法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
8
มาตรา อารัมภบท

ประกาศนายทะเบียน

เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 37 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 นายทะเบียนประกาศกําหนดให้บริษัทปฏิบัติการประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2535 และประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 22 เมษายน 2541

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ทรัพย์สินที่ประเมินราคาได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) มีอยู่ในประเทศไทย เว้นแต่ทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาตเพื่อการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในต่างประเทศ หรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเนื่องจากการประกอบธุรกิจประกันภัยต่อกับต่างประเทศ หรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเนื่องจากการที่บริษัทลงทุนในต่างประเทศ ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

(2) บริษัทมีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิเรียกร้อง และ

(3) บริษัทได้มาหรือมีอยู่โดยไม่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประกาศหรือคําสั่งของนายทะเบียน และเงื่อนไขที่ออกหรือกําหนดตามกฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประกาศหรือคําสั่งของนายทะเบียนซึ่งออกโดยอาศัยอํานาจตามความในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ การประเมินราคาทรัพย์สิน นอกจากต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ในข้อ 2 แล้ว ต้องเป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ให้ประเมินราคา ดังนี้

(1.1) พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อเฉลี่ย (Average Bid) ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ณ วันประเมินราคา ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อเฉลี่ย ให้ประเมินราคาตามราคาขายครั้งหลังสุด (Last Execution Clean Price) ณ วันประเมินราคา ถ้าไม่มีราคาเสนอซื้อเฉลี่ยหรือราคาขายครั้งหลังสุด ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาขายครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาขายครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวัน นับจากวันประเมินราคา ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย

(1.2) ดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

(2) ตั๋วเงินคลัง ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย

(3) บัตรภาษีของกระทรวงการคลัง ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ปรากฏในบัตรภาษีนั้น

(4) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และดอกเบี้ยค้างรับจากหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพให้ประเมินราคาดังนี้

(4.1) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ให้ประเมินราคา ดังนี้

(ก) ถ้ามีการจดทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อเฉลี่ย (Average Bid) ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ณ วันประเมินราคา ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อเฉลี่ย ให้ประเมินราคาตามราคาขายครั้งหลังสุด (Last Execution Clean Price) ณ วันประเมินราคา ถ้าไม่มีราคาเสนอซื้อเฉลี่ยหรือราคาขายครั้งหลังสุด ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาขายครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาขายครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวัน นับจากวันประเมินราคา ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย

(ข) ถ้ามีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวันนับจากวันประเมินราคา ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย

(ค) ถ้าไม่มีการจดทะเบียน ตาม (ก) และ (ข) ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย

(ง) ถ้ามีการจดทะเบียน ตาม (ก) และ (ข) ให้ประเมินราคาตาม (ก)

(4.2) ดอกเบี้ยค้างรับจากหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และดอกเบี้ยค้างรับจากหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพไม่สามารถประเมินราคาได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(ก) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพที่ค้างชําระดอกเบี้ยเกินกว่าระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันที่ถึงกําหนดชําระ

(ข) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพที่ครบกําหนดชําระเงินต้นและถูกปฏิเสธการจ่ายเงินแต่หากมีการดําเนินคดีทางศาลและศาลได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชําระหนี้ ให้ประเมินราคาตามแต่กรณี คือ

กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกําหนดในคําบังคับ

กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้วให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด

(ค) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพที่ผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ

(5) ตั๋วเงินและดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงิน ให้ประเมินราคา ดังนี้

(5.1) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย

(5.2) เช็คที่กําหนดจ่ายเงินเมื่อทวงถามและได้ยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินภายในสามวันทําการนับแต่วันที่ได้รับเช็คนั้น ให้ประเมินราคาตามจํานวนที่ปรากฏในเช็คนั้น

(5.3) ดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงิน ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

ตั๋วเงินและดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงินไม่สามารถประเมินราคาได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(ก) ตั๋วเงินที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่หากมีการดําเนินคดีทางศาลและศาลได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชําระหนี้ ให้ประเมินราคาตามแต่กรณี คือ

กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกําหนดในคําบังคับ

กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้วให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด

(ข) ตั๋วเงินที่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ เว้นแต่ตั๋วเงินนั้นเป็นตั๋วเงินที่มีผู้อาวัลการใช้เงินทั้งจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ย

(6) หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ให้ประเมินราคาดังนี้

(6.1) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ในกรณีที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย “อยู่ระหว่างห้ามซื้อหรือขายชั่วคราว” (SP) เป็นเวลาสี่เดือนติดต่อกัน ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อแต่ไม่เกินราคาตามมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของหุ้นตามบัญชีงบดุลของผู้ออกหุ้น ณ วันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย

(6.2) ถ้าอยู่ในระหว่างการขอนําหลักทรัพย์นั้นไปจดทะเบียนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้วให้ประเมินราคาตามราคาที่เสนอขายต่อบุคคลทั่วไป

(6.3) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ประเมินราคาตามราคาซื้อ แต่ไม่เกินราคาตามมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของหุ้นตามบัญชีงบดุลของผู้ออกหุ้น ณ วันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเมื่อบริษัทร้องขอสําหรับหุ้นสามัญที่บริษัทลงทุนซื้อเพื่อการรวมกิจการหรือรับโอนกิจการ ทั้งนี้นายทะเบียนอาจกําหนดเงื่อนไขใดๆ ก็ได้

หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการไม่สามารถประเมินราคาได้

(7) หน่วยลงทุน ให้ประเมินราคาดังนี้

(7.1) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา

(7.2) ถ้าอยู่ในระหว่างการขอนําหลักทรัพย์นั้นไปจดทะเบียนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ให้ประเมินราคาตามราคาที่เสนอขายต่อบุคคลทั่วไป

(7.3) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคามูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (Net Assets Value per Unit) ของกองทุนรวม ณ วันประเมินราคา

(8) ใบสําคัญแสดงสิทธิ ให้ประเมินราคาดังนี้

(8.1) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา

(8.2) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อ ถ้าไม่มีราคาซื้อให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี

(9) เงินให้กู้ยืม ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระเว้นแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(9.1) เงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจํานํา จํานองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจํานวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม เป็นระยะเวลาเกินกว่าสิบสองเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระให้ประเมินราคาตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ต่อไปนี้

(ก) เงินให้กู้ยืมโดยมีพันธบัตรจํานําเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละเก้าสิบของมูลค่าพันธบัตรที่จํานําเป็นประกัน เงินให้กู้ยืมโดยมีหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน จํานําเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของมูลค่าหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุนที่จํานําเป็นประกัน โดยให้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่จํานําเป็นประกันนั้น ตามหลักเกณฑ์การประเมินราคาที่กําหนดไว้ใน (1) (4) (6) และ (7) ของประกาศฉบับนี้ แล้วแต่กรณี

(ข) เงินให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จํานองเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละสี่สิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่จํานองเป็นประกันหรือราคาที่เสนอขายทั่วไปในโครงการนั้น ซึ่งเป็นราคาที่ใช้ในการทําสัญญากู้ยืม เว้นแต่กรณีมีเฉพาะที่ดินอย่างเดียวจํานองเป็นประกันให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของราคาประเมินกรมธนารักษ์ครั้งสุดท้าย

แต่ทั้งนี้ หากได้มีการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่จํานองเป็นประกันไว้ไม่เกินยี่สิบสี่เดือนโดยผู้ประเมินราคาอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของราคาประเมินนั้น

(ค) เงินให้กู้ยืมโดยมีเครื่องจักรจํานองเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละสามสิบห้าของมูลค่าเครื่องจักรที่จํานองเป็นประกัน โดยให้ประเมินมูลค่าเครื่องจักรที่จํานองเป็นประกันนั้น ตามราคาซื้อขายในตลาดโดยไม่รวมค่าติดตั้งและค่าขนส่ง

(ง) การประเมินราคาเงินให้กู้ยืมตาม (ก) (ข) และ (ค) ต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่มีการจดจํานอง จํานํา รวมทั้งไม่เกินจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระ

(9.2) เงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจํานํา จํานองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจํานวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม เป็นระยะเวลาเกินกว่าหกสิบเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระหรือเกินกว่าสามสิบหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาการให้กู้ยืม ไม่สามารถประเมินราคาได้

(9.3) เงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจํานํา จํานองเป็นประกัน หากได้มีการทําข้อตกลงประนอมหนี้และลูกหนี้ได้ชําระเงินตามข้อตกลงประนอมหนี้ติดต่อกันไม่น้อยกว่าหกงวด หรือรวมเป็นเงินไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของยอดเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ ไม่สามารถประเมินราคาได้

(ก) ข้อตกลงในการประนอมหนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการให้กู้ยืมที่กําหนดในประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัยที่ออกตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

