法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ พ.ศ. 2560

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
53

บทเฉพาะกาล

มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ

ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ

ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ

พ.ศ. ๒๕๖๐

โดยที่เป็นการสมควรมีระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ

พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ

และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖

แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐

โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มาตรา

๒๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และมาตรา ๑๒

แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง

และการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๐”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับแก่การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

ข้อความทั่วไป

นิยาม

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในระเบียบนี้

“การจัดซื้อจัดจ้าง” หมายความว่า

การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุของส่วนราชการในต่างประเทศโดยการซื้อ จ้าง เช่า

แลกเปลี่ยน หรือโดยนิติกรรมอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

“พัสดุ” หมายความว่า สินค้า

งานบริการ งานก่อสร้าง งานจ้างที่ปรึกษา และงานจ้างออกแบบ หรือควบคุมงานก่อสร้าง

งานจ้างออกแบบรวมก่อสร้าง รวมทั้งการดำเนินการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

“สินค้า” หมายความว่า วัสดุ

ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นใด

รวมทั้งงานบริการที่รวมอยู่ในสินค้านั้นด้วย

แต่มูลค่าของงานบริการต้องไม่สูงกว่ามูลค่าของสินค้านั้นที่ต้องจัดซื้อจัดจ้างสำหรับส่วนราชการในต่างประเทศ

“งานบริการ” หมายความว่า งานจ้างบริการ

งานจ้างเหมาบริการ งานจ้างทำของและการรับขนจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

แต่ไม่หมายความรวมถึงการจ้างลูกจ้างของส่วนราชการในต่างประเทศ

“งานก่อสร้าง” หมายความว่า

งานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้างสาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใด และการซ่อมแซม

ต่อเติม ปรับปรุง รื้อถอน หรือการกระทำอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันต่ออาคาร

สาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

รวมทั้งงานบริการที่รวมอยู่ในงานก่อสร้างนั้นด้วย

แต่มูลค่าของงานบริการต้องไม่สูงกว่ามูลค่าของงานก่อสร้างนั้น

“อาคาร” หมายความว่า

สิ่งปลูกสร้างถาวรที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ เช่น อาคาร ที่ทำการ โรงพยาบาล

โรงเรียน สนามกีฬา หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยสำหรับอาคารนั้น ๆ

เช่น เสาธง รั้ว ท่อระบายน้ำ หอถังน้ำ ถนน ประปา ไฟฟ้า หรือสิ่งอื่น ๆ

ซึ่งเป็นส่วนประกอบของตัวอาคาร เช่น เครื่องปรับอากาศ ลิฟต์ หรือเครื่องเรือน

“สาธารณูปโภค” หมายความว่า

งานอันเกี่ยวกับการประปา การไฟฟ้า การสื่อสาร การโทรคมนาคม การระบายน้ำ

การขนส่งทางท่อ ทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ หรือทางราง หรือการอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งดำเนินการในระดับพื้นดิน

ใต้พื้นดิน หรือเหนือพื้นดิน

“งานจ้างที่ปรึกษา” หมายความว่า

งานจ้างบริการจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเพื่อเป็นผู้ให้คำปรึกษาหรือแนะนำสำหรับส่วนราชการในต่างประเทศในด้านวิศวกรรม

สถาปัตยกรรม ผังเมือง กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การเงิน การคลัง สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์

เทคโนโลยี สาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรม การศึกษาวิจัย

หรือด้านอื่นที่อยู่ในภารกิจของรัฐ

“งานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง” หมายความว่า งานจ้างบริการจากบุคคลธรรมดา

หรือนิติบุคคลเพื่อออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง

“การบริหารพัสดุ” หมายความว่า การเก็บ

การบันทึก การเบิกจ่าย การยืม การตรวจสอบ การบำรุงรักษา และการจำหน่ายพัสดุ

“ราคากลาง” หมายความว่า

ราคาเพื่อใช้เป็นฐานสำหรับเปรียบเทียบราคาที่ผู้ยื่นข้อเสนอ

ได้ยื่นเสนอไว้ซึ่งสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้จริงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

(๑) ราคาที่ได้มาจากการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด

(๒)

ราคาที่ได้มาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของพัสดุที่กรมบัญชีกลางจัดทำ

(๓) ราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณ

หรือหน่วยงานกลางอื่นกำหนด

(๔) ราคาที่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด

(๕) ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา

๒ ปีงบประมาณ

(๖) ราคาอื่นใดเป็นไปตามภาวะค่าครองชีพ หรือกฎหมาย

ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

ในกรณีที่มีราคาตาม (๑) ให้ใช้ราคาตาม (๑) ก่อน

ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (๑) แต่มีราคาตาม (๒) หรือ (๓) ให้ใช้ราคาตาม (๒) หรือ (๓)

ก่อน โดยจะใช้ราคาตาม (๒) หรือ (๓)

ให้คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนราชการในต่างประเทศเป็นสำคัญ ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (๑)

