องนั้น

(4) ถ้าคําสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดและต่อมาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี

การยื่นคําขอตาม (1) (2) หรือ (3) ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อคู่กรณีไม่อาจทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณาครั้งที่แล้วมาก่อนโดยไม่ใช่ความผิดของผู้นั้น

การยื่นคําขอให้พิจารณาใหม่ต้องกระทําภายในเก้าสิบวันนับแต่ผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่ได้

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ พนักงานตรวจแรงงานหรือผู้บังคับบัญชาของพนักงานตรวจแรงงานอาจเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งของพนักงานตรวจแรงงานได้ ไม่ว่าจะพ้นกําหนดอุทธรณ์ตามหมวด 4 หรือไม่ก็ตาม เมื่อมีเหตุหนึ่งเหตุใดตามข้อ 24 (1) (2) (3) หรือ (4)

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ คําสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่กําหนดให้นายจ้างชําระเงินภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคําสั่ง ถ้ากําหนดแล้วไม่มีการชําระเงินโดยถูกต้อง ครบถ้วนและครบกําหนดสามสิบวันแล้วให้พนักงานตรวจแรงงานใช้มาตรการบังคับตามคําสั่งโดยการดําเนินคดีอาญา ต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การดําเนินคดีอาญาให้เป็นอันระงับไปในกรณีที่นายจ้างได้ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานตรวจแรงงานภายในระยะเวลาที่กําหนดหรือได้ปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล

อาทิตย์ อิสโม

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

27 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยการรับคำร้องและการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2554 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_f0cae1bca453fa27

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com