ข้อ ๑๐ ให้ยกเลิกความในข้อ 38 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 38 การทําธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์ โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน ตามข้อ 3 (32) บริษัทสามารถทําได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) บริษัทสามารถทําธุรกรรมดังกล่าวได้เฉพาะกับสถาบันการเงิน หรือผู้ลงทุนประเภทสถาบันดังนี้
(ก) ธนาคาร
(ข) บริษัทเงินทุน หรือบริษัทหลักทรัพย์
(ค) บริษัทประกันภัย
(ง) สถาบันการเงินระหว่างประเทศ
(จ) นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(ฉ) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
(ช) กองทุนบําเหน็จบํานาญ
(ซ) กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ
(ฌ) กองทุนรวม
(ญ) ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ฎ) ส่วนราชการหรือองค์การหรือรัฐวิสาหกิจ
(2) หลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมดังกล่าว อาจเป็นตราสารอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(ก) พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตั๋วเงินคลัง
(ข) พันธบัตร หุ้นกู้องค์การ หรือรัฐวิสาหกิจ
(ค) ตราสารอื่นตามที่นายทะเบียนประกาศกําหนด
(3) ต้องทําสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต้องเป็นสัญญาที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เว้นแต่เป็นสัญญาที่บริษัททํากับธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ จะมีเอกสารแนบท้ายสัญญา (annex) ด้วยก็ได้ ธุรกรรมดังกล่าวให้ทําได้เฉพาะสกุลเงินบาท และมีระยะเวลาการขายและซื้อคืนไม่เกินหนึ่งปี
(4) การคํานวณมูลค่าหลักทรัพย์ ให้คํานวณตามมาตรฐานการปฏิบัติงานในตลาดตราสารหนี้ (market convention) ในการทําธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืนที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)
(5) การทําธุรกรรมซื้อหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายคืน ให้ราคาซื้อ ณ วันเริ่มต้นสัญญาต่ํากว่ามูลค่าหลักทรัพย์ โดยมีส่วนลดในอัตราที่เหมาะสมและสะท้อนความเสี่ยงของคู่สัญญาและหลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมนั้น
ในระหว่างที่สัญญามีผลใช้บังคับ บริษัทต้องดํารงมูลค่าหลักทรัพย์ ณ สิ้นวัน ไม่น้อยกว่าราคาซื้อรวมกับผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากการทําธุรกรรมนับแต่วันเริ่มต้นสัญญาจนถึงวันที่คํานวณมูลค่าหลักทรัพย์คูณด้วย (1+อัตราส่วนลดหลักทรัพย์) หากมูลค่าไม่เป็นไปตามที่กําหนด บริษัทต้องเรียกให้คู่สัญญาโอนเงินหรือโอนกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ให้บริษัท เพื่อให้มูลค่ารวมของหลักทรัพย์ที่ทําธุรกรรมและทรัพย์สินที่โอนมาดังกล่าวเป็นไปตามที่กําหนด ภายในวันทําการถัดจากวันที่มูลค่าหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ได้มีการกําหนดส่วนต่างขั้นต่ําที่บริษัทไม่ต้องเรียกให้คู่สัญญาโอนเงินหรือโอนกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ไว้ โดยการกําหนดส่วนต่างดังกล่าวต้องคํานึงถึงปัจจัยความเสี่ยงของคู่สัญญา
(6) ให้บริษัทนับหลักทรัพย์ที่ได้จากการทําธุรกรรมซื้อโดยมีสัญญาขายคืนรวมกับหลักทรัพย์ประเภทเดียวกันที่บริษัทลงทุนไว้แล้วในการคํานวณสัดส่วนการลงทุนของบริษัทในหลักทรัพย์ดังกล่าว
ยอดคงค้างสุทธิของธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน ณ สิ้นวันใดเมื่อรวมกันทุกสัญญาแล้วต้องมีอัตราส่วนไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ที่ได้มาหรือมีอยู่จากการลงทุนตามข้อ 3 ทั้งหมด เว้นแต่สินทรัพย์ลงทุนของกรมธรรม์ประกันภัยแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (universal life) ตามข้อ 3 (37)
หากบริษัทไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้นี้ นายทะเบียนอาจสั่งให้บริษัทชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง และในกรณีที่เห็นสมควร นายทะเบียนอาจกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้บริษัทปฏิบัติหรือสั่งให้ยกเลิกการทําธุรกรรมในข้อนี้ได้”