(๒) และ (๓) ให้ใช้ราคาตาม (๔) (๕) หรือ (๖) โดยจะใช้ราคาใดตาม (๔) (๕) หรือ (๖)

ให้คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนราชการในต่างประเทศเป็นสำคัญ

กรณีงานก่อสร้าง

ให้ส่วนราชการในต่างประเทศใช้ราคากลางที่คำนวณโดยผู้ออกแบบ หรือที่ปรึกษา

หรือราคาตามข้อ (๔)

“เงินงบประมาณ” หมายความว่า

เงินงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

หรือกฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ เงินซึ่งหน่วยงานของรัฐได้รับไว้โดยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

เงินซึ่งหน่วยงานของรัฐได้รับไว้โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมาย

และเงิน ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือผลประโยชน์อื่นใดที่ตกเป็นรายได้

และให้หมายความรวมถึงเงินกู้ เงินช่วยเหลือ และเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

“ส่วนราชการในต่างประเทศ” หมายความว่า สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่

และส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศซึ่งเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นและปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่

และสำนักงานของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การระหว่างประเทศ หรืออาเซียน

“หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ” หมายความว่า เอกอัครราชทูต อุปทูต กงสุลใหญ่

หัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นและปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่

และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำองค์การระหว่างประเทศ หรืออาเซียน

“บุคลากรภายในส่วนราชการในต่างประเทศ” หมายความว่า ข้าราชการ ลูกจ้างชั่วคราวในต่างประเทศ ซึ่งปฏิบัติงานประจำที่ส่วนราชการในต่างประเทศ

“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า

ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ

หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ

“กฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ

หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศ” หมายความว่า

กฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ

หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้นที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะหรือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

ซึ่งแตกต่างจากพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐

และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.

๒๕๖๐ โดยปรากฏเอกสารหรือหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) หนังสือจากหน่วยงานราชการของประเทศนั้น ๆ

(๒) เอกสารอ้างอิง หรือหลักฐานอื่นที่แสดงถึงสาระของกฎหมาย

ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

“ภัยพิบัติ” หมายความว่า

สาธารณภัยต่าง ๆ อันได้แก่ ภัยธรรมชาติ ภัยที่เกิดจากโรคระบาด อุบัติภัย ภัยสงคราม

ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ก่อการร้าย

ภัยอันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ทางการเมือง และภัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติ

หรือมีผู้ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สิน

ผู้มีอำนาจและการมอบอำนาจ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ผู้มีอำนาจดำเนินการตามระเบียบนี้

ได้แก่ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศอาจมอบอำนาจในการดำเนินการตามระเบียบนี้

รวมถึงการสั่งการในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง การลงนามในสัญญา

ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ หรือผู้รักษาราชการแทนตามงบประมาณที่ได้รับอนุมัติและจัดสรรให้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การสั่งซื้อหรือสั่งจ้างของส่วนราชการในต่างประเทศ

ให้เป็นอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งและภายในวงเงิน ดังต่อไปนี้

(๑) รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(ห้าสิบล้านบาท)

(๒) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เกิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าสิบล้านบาท)

คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

ของส่วนราชการในต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง

และการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ ประกอบด้วย

(๑) รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานกรรมการ

(๒) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่

อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายหรือผู้แทน

ผู้อำนวยการสำนักจัดหาและบริหารทรัพย์สินหรือผู้แทน

ผู้อำนวยการสำนักบริหารการคลังหรือผู้แทน หัวหน้ากลุ่มงานนิติการหรือผู้แทน

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้แทนสำนักงบประมาณ

(๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน ๔ คน

ซึ่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศคัดเลือกจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ

หรือประสบการณ์ด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม หรือด้านอื่น ๆ

ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ

(๔) ผู้แทนสำนักจัดหาและบริหารทรัพย์สิน เป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศมีอำนาจหน้าที่

ดังต่อไปนี้

(๑)

ตีความและวินิจฉัยปัญหาข้อหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

(๒) กำหนดแนวทาง วิธีปฏิบัติ แบบหรือตัวอย่าง

เกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

(๓)

เชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมหารือตามความเหมาะสม

(๔)

รายงานเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคในการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศต่อคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

พ.ศ. ๒๕๖๐ ผ่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง

(๕) ยกเว้น หรือผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้

(๖)

ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศมอบหมาย

การจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้ส่วนราชการในต่างประเทศจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปี

โดยแผนดังกล่าวให้ประกอบด้วยรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง

(๒) รายการพัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง

(๓) วงเงินที่จะซื้อหรือจ้างโดยประมาณ

(๔) กำหนดระยะเวลาที่จะซื้อหรือจ้างโดยประมาณ

แผนการจัดซื้อจัดจ้างตามวรรคหนึ่งให้จัดทำเป็นการล่วงหน้าทั้งปี

หลังจากส่วนราชการในต่างประเทศได้รับความเห็นชอบวงเงินงบประมาณที่จะใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

และให้ประกาศเผยแพร่ในระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการในต่างประเทศและปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ

สถานที่ปิดประกาศของส่วนราชการในต่างประเทศ เว้นแต่การจัดซื้อจัดจ้างกรณีเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

หรือเป็นความลับของราชการ

ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการในต่างประเทศนำส่งแผนการจัดซื้อจัดจ้างตามวรรคหนึ่งให้กระทรวงการต่างประเทศภายใน

๔๕ วันหลังจากได้รับความเห็นชอบวงเงินงบประมาณที่จะใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ หลังจากที่ได้ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีตามข้อ

๑๑ แล้วให้ส่วนราชการในต่างประเทศรีบดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามแผนและระเบียบนี้

เพื่อให้พร้อมจะทำสัญญาหรือข้อตกลงได้ทันทีเมื่อการสั่งซื้อสั่งจ้างได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในกรณีที่มีความจำ

เป็นต้องเปลี่ยนแปลงแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานพร้อมระบุเหตุผลที่ขอเปลี่ยนแปลง

เสนอกระทรวงการต่างประเทศ

เพื่อปลัดกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจให้ความเห็นชอบ

และเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วให้ดำเนินการต่อไปตามระเบียบนี้

การจัดทำบันทึกรายงานผลการพิจารณาจัดซื้อจัดจ้าง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละครั้ง

ให้ส่วนราชการในต่างประเทศจัดให้มีการบันทึกรายงานผลการพิจารณา รายละเอียดวิธีการ

และขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานประกอบ

โดยอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) รายงานขอซื้อขอจ้าง

(๒) ร่างขอบเขตของงานหรือรายละเอียดของพัสดุ

และเอกสารเชิญชวน (ถ้ามี)

(๓) ข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

(๔) บันทึกรายงานผลการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ

(๕)

เอกสารแจ้งผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือก

(ถ้ามี)

(๖) สัญญา

หรือข้อตกลงเป็นหนังสือ หรือหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง

ตามที่ระบุในข้อ ๖๔ รวมทั้งเอกสารการแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ (ถ้ามี)

(๗) บันทึกรายงานผลการตรวจรับพัสดุ

เอกสารตามวรรคหนึ่ง

ให้ส่วนราชการในต่างประเทศจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ

การจัดซื้อจัดจ้าง

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ การแบ่งซื้อแบ่งจ้างให้เป็นไปตามข้อ ๒๐

ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.

๒๕๖๐

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานจ้างที่ปรึกษาตามส่วนที่

๕ หรืองานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างตามส่วนที่ ๖

ให้ดำเนินการตามวิธีการในส่วนที่ ๒ ของหมวดนี้

กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

การกำหนดราคากลาง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ในการจัดซื้อจัดจ้างให้หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศแต่งตั้งบุคลากรของส่วนราชการในต่างประเทศบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดราคากลาง

เว้นแต่งานก่อสร้างให้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางประกอบด้วยประธานกรรมการ ๑

คน และกรรมการอย่างน้อย ๒ คน

ซึ่งแต่งตั้งจากบุคลากรภายในส่วนราชการในต่างประเทศนั้น

ในกรณีจำเป็นหรือมีข้อจำกัดด้านบุคลากรของส่วนราชการในต่างประเทศ

อาจแต่งตั้งจากบุคลากรของส่วนราชการอื่นในต่างประเทศที่ประจำอยู่ในประเทศนั้นด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้เจ้าหน้าที่ผู้กำหนดราคากลางหรือคณะกรรมการกำหนดราคากลางมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดราคากลางโดยวิธีการตามข้อ

และเสนอหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศให้ความเห็นชอบแล้วนำไปประกอบการจัดทำรายงานขอซื้อขอจ้างตามข้อ

๒๐

เมื่อรายงานขอซื้อขอจ้างได้รับความเห็นชอบแล้ว

ให้ประกาศราคากลางในระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการในต่างประเทศและปิดประกาศโดยเปิดเผย

ณ สถานที่ปิดประกาศของส่วนราชการในต่างประเทศ

เว้นแต่การจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเล็กน้อยไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท)

หรือการจัดซื้อจัดจ้างกรณีเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

หรือเป็นความลับของราชการ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การประชุมคณะกรรมการราคากลาง

ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

ให้ประธานกรรมการและกรรมการแต่ละคนมีเสียงหนึ่งในการลงมติในการประชุมประธานกรรมการต้องอยู่ด้วยทุกครั้ง

หากประธานกรรมการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศแต่งตั้งประธานกรรมการคนใหม่เป็นประธานกรรมการแทน

มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก

ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานกรรมการออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

รายงานขอซื้อขอจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ก่อนการดำเนินการซื้อหรือจ้างทุกวิธี

นอกจากการซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานขอซื้อขอจ้างเสนอหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศเพื่อให้ความเห็นชอบโดยมีรายการ

ดังต่อไปนี้

(๑) เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องซื้อหรือจ้าง

(๒) ขอบเขตของงาน

หรือรายการของพัสดุที่จะซื้อหรืองานที่จะจ้าง เช่น

คุณลักษณะเฉพาะของพัสดุและจำนวนที่ต้องการซื้อ หรือแบบรูปรายการ

รายละเอียดและปริมาณที่ต้องการจ้าง

(๓) ราคากลางของพัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง

(๔) วงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง โดยระบุวงเงินงบประมาณที่ประมาณว่าจะซื้อหรือจ้างในครั้งนั้น

(๕) กำหนดเวลาที่ต้องการใช้พัสดุนั้น

หรือให้งานนั้นแล้วเสร็จ

(๖) วิธีที่จะซื้อหรือจ้าง

และเหตุผลที่ต้องซื้อหรือจ้างด้วยวิธีนั้น

(๗) หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ

เว้นแต่เป็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง

(๘) ข้อเสนออื่น ๆ เช่น

การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จำเป็นในการซื้อ หรือจ้าง เอกสารเชิญชวน

หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในกรณีต่อไปนี้

เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานนั้นจะทำรายงานตามข้อ ๒๐

เฉพาะรายการที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้

(๑) การจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงตามข้อ ๒๘ (๓)

และ (๔)

(๒) การจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเล็กน้อยไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท)

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ก่อนดำเนินการซื้อที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้าง

หรือการเช่าระยะยาวในประเทศที่ไม่ให้ถือกรรมสิทธิ์ ให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานเสนอหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ

เพื่อเสนอปลัดกระทรวงการต่างประเทศให้ความเห็นชอบ ตามรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องซื้อ

(๒)

รายละเอียดของที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างที่ต้องการซื้อรวมทั้งเนื้อที่และท้องที่ที่ต้องการ

(๓) ราคาประเมินของทางราชการในท้องที่นั้น

เว้นแต่ไม่สามารถหาได้ ให้เป็นไปตามกฎหมายธรรมเนียมปฏิบัติ

หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

(๔)

ราคาซื้อขายของที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างใกล้เคียงบริเวณที่จะซื้อครั้งหลังสุดประมาณ ๓ ราย เว้นแต่ไม่สามารถหาได้ ให้เป็นไปตามกฎหมาย

ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

(๕) วงเงินที่จะซื้อ โดยให้ระบุวงเงินงบประมาณ

ถ้าไม่มีวงเงินดังกล่าวให้ระบุวงเงินที่ประมาณว่าจะซื้อในครั้งนั้น

(๖) วิธีที่จะซื้อ และเหตุผลที่ต้องซื้อโดยวิธีนั้น

(๗) ข้อเสนออื่น ๆ เช่น การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง

ๆ ที่จำเป็นในการซื้อ

การซื้อที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างในต่างประเทศให้ติดต่อกับเจ้าของโดยตรง

หรือติดต่อผ่านนายหน้าหรือดำเนินการตามกฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ

หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ เมื่อรายงานขอซื้อขอจ้างได้รับความเห็นชอบตามข้อ

๒๐ หรือข้อ ๒๒ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินกระบวนการเพื่อการจัดซื้อจัดจ้างต่อไปได้

คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในการดำเนินการจัดซื้อหรือจัดจ้างแต่ละครั้ง

ให้หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นเพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้

พร้อมกับกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมการ

ให้คณะกรรมการรายงานผลการพิจารณาต่อหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศภายในระยะเวลาที่กำหนด

ถ้ามีเหตุที่ทำให้การรายงานล่าช้า

ให้เสนอหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศพิจารณาขยายเวลาให้ตามความจำเป็น

ในกรณีที่การจัดซื้อจัดจ้างมีวงเงินเล็กน้อยไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท) ไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง

ให้ใช้รายงานขอซื้อขอจ้างตามข้อ ๒๐ และข้อ ๒๑ และให้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างตามข้อ

๓๕

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ประกอบด้วย ประธานกรรมการ

๑ คน และกรรมการอย่างน้อย ๒ คน

ซึ่งแต่งตั้งจากบุคลากรภายในส่วนราชการในต่างประเทศนั้น

ในกรณีจำเป็นหรือมีข้อจำกัดด้านบุคลากรของส่วนราชการในต่างประเทศ

อาจแต่งตั้งจากบุคลากรของส่วนราชการอื่นในต่างประเทศที่ประจำอยู่ประเทศนั้นด้วยก็ได้

ในกรณีที่มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อประโยชน์ของคณะผู้แทนไทยที่เดินทางไปราชการจากส่วนกลางปลัดกระทรวงการต่างประเทศอาจแต่งตั้งบุคคลจากคณะผู้แทนนั้นร่วมด้วยก็ได้

คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง

อาจแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับงานซื้อหรือจ้างนั้น ๆ

เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วยก็ได้

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามข้อ ๓๐ ข้อ ๓๑

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ และข้อ ๓๔

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ การประชุมคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง

ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

ให้ประธานกรรมการและกรรมการแต่ละคนมีหนึ่งเสียงในการลงมติในการประชุมประธานกรรมการต้องอยู่ด้วยทุกครั้ง

หากประธานกรรมการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศแต่งตั้งประธานกรรมการคนใหม่แทน

มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก

ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานกรรมการออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

กรรมการคนใดไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการ

ให้ทำบันทึกความเห็นแย้งไว้ด้วย

ประธานกรรมการและกรรมการ

จะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาในการซื้อหรือการจ้างครั้งนั้น

ทั้งนี้

การมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องซึ่งที่ประชุมพิจารณาของประธานกรรมการ

และกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

หากประธานหรือกรรมการทราบว่าตนเองเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาในการซื้อหรือจ้างครั้งนั้น

ให้ประธานหรือกรรมการผู้นั้นลาออกจากการเป็นประธานหรือกรรมการในคณะกรรมการที่ตนได้รับการแต่งตั้งนั้น

และให้หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศแต่งตั้งผู้อื่นเพื่อปฏิบัติหน้าที่แทน

วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศให้ดำเนินการโดยวิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจง

ตามที่กำหนดในข้อ ๒๘

(๑) วิธีคัดเลือก ได้แก่

การเชิญชวนเฉพาะผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ส่วนราชการในต่างประเทศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า

๓ รายให้เข้ายื่นข้อเสนอ และพิจารณาคัดเลือก โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ

วัตถุประสงค์ของการใช้งาน คุณภาพ ราคา บริการหลังการขาย พัสดุ

ที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน

ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่น

หรือเทคโนโลยีของพัสดุหรือผู้ยื่นข้อเสนอ เป็นต้น

(๒) วิธีเฉพาะเจาะจง ได้แก่

การเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ส่วนราชการในต่างประเทศกำหนดรายใดรายหนึ่งให้เข้ายื่นข้อเสนอ

หรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคา

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ

ให้ใช้วิธีคัดเลือกก่อน เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ ให้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง

(๑) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีการผลิต จำหน่าย

ก่อสร้าง หรือให้บริการทั่วไป และมีวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน

๕๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าแสนบาท)

(๒)

การจัดซื้อจัดจ้างกรณีที่มีผู้ประกอบการโดยตรงเพียงรายเดียว

หรือเป็นพัสดุที่เป็นที่ดิน และหรือสิ่งปลูกสร้างที่จำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง

(๓) การจัดซื้อจัดจ้างกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้พัสดุนั้นโดยเร่งด่วน

หากล่าช้าอาจจะเสียหายต่อราชการ

(๔)

การจัดซื้อจัดจ้างกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้พัสดุนั้นโดยฉุกเฉินกรณีเกิดภัยพิบัติ

(๕)

การจัดซื้อจัดจ้างกรณีเป็นพัสดุที่เกี่ยวพันกับพัสดุที่ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างไว้ก่อนแล้ว

และมีความจำเป็นต้องทำการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์หรือต่อเนื่องในการใช้พัสดุนั้น

โดยมูลค่าของพัสดุที่ทำการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มเติมจะต้องไม่สูงกว่าพัสดุที่ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างไว้ก่อนแล้ว

(๖)

การจัดซื้อจัดจ้างกรณีเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือเป็นความลับของราชการ

วิธีคัดเลือก

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อรายงานขอซื้อขอจ้างได้รับความเห็นชอบตามข้อ

๒๐ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่แจ้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือก

เพื่อดำเนินการเชิญชวนผู้ประกอบการเป็นลายลักษณ์อักษรตามแบบธรรมเนียมปฏิบัติของต่างประเทศนั้น

โดยอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) รายการพัสดุที่ต้องการซื้อ

หรืองานจ้างที่ต้องการจ้าง

(๒) คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้ายื่นข้อเสนอ (ถ้ามี)

(๓) กำหนดวัน เวลาการยื่นข้อเสนอ (ถ้ามี)

ทั้งนี้

จำนวนผู้ประกอบการที่เชิญชวนและเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกให้เป็นไปตามข้อ ๒๗ (๑)

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ในการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือก

ให้คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑)

เชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ส่วนราชการในต่างประเทศกำหนดตามข้อ

๒๗ (๑) และข้อ ๒๙ ไม่น้อยกว่า ๓ ราย โดยคำนึงถึงการไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันของผู้ที่เข้ายื่นข้อเสนอด้วย

(๒) เมื่อถึงกำหนดวัน เวลาในการยื่นข้อเสนอ

ให้รับซองข้อเสนอของผู้ประกอบการพร้อมจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มายื่นข้อเสนอ

เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นข้อเสนอ มิให้รับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ

และพัสดุตัวอย่างตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารเชิญชวนเพิ่มเติมจากผู้ยื่นข้อเสนอ

เว้นแต่กรณีการซื้อหรือจ้างใดมีรายละเอียดที่มีความจำเป็นโดยสภาพของการซื้อหรือจ้างที่จะต้องให้ผู้ยื่นข้อเสนอนำตัวอย่างพัสดุมาแสดงเพื่อทดลองหรือทดสอบ

