法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
15
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต (ฉบับที่ 2)

พ.ศ. 2554

ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 และต่อมาได้มีประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต พ.ศ. 2553 กําหนดประเภทการลงทุนที่ให้บริษัทประกันชีวิตสามารถลงทุนเพิ่มเติมได้ นั้น

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และมาตรา 3 (2) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. 2550 ประกอบมติที่ประชุมคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยครั้งที่ 12/2553 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 และครั้งที่ 3/2554 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554 คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้เพิ่มบทนิยามคําว่า “การทําธุรกิจติดต่อหรือแนะนําบริการของบริษัทหลักทรัพย์” ระหว่างคําว่า “งานสนับสนุน” และ “อันดับความน่าเชื่อถือ” ในข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547

““การทําธุรกิจติดต่อหรือแนะนําบริการของบริษัทหลักทรัพย์” หมายความว่า การเผยแพร่ข้อมูลและบริการของบริษัทหลักทรัพย์ให้แก่ลูกค้า และติดต่อชักชวนลูกค้าให้มาใช้บริการของบริษัทหลักทรัพย์ เช่น การเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์รวมถึงการแจก รวบรวมตรวจสอบเอกสารคําขอและหลักฐานประกอบในการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์”

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (38) ของข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547

“(38) การทําธุรกิจติดต่อหรือแนะนําบริการของบริษัทหลักทรัพย์”

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความใน (8) ของข้อ 4 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(8) ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน ซึ่งออกหรือค้ําประกันโดยองค์กรระหว่างประเทศรัฐบาลต่างประเทศ หรือรัฐวิสาหกิจต่างประเทศ หรือนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ โดยหลักทรัพย์ดังกล่าวได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังหรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แล้วแต่กรณี ให้ออกหรือเสนอขายในประเทศไทย”

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 5/1 และข้อ 5/2 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547

“ข้อ 5/1 บริษัทที่มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดํารงตามกฎหมายน้อยกว่าร้อยละสามร้อย ห้ามมิให้ลงทุนประกอบธุรกิจดังต่อไปนี้ จนกว่าจะสามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดํารงตามกฎหมายไม่น้อยกว่าร้อยละสามร้อยติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน

(1) ซื้อหุ้น ตามข้อ 3 (8)

(2) ซื้อหน่วยลงทุน ตามข้อ 3 (8) เว้นแต่หน่วยลงทุนตามข้อ 19 (4.1) และ (4.2)

(3) ให้กู้ยืมโดยมีหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน จํานําเป็นประกัน ตามข้อ 3 (14)

(4) ให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จํานองเป็นประกัน ตามข้อ 3 (15)

(5) ให้กู้ยืมโดยมีเครื่องจักรจํานองเป็นประกัน ตามข้อ 3 (16)

(6) ให้กู้ยืมแก่สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จํากัด ตามข้อ 3 (18)

(7) ให้กู้ยืมแก่เกษตรกร ตามข้อ 3 (19)

(8) รับอาวัลตั๋วเงิน ตามข้อ 3 (20)

(9) ให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง (leasing) ตามข้อ 3 (22)

(10) ให้เช่าซื้อรถ ตามข้อ 3 (23)

(11) การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตามข้อ 3 (24)

(12) ซื้อขายหรือมีฐานะอนุพันธ์ ตามข้อ 3 (28) เว้นแต่เป็นการซื้อขายเพื่อลดฐานะอนุพันธ์ที่มีอยู่ หรือเพื่อการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนนอกราชอาณาจักร

เมื่อประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง กําหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุน รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคํานวณเงินกองทุนของบริษัทประกันชีวิตมีผลใช้บังคับ อัตราส่วนเงินกองทุนตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้ร้อยละหนึ่งร้อยห้าสิบ

มาตรา ข้อ 5/2

ข้อ 5/2 อัตราส่วนเงินกองทุนตามข้อ 5/1 ให้พิจารณาจากรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและกิจการของบริษัทตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง ให้บริษัทประกันชีวิตยื่นรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและกิจการของบริษัทที่บริษัทนําส่งทุกรอบเดือน