(ข) ลูกหนี้ได้ขาดชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจํานวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม เป็นระยะเวลาเกินกว่าหกสิบเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระหรือเกินกว่าสามสิบหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาการให้กู้ยืม

เงินให้กู้ยืมที่มีการทําข้อตกลงประนอมหนี้และลูกหนี้ได้ชําระเงินตามวรรคหนึ่งแล้ว ภายหลังขาดการชําระหนี้ติดต่อกันสองงวด หรือเป็นระยะเวลาสองเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้ หากระยะเวลาขาดการชําระหนี้ยังไม่เกินกว่าหกสิบเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระและไม่เกินกว่าสามสิบหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาการให้กู้ยืม ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม ให้ประเมินราคาเช่นเดียวกับหลักเกณฑ์และวิธีการใน (9.1) (ก) หรือ (ข) หรือ (ค) ไปจนสิ้นระยะเวลา ทั้งนี้ ต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่มีการจดจํานอง จํานํา รวมทั้งไม่เกินจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้

อนึ่ง การขาดชําระหนี้ตามวรรคสอง แม้จะได้ทําข้อตกลงประนอมหนี้อีกไม่สามารถประเมินราคาตามวรรคแรกได้

(9.4) เงินให้กู้ยืมที่ไม่มีทรัพย์สินจํานํา จํานองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจํานวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม เป็นระยะเวลาเกินกว่าสิบสองเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระไม่สามารถประเมินราคาได้

(9.5) เงินให้กู้ยืมตาม (9.1) (9.2) (9.3) และ (9.4) หากศาลได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชําระหนี้ ให้ประเมินราคาตามแต่กรณี คือ

กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกําหนดในคําบังคับ

กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้วให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด

(10) เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินให้เช่าซื้อคงค้างหักยอดคงเหลือของดอกผลจากการให้เช่าซื้อรอตัดบัญชี แต่ทั้งนี้ต้องค้างชําระค่างวดไม่เกินหกเดือน

กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาซื้อและบริษัทได้ดําเนินการยึดทรัพย์สินให้ประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมาตามราคาซื้อขายเงินสด ณ วันเริ่มทําสัญญาหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย

(11) เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงินให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินลูกหนี้คงค้างหักรายได้ดอกเบี้ยที่ยังไม่ได้รับ แต่ทั้งนี้ต้องค้างชําระค่าเช่าไม่เกินหกเดือน

กรณีผู้เช่าผิดสัญญาเช่าและบริษัทได้ดําเนินการยึดทรัพย์สินให้ประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมาตามราคาซื้อขายเงินสด ณ วันเริ่มทําสัญญาหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย

(12) เงินฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ฝากไว้ เว้นแต่บัตรเงินฝาก (Negotiable Certificate of Deposit) ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย

(13) เงินสดหรือเงินตราต่างประเทศที่เก็บไว้ที่สํานักงานของบริษัทให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่มีอยู่

(14) ธนาณัติ การรับจ่ายและการโอนเงิน ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ระบุไว้

(15) ดอกเบี้ยค้างรับจากเงินฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

(16) เงินปันผลที่ประกาศจ่ายและยังค้างรับอยู่ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

(17) รายได้จากการลงทุนค้างรับอื่นๆ นอกจาก (1) (4) (5) (9) และ (15) ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ แต่ทั้งนี้ ต้องค้างรับไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่ครบกําหนดชําระ

(18) เงินวางไว้จากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่วางไว้

(19) เงินค้างรับจากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

(20) เบี้ยประกันภัยต่อไปนี้ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

(20.1) เบี้ยประกันภัยค้างรับตามสัญญาคุ้มครองชั่วคราว

(20.2) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การระหว่างประเทศ

(20.3) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยทางทะเล

(20.4) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยต่อ

เบี้ยประกันภัยค้างรับนอกจาก (20.1) (20.2) (20.3) และ (20.4) ซึ่งค้างรับไม่เกินกําหนดระยะเวลาชําระเบี้ยประกันภัยที่กําหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย หรือไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่สัญญาประกันภัยเริ่มต้นให้ความคุ้มครองหรือไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ถึงกําหนดชําระในงวดต่อๆ ไป ในกรณีที่สัญญาประกันภัยนั้นได้กําหนดให้มีการชําระเป็นงวดหรือภายในระยะเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง การเก็บเบี้ยประกันภัยซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