หรือนำเสนองาน หรือเอกสาร หรือรายละเอียดที่กำหนดให้จัดส่งภายหลังจากวันที่ยื่นข้อเสนอ

(๓) เมื่อถึงกำหนดวัน เวลาในการเปิดซองข้อเสนอ

ให้เปิดซองข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายพร้อมจัดทำบัญชีรายการเอกสารหลักฐานต่าง

ๆ ของผู้ยื่นข้อเสนอ และให้กรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อกำกับไว้ในใบเสนอราคา

(๔) ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ ใบเสนอราคา และเอกสารหลักฐานต่าง

ๆ แล้วคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารเชิญชวน

(๕)

พิจารณาคัดเลือกพัสดุที่จะซื้อหรือจ้างของผู้ยื่นข้อเสนอที่มีคุณภาพและคุณสมบัติ

เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานของรัฐแล้วให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ยื่นข้อเสนอรายที่คัดเลือกตามข้อ

๒๗ (๑)

(๖) จัดทำรายงานผลการพิจารณา

และเสนอหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ

เพื่ออนุมัติหรือเสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างต่อไป

รายงานผลการพิจารณาอย่างน้อยให้ประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้

(ก) รายการพัสดุและคุณสมบัติของพัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง

(ข) รายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอ

(ค)

ผู้ยื่นข้อเสนอและรายการพัสดุของผู้ยื่นข้อเสนอที่ได้รับการคัดเลือก

(ง) ราคาของผู้ยื่นข้อเสนอที่ได้รับการคัดเลือก

(จ) เหตุผลของคณะกรรมการในการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาตามข้อ ๓๐ แล้ว

ปรากฏว่า มีผู้ยื่นข้อเสนอที่มีคุณสมบัติและข้อเสนอตรงตามเงื่อนไขที่ส่วนราชการในต่างประเทศกำหนดเพียงรายเดียว

ก็ให้คณะกรรมการต่อรองราคากับผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้น

แล้วเสนอความเห็นต่อหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ เพื่ออนุมัติ

หรือเสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือก

หากปรากฏว่า ราคาของผู้ที่ชนะการซื้อหรือการจ้าง

หรือที่ได้รับการคัดเลือกยังสูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง

ให้คณะกรรมการดำเนินการดังนี้

(๑)

ให้ต่อรองราคากับผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้นให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

หากผู้ที่ยื่นข้อเสนอรายนั้นยอมลดราคา ราคาที่เสนอใหม่ไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง

ก็ให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ที่ยื่นข้อเสนอรายนั้น

(๒) ถ้าดำเนินการตาม (๑) แล้วไม่ได้ผล

ให้แจ้งผู้ที่เสนอราคาทุกรายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจ้าง

เพื่อเสนอราคาใหม่พร้อมกัน โดยยื่นใบเสนอราคาภายในกำหนดระยะเวลาอันสมควร

หากรายใดไม่ยื่นใบเสนอราคา ให้ถือว่ารายนั้นยืนราคาตามที่เสนอไว้เดิม

หากผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดในการเสนอราคาครั้งนี้เสนอราคาไม่สูงกว่าวงเงินที่จัดซื้อหรือจ้าง

ก็ให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ที่ยื่นข้อเสนอรายนั้น

(๓) ถ้าดำเนินการตาม (๒) แล้วไม่ได้ผล ให้เสนอความเห็นต่อผู้มีอำนาจอนุมัติ

เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจว่าจะสมควรลดรายการ ลดจำนวน หรือลดเนื้องาน

ที่ไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ที่เสนอราคา หรือขอเงินเพิ่มเติม

หรือยกเลิกการซื้อหรือจ้างเพื่อดำเนินการใหม่

หรือจะสั่งให้ดำเนินการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ เมื่อผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างให้ความเห็นชอบรายงานผลการพิจารณาตามข้อ

๓๐ และข้อ ๓๑ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ปิดประกาศผลโดยเปิดเผย ณ

สถานที่ปิดประกาศของส่วนราชการในต่างประเทศ

เว้นแต่การจัดซื้อจัดจ้างกรณีเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือเป็นความลับของราชการ

หรือข้อยกเว้นอื่นภายใต้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

พ.ศ. ๒๕๖๐

วิธีเฉพาะเจาะจง

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ เมื่อรายงานขอซื้อขอจ้างได้รับความเห็นชอบตามข้อ

๒๐ หรือข้อ ๒๒ แล้วให้เจ้าหน้าที่แจ้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง

เพื่อดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)

เชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ส่วนราชการในต่างประเทศกำหนดตามข้อ

๒๘ (๓) และ (๔) โดยอนุโลม

(๒)

การเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดให้เข้ายื่นข้อเสนอต่อส่วนราชการในต่างประเทศ

โดยให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(ก)

ให้สืบราคาจากผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายหรือรับจ้างนั้นโดยตรง

(ข)

กรณีให้เชิญผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายหรือรับจ้างนั้นโดยตรงมายื่นข้อเสนอหากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นสูงกว่าราคากลาง