เมื่อประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง กําหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุน รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคํานวณเงินกองทุนของบริษัทประกันชีวิตมีผลใช้บังคับ อัตราส่วนเงินกองทุนตามข้อ 5/1 ให้พิจารณาจากรายงานการดํารงเงินกองทุนตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทํารายงานการดํารงเงินกองทุนของบริษัทประกันชีวิตที่บริษัทนําส่งทุกรอบเดือน

บริษัทใดไม่ส่งรายงานตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ห้ามมิให้บริษัทนั้นลงทุนประกอบธุรกิจตามที่กําหนดไว้ในข้อ 5/1 จนกว่าบริษัทจะส่งรายงานที่ขาดส่งให้ครบถ้วน”

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 8/1 และข้อ 8/2 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547

“ข้อ 8/1 การลงทุนดังต่อไปนี้ เมื่อรวมกันแล้ว ให้บริษัทลงทุนได้ไม่เกินร้อยละสี่สิบของสินทรัพย์ที่ได้มาหรือมีอยู่จากการลงทุนตามข้อ 3 ทั้งหมด เว้นแต่สินทรัพย์ลงทุนของกรมธรรม์ประกันภัยแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (universal life) ตามข้อ 3 (37)

(1) ซื้อหุ้น ตามข้อ 3 (8)

(2) ซื้อหน่วยลงทุน ตามข้อ 3 (8) เว้นแต่หน่วยลงทุนตามข้อ 19 (4.1) และ (4.2)

(3) ให้กู้ยืมโดยมีหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน จํานําเป็นประกัน ตามข้อ 3 (14)

(4) ให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จํานองเป็นประกัน ตามข้อ 3 (15)

(5) ให้กู้ยืมโดยมีเครื่องจักรจํานองเป็นประกัน ตามข้อ 3 (16)

(6) ให้กู้ยืมแก่สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จํากัด ตามข้อ 3 (18)

(7) ให้กู้ยืมแก่เกษตรกร ตามข้อ 3 (19)

(8) รับอาวัลตั๋วเงิน ตามข้อ 3 (20)

(9) ให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง (leasing) ตามข้อ 3 (22)

(10) ให้เช่าซื้อรถ ตามข้อ 3 (23)

(11) การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตามข้อ 3 (24)

(12) ซื้อขายหรือมีฐานะอนุพันธ์ ตามข้อ 3 (28) เว้นแต่เป็นการซื้อขายเพื่อลดฐานะอนุพันธ์ที่มีอยู่ หรือเพื่อการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนนอกราชอาณาจักร

มาตรา ข้อ 8/2

ข้อ 8/2 การลงทุนในตราสารหนี้ที่ผู้ออกตราสารหนี้หรือตราสารหนี้ต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตามประกาศนี้ หากต่อมาผู้ออกตราสารหนี้หรือตราสารหนี้ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือต่ํากว่าเกณฑ์ที่สามารถลงทุนได้ตามประกาศนี้ ให้บริษัทจําหน่ายตราสารหนี้นั้นในโอกาสแรกที่สามารถกระทําได้”

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของข้อ 9 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547

“เมื่อประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง กําหนดประเภทและชนิดเงินกองทุน รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคํานวณเงินกองทุนของบริษัทประกันชีวิตมีผลใช้บังคับ ให้ใช้ราคาประเมินทรัพย์สินและหนี้สินตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันชีวิต”

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้ยกเลิกความใน (2.2) ของข้อ 19 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(2.2) การซื้อหุ้นของบริษัทจํากัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด และการซื้อหุ้นส่วนที่เกินให้ใช้เงินกองทุนส่วนเกินตามข้อ 47

การซื้อหุ้นของบริษัทจํากัดตาม (2.2) ให้หมายความรวมถึงการที่บริษัทดําเนินการจัดตั้งบริษัทจํากัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนด้วย”

