ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 34/2551
เรื่อง หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ในอดีต เพื่อป้องกันความเสียหายให้แก่บริษัทเงินทุน อันเนื่องจากการทําธุรกรรมการให้กู้ยืมหรือค้ําประกันแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเงินทุน จึงมีข้อกําหนดเกี่ยวกับหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก
การออกประกาศฉบับนี้ เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และรวบรวมประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียกมาไว้ในฉบับเดียวกัน โดยสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากหลักเกณฑ์เดิม ทั้งนี้ การทําธุรกรรมของบริษัทเงินทุนที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเรียกหลักประกัน อันเนื่องจากเป็นการกระทํากับคู่ค้าซึ่งเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเงินทุนนั้น จะต้องไม่ขัดกับข้อบังคับตามมาตรา 48 (1) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และหลักเกณฑ์ว่าด้วยการให้สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการแก่กรรมการ ผู้บริหารระดับสูง ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงินด้วย
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 46 (5) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับบริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก ตามเอกสารแนบ 1
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ในประกาศฉบับนี้
คําจํากัดความของคําว่า "สถาบันการเงิน" "ผู้มีอํานาจในการจัดการ" และ "ผู้ที่เกี่ยวข้อง" ให้
เป็นไปตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 (เอกสารแนบ 2)
5.2 หลักเกณฑ์
5.2.1 การทําธุรกรรมที่บริษัทเงินทุนต้องเรียกหลักประกันเต็มจํานวน
การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลดังต่อไปนี้ บริษัทเงินทุนต้องเรียกหลักประกันเต็มจํานวน
(1) ผู้ถือหุ้น หรือบุคคลซึ่งถือหรือมีหุ้นของบริษัทเงินทุนเกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้น
(2) บริษัทจํากัดที่บริษัทเงินทุน กรรมการ หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจํากัดดังกล่าว
(3) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นหุ้นส่วน
(4) ห้างหุ้นส่วนจํากัดที่ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นหุ้นส่วนจําพวกไม่จํากัดความรับผิด หรือห้างหุ้นส่วนจํากัดที่กรรมการ หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นหุ้นส่วนจําพวกจํากัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละ 10 ของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจํากัดดังกล่าว
(5) บริษัทจํากัดหรือห้างหุ้นส่วนที่กรรมการ หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นกรรมการ หรือผู้มีอํานาจในการจัดการ
5.2.2 หลักประกันที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก
การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อที่เข้าลักษณะตามข้อ 5.2.1 บริษัทเงินทุนจะต้องดําเนินการเพื่อให้ได้ซึ่งหลักประกันลักษณะหนึ่งลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) ตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทย
(2) หุ้นกู้และพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ําประกันทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย
(3) หุ้น หุ้นกู้ และพันธบัตรที่ออกโดยนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(4) ตั๋วเงินหรือหุ้นกู้ที่บริษัทเงินทุนนั้นเป็นผู้ออก
(5) หลักทรัพย์จดทะเบียนและหลักทรัพย์รับอนุญาตในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงหลักทรัพย์ที่ออกโดยลูกหนี้หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้
(6) อสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ มูลค่าของหลักประกันตาม (1)-(5) ข้างต้นให้ใช้การประเมินราคาหรือตีราคาตามแนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการประเมินมูลค่าหลักประกันและอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชําระหนี้ของสถาบันการเงิน
5.2.3 ข้อยกเว้นการทําธุรกรรมที่บริษัทเงินทุนไม่ต้องเรียกหลักประกันเต็มจํานวน
(1) การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อที่มีธนาคารพาณิชย์ค้ําประกันหนี้เต็มจํานวน หรือที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(2) การซื้อหุ้นกู้ที่ออกโดยบุคคลตามข้อ 5.2.1 ที่ข้าลักษณะและเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(2.1) เป็นหุ้นกู้ที่มีการซื้อขายในตลาครองตราสารหนี้
(2.2) เป็นหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับความเห็นชอบจากสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในระดับตั้งแต่ A- ขึ้นไป ณ วันที่ซื้อหุ้นกู้นั้น
(3) การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลตามข้อ 5.2.1 (1)-(5) ซึ่งเป็นยุคคลที่ประกอบธุรกิจในภาคธุรกิจที่สําคัญอันจะช่วยพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เช่น การเกษตร การเหมืองแร่และเหมืองหินการอุตสาหกรรมการผลิต การส่งสินค้าออก การค้าส่งผลิตผลทางกสิกรรม และการจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย และต้องเข้าลักษณะและเงื่อนไขลักษณะหนึ่งลักษณะใคดังต่อไปนี้
(3.1) เป็นบริษัทจํากัดที่ผลการดําเนินงานมีกําไรสุทธิ 5 ปีต่อเนื่องกันจนถึงวันที่บริษัทให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ
(3.2) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(3.3) เป็นการให้สินเชื่อในลักษณะ Syndicated Loan ที่มีโครงการชัดเจน และต้องเป็นการให้สินเชื่อร่วมกันกับสถาบันการเงินอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 แห่งโดยสถาบันการเงินอื่นแต่ละแห่งมีวงเงินให้สินเชื่อไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินที่จะให้สินเชื่อ
(3.4) เป็นการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
บริษัทเงินทุนต้องถือปฏิบัติเกี่ยวกับการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายสินเชื่อแก่บุคคลตามตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ และเมื่อรวมวงเงินที่ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายสินเชื่อแก่บุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเรียกหลักประกันตาม 5.2.3 ข้างต้นทุกรายรวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 75 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของบริษัทเงินทุนนั้น
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย