法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
9
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เรื่อง

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุน

ของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

(ฉบับที่

๒)

พ.ศ.

๒๕๔๙

โดยที่เป็นการสมควร แก้ไข เพิ่มเติม

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

ฉบับลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๙ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๘ (๖)

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของ

การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ฉบับลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกข้อความในคำนิยาม “ทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน”

ในข้อ ๔ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน หมายถึง

ทรัพย์สินอื่นๆ ที่มิใช่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ซึ่งมีอยู่เดิมหรือเกิดขึ้นภายหลังจากที่

บสท. ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนั้นๆ มา แม้ว่าจะได้มีการดำเนินการให้ บสท.

มีบุริมสิทธิภายหลังการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทั้งนี้

เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ตามประกาศฉบับนี้”

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๘.๒

และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“๘.๒ ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ หมายถึง

ลูกหนี้ที่มิใช่ลูกหนี้ปิดบัญชี ได้แก่

ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการ หรือลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามมาตรา

๗๔ และ มาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ทั้งนี้

ให้หมายรวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีข้อยุติในการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ

หรือฟื้นฟูกิจการ

โดยคำนวณเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิสำหรับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้

จากเงินที่เรียกเก็บได้ทั้งหมด หักด้วยต้นทุนการรับโอน

ซึ่งต้นทุนการรับโอนที่จะนำมาหัก ดังกล่าวให้คำนวณเป็นไปตามประเภทของลูกหนี้

แล้วแต่กรณี ดังนี้

(ก) กรณีมีการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ

และ/หรือฟื้นฟูกิจการ

ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนการและเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้แผนปรับโครงสร้างกิจการ

และ/หรือแผนฟื้นฟูกิจการ โดยภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนดังกล่าว ไม่รวมส่วนของการแปลงหนี้เป็นทุนยกเว้นส่วนของการแปลงหนี้เป็นทุนในหุ้นของลูกหนี้ที่ได้

จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai)

ซึ่งมีการซื้อขาย ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai)

ณ วันที่อนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ และ/หรือฟื้นฟูกิจการ

โดยให้ใช้ราคาปิดของหุ้น ณ

วันดังกล่าวในการคำนวณมูลค่าส่วนของการแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อรวมอยู่ในภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผน

(ข) กรณีมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ และ/หรือกรณีที่ลูกหนี้ที่ยังไม่มีข้อยุติในการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟูกิจการ

ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อต้นทุนการรับโอน

(ค) กรณีมีการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ และ/หรือฟื้นฟูกิจการบางส่วน กับมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๔

และมาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ บางส่วน

ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนการและเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ และ/หรือแผนฟื้นฟูกิจการ

โดยภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนดังกล่าวไม่รวมส่วนของการแปลงหนี้เป็นทุน

ดังเช่นที่กำหนดในข้อ ๘.๒ (ก)

ทั้งนี้ ต้นทุนการรับโอนที่คำนวณตามข้อ ๘.๒ (ก)

(ข) และ (ค)

จะต้องมีจำนวนไม่เกินกว่าต้นทุนการรับโอนของลูกหนี้แต่ละรายในแต่ละสถาบันผู้โอน”

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ให้ยกเลิกข้อความในตารางเฉพาะ “ประเภทของเงินที่เรียกเก็บได้”

ในข้อ ๑๗.๑ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“๑๗.๑

เงินได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน และผลตอบแทนจากทรัพย์สินดังกล่าว

เช่น ค่าเช่า เงินปันผล เป็นต้น”

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ยกเลิกข้อความในตารางเฉพาะ “ประเภทของเงินที่เรียกเก็บได้”

ในข้อ ๑๗.๔ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“๑๗.๔

เงินได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน และผลตอบแทนจากทรัพย์สิน ดังกล่าว

เช่น ค่าเช่า เงินปันผล เป็นต้น”

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ให้ยกเลิกข้อความในตารางเฉพาะ “การจัดสรร”

ในข้อ ๑๗.๕ (ก) (๒) และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“(๒) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีต้นทุนการรับโอน

กรณีที่เงินสดมีจำนวนมากกว่ายอดรวมของต้นทุนการรับโอน

ให้จัดสรรเงินสดให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก (Core

Asset) ทุกราย เต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนก่อน

หากไม่สามารถระบุทรัพย์สินหลักได้ให้จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนทุกรายที่มีหลักประกัน

เต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอน

ทั้งนี้

เพื่อประโยชน์เฉพาะในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ตามข้อนี้

(ไม่เกี่ยวกับการให้ราคา สำหรับการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามคำนิยาม “ต้นทุนการรับโอน”

ตามข้อ ๔) ให้ต้นทุนการรับโอนดังกล่าวหมายรวมถึงราคาทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้แต่มิได้มีการจำนำ

จำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมายด้วย

โดยต้นทุนการรับโอนของทรัพย์สินที่รวมถึงนี้ให้ใช้ราคา ประเมินตามรายงานการประเมินฉบับที่ใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟู กิจการ เป็นราคาต้นทุนการรับโอนเต็มจำนวน

หากมีเงินสดคงเหลือให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องทุกราย

ตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

กรณีที่เงินสดมีจำนวนน้อยกว่ายอดรวมของต้นทุนการรับโอน

ให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก ตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอนก่อน

แล้วจึงจัดสรรให้แก่ สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันอื่น

ตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอน ทั้งนี้ ต้นทุนการรับโอน ดังกล่าวให้รวมถึงราคาทรัพย์สินที่กล่าวถึงตาม

(๒) วรรคสองด้วย”

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้ยกเลิกข้อความในตารางเฉพาะ “การจัดสรร”

ในข้อ ๑๗.๕ (ข) (๒) และให้ใช้ ข้อความต่อไปนี้แทน

“(๒) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีต้นทุนการรับโอน

กรณีที่เงินสดมีจำนวนมากกว่ายอดรวมของต้นทุนการรับโอน

ให้จัดสรรเงินสดให้แก่สถาบัน ผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก (Core

Asset) ทุกราย เต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนคงเหลือหลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่น

ทั้งหมดก่อน หากไม่สามารถระบุทรัพย์สินหลักได้

ให้จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนทุกรายที่มีหลักประกันเต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนคงเหลือหลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมด

ทั้งนี้

เพื่อประโยชน์เฉพาะในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ตามข้อนี้

(ไม่เกี่ยวกับการให้ราคา สำหรับการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามคำนิยาม “ต้นทุนการรับโอน”

ตามข้อ ๔) ให้ต้นทุนการรับโอนดังกล่าวหมายรวมถึงราคาทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้แต่มิได้มีการจำนำ

จำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมายด้วย

โดยต้นทุนการรับโอนของทรัพย์สินที่รวมถึงนี้ให้ใช้ราคา ประเมินตามรายงานการประเมินฉบับที่ใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟูกิจการ เป็นราคาต้นทุนการรับโอนเต็มจำนวน

หากมีเงินสดคงเหลือให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องทุกราย

ตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

กรณีที่เงินสดมีจำนวนน้อยกว่ายอดรวมของต้นทุนการรับโอนคงเหลือหลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมด

ให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก

ตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอนคงเหลือดังกล่าวก่อน

แล้วจึงจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันอื่น

ตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอนคงเหลือ ทั้งนี้ ต้นทุนการรับโอนดังกล่าวให้รวมถึงราคาทรัพย์สินที่กล่าวถึงตาม

(๒) วรรคสองด้วย”

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๑๘

และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๑๘

หากเงินที่เรียกเก็บได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ตามข้อ ๑๗.๑ และ/หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้

แต่มิได้มีการจำนำหรือจำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมาย เช่น

ทรัพย์สินประเภทที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน

เป็นต้น ตามข้อ ๑๗.๔

มีจำนวนน้อยกว่าเงินต้นตามสิทธิสุทธิของสถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้น

ให้จัดสรรเงินดังกล่าวให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเท่านั้น

แม้ว่าจะมีการกำหนดไว้เป็นอื่นใดในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แผนปรับโครงสร้างกิจการ

หรือแผนฟื้นฟูกิจการก็ตาม”

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๑๙

และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๑๙

กรณีที่มีการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันตามข้อ ๑๗.๑ และทรัพย์สิน ดังกล่าวมีการจดทะเบียนจำนองต่างลำดับกัน

ให้จัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ให้แต่ละสถาบันผู้โอนเต็มตามจำนวนผลรวมของเงินต้นตามสิทธิบวกดอกเบี้ยตามสิทธิ

ทั้งนี้ผลรวมจะต้องไม่มากกว่าผลรวมของวงเงินจำนองของแต่ละสถาบันผู้โอนในแต่ละลำดับ

กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน ๕ ปี

และผลรวมของวงเงินจำนองในทุกลำดับของแต่ละสถาบันผู้โอนต้องไม่มากกว่าเงินต้นตามสิทธิของสถาบันผู้โอนนั้น”

ทั้งนี้

ให้ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เป็นต้นไป[๑]

ประกาศ

ณ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙

โอฬาร

ไชยประวัติ

ประธานกรรมการ

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

โสรศ/ผู้จัดทำ

๑๙

มกราคม ๒๕๕๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๒ ง/หน้า ๓๔/๘ มกราคม ๒๕๕๐

9 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_fc8103569aeee422 (accessed 2026-07-07)

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com