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้ยกเลิกความในข้อ 38 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 38 การทําธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์ โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน ตามข้อ 3 (32) บริษัทสามารถทําได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) บริษัทสามารถทําธุรกรรมดังกล่าวได้เฉพาะกับสถาบันการเงิน หรือผู้ลงทุนประเภทสถาบันดังนี้

(ก) ธนาคาร

(ข) บริษัทเงินทุน หรือบริษัทหลักทรัพย์

(ค) บริษัทประกันภัย

(ง) สถาบันการเงินระหว่างประเทศ

(จ) นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

(ฉ) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

(ช) กองทุนบําเหน็จบํานาญ

(ซ) กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ

(ฌ) กองทุนรวม

(ญ) ธนาคารแห่งประเทศไทย

(ฎ) ส่วนราชการหรือองค์การหรือรัฐวิสาหกิจ

(2) หลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมดังกล่าว อาจเป็นตราสารอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(ก) พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตั๋วเงินคลัง

(ข) พันธบัตร หุ้นกู้องค์การ หรือรัฐวิสาหกิจ

(ค) ตราสารอื่นตามที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

(3) ต้องทําสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต้องเป็นสัญญาที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เว้นแต่เป็นสัญญาที่บริษัททํากับธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ จะมีเอกสารแนบท้ายสัญญา (annex) ด้วยก็ได้ ธุรกรรมดังกล่าวให้ทําได้เฉพาะสกุลเงินบาท และมีระยะเวลาการขายและซื้อคืนไม่เกินหนึ่งปี

(4) การคํานวณมูลค่าหลักทรัพย์ ให้คํานวณตามมาตรฐานการปฏิบัติงานในตลาดตราสารหนี้ (market convention) ในการทําธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืนที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)

(5) การทําธุรกรรมซื้อหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายคืน ให้ราคาซื้อ ณ วันเริ่มต้นสัญญาต่ํากว่ามูลค่าหลักทรัพย์ โดยมีส่วนลดในอัตราที่เหมาะสมและสะท้อนความเสี่ยงของคู่สัญญาและหลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมนั้น

ในระหว่างที่สัญญามีผลใช้บังคับ บริษัทต้องดํารงมูลค่าหลักทรัพย์ ณ สิ้นวัน ไม่น้อยกว่าราคาซื้อรวมกับผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากการทําธุรกรรมนับแต่วันเริ่มต้นสัญญาจนถึงวันที่คํานวณมูลค่าหลักทรัพย์คูณด้วย (1+อัตราส่วนลดหลักทรัพย์) หากมูลค่าไม่เป็นไปตามที่กําหนด บริษัทต้องเรียกให้คู่สัญญาโอนเงินหรือโอนกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ให้บริษัท เพื่อให้มูลค่ารวมของหลักทรัพย์ที่ทําธุรกรรมและทรัพย์สินที่โอนมาดังกล่าวเป็นไปตามที่กําหนด ภายในวันทําการถัดจากวันที่มูลค่าหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ได้มีการกําหนดส่วนต่างขั้นต่ําที่บริษัทไม่ต้องเรียกให้คู่สัญญาโอนเงินหรือโอนกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ไว้ โดยการกําหนดส่วนต่างดังกล่าวต้องคํานึงถึงปัจจัยความเสี่ยงของคู่สัญญา

(6) ให้บริษัทนับหลักทรัพย์ที่ได้จากการทําธุรกรรมซื้อโดยมีสัญญาขายคืนรวมกับหลักทรัพย์ประเภทเดียวกันที่บริษัทลงทุนไว้แล้วในการคํานวณสัดส่วนการลงทุนของบริษัทในหลักทรัพย์ดังกล่าว

ยอดคงค้างสุทธิของธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน ณ สิ้นวันใดเมื่อรวมกันทุกสัญญาแล้วต้องมีอัตราส่วนไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ที่ได้มาหรือมีอยู่จากการลงทุนตามข้อ 3 ทั้งหมด เว้นแต่สินทรัพย์ลงทุนของกรมธรรม์ประกันภัยแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (universal life) ตามข้อ 3 (37)

หากบริษัทไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้นี้ นายทะเบียนอาจสั่งให้บริษัทชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง และในกรณีที่เห็นสมควร นายทะเบียนอาจกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้บริษัทปฏิบัติหรือสั่งให้ยกเลิกการทําธุรกรรมในข้อนี้ได้”

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้ยกเลิกความในข้อ 39 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 39 การทําธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ตามข้อ 3 (33) บริษัทสามารถทําได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) คู่สัญญาของการทําธุรกรรม จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ เว้นแต่คู่สัญญาเป็นบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จํากัด หรือธนาคารแห่งประเทศไทย

(2) ต้องทําสัญญายืมและให้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยสัญญาดังกล่าวต้องมีลักษณะและสาระสําคัญ ตามหลักเกณฑ์ที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กําหนด เว้นแต่กรณีทําธุรกรรมให้ยืมตราสารหนี้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทําสัญญาตามรูปแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

หลักทรัพย์ที่ยืมหรือให้ยืม ต้องเป็นหลักทรัพย์ที่อยู่ในระบบรับฝากหลักทรัพย์ของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์หรือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทําหน้าที่เป็นนายทะเบียนหลักทรัพย์

(3) ในกรณีที่คู่สัญญาเป็นผู้ดูแลรักษาหลักทรัพย์ของลูกค้า (custodian) หากต้องการยืมหลักทรัพย์จากบริษัท หรือต้องการนําหลักทรัพย์ของบริษัทไปให้บุคคลอื่นยืม ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทเป็นลายลักษณ์อักษร

(4) ยอดคงค้างสุทธิของธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ณ สิ้นวันใดรวมกันทุกสัญญา เว้นแต่การทําธุรกรรมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ที่ได้มาหรือมีอยู่จากการลงทุนตามข้อ 3 ทั้งหมด เว้นแต่สินทรัพย์ลงทุนของกรมธรรม์ประกันภัยแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (universal life) ตามข้อ 3 (37)

การคํานวณมูลค่าธุรกรรมให้คํานวณจากมูลค่าหลักทรัพย์ที่ยืมหรือให้ยืม ณ วันที่ตกลงทําธุรกรรม”

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นส่วนที่ 17/1 เงื่อนไขการทําธุรกิจติดต่อหรือแนะนําบริการของบริษัทหลักทรัพย์ และข้อ 40/1 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547

“ส่วนที่ 17/1

เงื่อนไขการทําธุรกิจติดต่อหรือแนะนําบริการของบริษัทหลักทรัพย์

มาตรา ข้อ 40/1

ข้อ 40/1 การทําธุรกิจติดต่อหรือแนะนําบริการของบริษัทหลักทรัพย์ให้แก่ลูกค้า บริษัทต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัท

(2) บริษัทต้องมีความพร้อมในการประกอบธุรกิจดังกล่าว และใช้ความระมัดระวังไม่ให้การให้บริการดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหาย หรือเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการตามปกติของบริษัท

(3) จัดให้มีการบันทึกบัญชีโดยแยกรายได้และรายจ่ายของการให้บริการออกจากธุรกิจประกันชีวิต

ในกรณีที่บริษัทไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้นี้ นายทะเบียนอาจสั่งให้บริษัทชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องและในกรณีที่เห็นสมควร นายทะเบียนอาจกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้บริษัทปฏิบัติหรือสั่งให้ยกเลิกการทําธุรกรรมในข้อนี้ได้”

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ บริษัทใดลงทุนประกอบธุรกิจอื่นเกินสัดส่วนที่กําหนดไว้ในข้อ 8/1 ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้บริษัทนั้นลดสัดส่วนการลงทุนส่วนที่เกินให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม

ปลัดกระทรวงการคลัง

ประธานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

15 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_fcd23b5aee20abf2

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com