หรือวงเงินงบประมาณ หรือราคาที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทำได้

(ค) กรณีตามข้อ ๒๘ (๕)

ให้เจรจากับผู้ประกอบการรายเดิมตามสัญญาหรือข้อตกลงซึ่งยังไม่สิ้นสุดระยะเวลาส่งมอบ

เพื่อขอให้มีการซื้อหรือจ้างตามรายละเอียด และราคาที่ต่ำกว่าหรือราคาเดิม

โดยคำนึงถึงราคาต่อหน่วยตามสัญญาเดิม (ถ้ามี) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อหน่วยงานของรัฐ

(ง) ให้เชิญเจ้าของที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้าง

หรือนายหน้า ตามธรรมเนียมปฏิบัติท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

มาเสนอราคาหากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นสูงกว่าราคากลาง หรือวงเงินงบประมาณ

หรือราคาที่คณะกรรมการเห็นสมควร ให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทำได้

(๓) จัดทำรายงานผลโดยนำความในข้อ ๓๐ (๖)

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ สำหรับกรณีการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเล็กน้อยไม่เกิน

๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท)

ให้เจ้าหน้าที่เจรจาตกลงราคากับผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายหรือรับจ้างนั้นโดยตรง

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ การจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงตามข้อ ๒๘

(๓) และ (๔) ในวงเงินไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

(ห้าแสนบาท) และไม่อาจดำเนินการตามปกติได้ทัน

ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างไปก่อน

แล้วรีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ

และเมื่อหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศเห็นชอบแล้ว

ให้ถือว่ารายงานดังกล่าวเป็นหลักฐานในการตรวจรับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ เมื่อผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างให้ความเห็นชอบรายงานผลการพิจารณาตามข้อ

๓๔ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ประกาศผลในระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการในต่างประเทศ และปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ

สถานที่ปิดประกาศของส่วนราชการในต่างประเทศ เว้นแต่การจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเล็กน้อยไม่เกิน

๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท)

หรือการจัดซื้อจัดจ้างกรณีเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

หรือเป็นความลับของราชการ

การจ่ายเงินล่วงหน้า

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และกรณี

ดังต่อไปนี้

(๑)

การจ้างในต่างประเทศให้จ่ายเงินล่วงหน้าได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๕ ของราคาซื้อ

หรือราคาจ้าง เว้นแต่กฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ

หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

โดยได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

(๒)

การซื้อสินค้าในต่างประเทศให้จ่ายเงินค่าสินค้าได้ตามกฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ

หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้นในลักษณะของการจ่ายเงินมัดจำ

หรือจ่ายเงินตามความก้าวหน้าในการสั่งซื้อสินค้า

ให้กระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้า

(๓) การซื้อหรือการจ้างจากหน่วยงานของรัฐ

จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของราคาซื้อ หรือราคาจ้าง

(๔) การซื้อพัสดุจากหน่วยงานรัฐของต่างประเทศนั้น

องค์กรสาธารณกุศลของต่างประเทศนั้น หรือองค์การระหว่างประเทศ

ให้จ่ายได้ตามที่ตกลงกัน แล้วแต่กรณี

(๕) การบอกรับวารสารหรือการสั่งจองหนังสือ

หรือการจัดซื้อฐานข้อมูลสำเร็จรูปที่มีลักษณะจะต้องบอกรับเป็นสมาชิกก่อนและมีกำหนดการออกเป็นวาระ

หรือการบอกรับเป็นสมาชิกให้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ การจ่ายเงินล่วงหน้าตามข้อ

๓๘ (๑) ให้ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาวางหลักประกันการรับเงินล่วงหน้าตามข้อ ๗๐

และข้อ ๗๒

กรณีข้อ ๓๘ (๒) (๓) (๔) และ (๕)

ไม่ต้องเรียกหลักประกันการรับเงินล่วงหน้า

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ กรณีจำเป็นฉุกเฉิน

เช่น ภัยพิบัติที่จำเป็นต้องช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศให้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงและไม่ต้องเรียกหลักประกันรับเงินล่วงหน้าก็ได้

การเช่า

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ การเช่าสังหาริมทรัพย์และการเช่าอสังหาริมทรัพย์

ให้หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ

หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายพิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นตามกฎหมาย

ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

โดยสำหรับการเช่าสังหาริมทรัพย์ ให้นำข้อกำหนดเกี่ยวกับการซื้อมาใช้โดยอนุโลม

กรณีมีความจำเป็นต้องจ่ายเงินค่าเช่าล่วงหน้าในการเช่าสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์

ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ

หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ การเช่าอสังหาริมทรัพย์

ให้กระทำได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

(๑)

เช่าที่ดินเพื่อเป็นประโยชน์ของส่วนราชการในต่างประเทศ

หรือของกระทรวงการต่างประเทศ

(๒)

เช่าสถานที่เพื่อใช้เป็นที่ทำการ หรือทำเนียบเอกอัครราชทูต หรือบ้านพักกงสุลใหญ่

ในกรณีที่ไม่มีสถานที่เช่นว่านั้น หรือมีแต่ไม่เพียงพอ

หรือไม่อาจใช้การได้ชั่วคราว และถ้าสถานที่เช่านั้นกว้างขวางพอ

จะใช้เป็นที่พักของผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบของราชการด้วยก็ได้

(๓) เช่าสถานที่เพื่อจัดกิจกรรมของส่วนราชการในต่างประเทศ

(๔)

เช่าสถานที่เพื่อใช้เป็นที่เก็บพัสดุของส่วนราชการในต่างประเทศ

ในกรณีที่ไม่มีสถานที่เก็บเพียงพอ

การเช่าให้ดำเนินการเจรจาตกลงราคากับผู้ให้เช่าโดยตรง

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ก่อนดำเนินการเช่า

ให้เจ้าหน้าที่ทำรายงานเสนอหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ หรือผู้มีอำนาจอนุมัติ

ตามรายการดังนี้

(๑) เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องเช่า

(๒) ราคาค่าเช่าที่ผู้ให้เช่าเสนอ

(๓)

ในกรณีเช่าอสังหาริมทรัพย์จะต้องมีรายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ที่เช่า เช่น

สภาพของสถานที่บริเวณที่ต้องการใช้ พร้อมทั้งภาพถ่าย (ถ้ามี) เป็นต้น

(๔) อัตราค่าเช่าของอสังหาริมทรัพย์อื่น

ซึ่งมีขนาดและสภาพใกล้เคียงกับที่จะเช่า (ถ้ามี)

อสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีอัตราค่าเช่ารวมทั้งค่าบริการอื่นเกี่ยวกับการเช่าตามที่จะกำหนดไว้ในสัญญาให้เป็นไปตามกฎหมาย

ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

การแลกเปลี่ยน

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ การแลกเปลี่ยนพัสดุจะกระทำมิได้

เว้นแต่หัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศที่ประสงค์ให้มีการแลกเปลี่ยนพัสดุได้เสนอให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาให้ความเห็นชอบ

เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้นำข้อ ๙๖ ถึงข้อ ๑๐๐

ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.

๒๕๖๐ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

งานจ้างที่ปรึกษา

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ งานจ้างที่ปรึกษา

เป็นงานให้บริการเพื่อเป็นผู้ให้คำปรึกษาหรือแนะนำแก่ส่วนราชการในต่างประเทศ

โดยที่ปรึกษาอาจเป็นที่ปรึกษาที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา

กระทรวงการคลัง

หรือเป็นที่ปรึกษาที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในขอบเขตงานที่ส่วนราชการในต่างประเทศประสงค์จะจัดจ้างที่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้กับศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา

กระทรวงการคลัง ก็ได้

การจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศของส่วนราชการในต่างประเทศ

จะจ้างที่ปรึกษาไทยหรือที่ปรึกษาต่างชาติก็ได้

ในกรณีที่จ้างที่ปรึกษาต่างชาติจะมีที่ปรึกษาไทยร่วมงานด้วยหรือไม่ก็ได้

ให้เป็นไปตามกฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ

หรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นของต่างประเทศนั้น

วิธีจ้างที่ปรึกษา

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ งานจ้างที่ปรึกษา

กระทำได้ ๒ วิธีดังนี้

(๑) วิธีคัดเลือก หรือ

(๒) วิธีเฉพาะเจาะจง สำหรับงานในกรณีดังนี้

(ก)

งานจ้างที่ปรึกษาที่มีวงเงินการจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐

บาท (ห้าแสนบาท)

(ข)

เป็นการจ้างในกรณีที่ทราบแน่ชัดว่าผู้เชี่ยวชาญในงานที่จะให้บริการตามที่ต้องการ มีจำนวนจำกัด ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการด้วยวิธีคัดเลือก

และมีวงเงินการจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาท)

(ค)

เป็นงานที่จำเป็นต้องให้ที่ปรึกษารายเดิมทำต่อจากงานที่ได้ทำไว้แล้วเนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค

(ง) เป็นงานที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อนต่อการต่างประเทศ

หรือเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือเป็นความลับของราชการ

(จ) เป็นงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

หากล่าช้าจะเสียหายแก่ราชการ

(ฉ) กรณีอื่น ๆ

ที่คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ

เห็นชอบ

การกำหนดราคากลาง

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ การจ้างที่ปรึกษาให้กำหนดราคากลางโดยนำความในข้อ

๑๗ ข้อ ๑๘ และข้อ ๑๙ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

รายงานขอจ้าง

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ก่อนดำเนินงานจ้างที่ปรึกษา

ให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานเสนอหัวหน้าส่วนราชการในต่างประเทศ เพื่อให้ความเห็นชอบ

โดยนำความในข้อ ๒๐ ข้อ ๒๒ และข้อ ๒๓ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษา

53 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐของส่วนราชการในต่างประเทศ พ.ศ. 2560 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_fab363d07afd561d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com