(21) อสังหาริมทรัพย์ ให้ประเมินราคา ดังนี้

(21.1) ที่ดิน ให้ประเมินราคาตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ครั้งสุดท้ายหรือตามราคาตลาดเมื่อได้รับการร้องขอจากบริษัทตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายทะเบียนกําหนด

(21.2) อาคารซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของบริษัทและอาคารชุดให้ประมินราคาตามราคาบัญชี หรือตามราคาตลาดเมื่อได้รับการร้องขอจากบริษัทตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายทะเบียนกําหนด

(21.3) อาคารซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของบุคคลอื่น ให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี หรือตามราคาตลาดเมื่อได้รับการร้องขอจากบริษัท ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายทะเบียนกําหนด ในการประเมินราคาให้หักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้ายหรือในอัตราส่วนเฉลี่ยของระยะเวลาการเช่าตามที่กําหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินนั้น แล้วแต่อัตราใดจะสูงกว่า

การประเมินราคาตาม (21.1) (21.2) และ (21.3) นายทะเบียนอาจมีคําสั่งเปลี่ยนแปลงราคาประเมินได้ตามที่เห็นสมควร

(22) สังหาริมทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี โดยหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย แต่ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างการเช่าซื้อ ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อขายเงินสด โดยหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย

สังหาริมทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง นอกจากเครื่องสมองกลให้ประเมินราคารวมกันกับค่าปรับปรุงตกแต่งอาคารตามข้อ 3 (26) แล้วต้องไม่เกินร้อยละห้าของสินทรัพย์รวมของบริษัทที่ได้รับการประเมินราคาครั้งสุดท้าย เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเมื่อบริษัทร้องขอ

(23) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า ภาษีที่ได้ชําระไว้เกิน และภาษีซื้อ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่บริษัทสามารถถือเป็นเครดิตในการคํานวณภาษีเงินได้ในปีนั้นๆ หรือในการคํานวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย

(24) เงินมัดจํา ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่บริษัทมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย

(25) ลูกหนี้จากการขายพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพหน่วยลงทุน ใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับได้อีกสามวันทําการนับจากวันที่ขาย

(26) ค่าปรับปรุงตกแต่งอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจและเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี โดยให้หักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย ซึ่งเมื่อรวมกับสังหาริมทรัพย์ตามข้อ 3 (22) แล้วต้องไม่เกินร้อยละห้าของสินทรัพย์รวมของบริษัทที่ได้รับการประเมินราคาครั้งสุดท้าย

สําหรับค่าปรับปรุงตกแต่งอาคารเช่า มิให้ประเมินราคา

(27) ทรัพย์สินอื่นซึ่งมิได้กําหนดไว้ในหมวดนี้ จะประเมินราคาให้ได้ต่อเมื่อบริษัทร้องขอและให้ประเมินราคาตามราคาที่นายทะเบียนกําหนด

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ บรรดาหนี้สินทั้งปวงที่บริษัทต้องชําระ หรือมีความผูกพันที่ต้องชําระหรือคาดว่าต้องชําระ รวมทั้งเงินสํารองที่บริษัทต้องจัดสรรไว้ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 หรือเงินสํารองอื่น ให้ประเมินราคาเต็มจํานวน เว้นแต่ค่านายหน้าค้างจ่ายจากเบี้ยประกันภัยค้างรับที่เกินกว่าระยะเวลาที่กําหนดไว้ในประกาศนายทะเบียน ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ยังมิให้ถือเป็นหนี้สินที่บริษัทมีความผูกพันต้องชําระ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ทรัพย์สินของบริษัทซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศให้คํานวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยโดยใช้อัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคํานวณไว้ ณ สิ้นวันของวันที่ประเมินราคา

หนี้สินของบริษัทซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คํานวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย โดยใช้อัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคํานวณไว้ ณ สิ้นวันของวันที่ประเมินราคา

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท เมื่อนายทะเบียนเห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ให้นายทะเบียนมีอํานาจสั่งให้บริษัทแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องหรือครบถ้วนสมบูรณ์ภายในเวลาที่นายทะเบียนกําหนด

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ บรรดาตั๋วเงินตามข้อ 2 (5) อสังหาริมทรัพย์ตามข้อ 2 (17) สังหาริมทรัพย์ตามข้อ 2 (18) ทรัพย์สินอื่นตามข้อ 2 (22) และทรัพย์สินที่เกิดจากการลงทุนในสถาบันการเงินที่ถูกทางราชการสั่งปิดกิจการตามข้อ 2 (23) ตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2535 และประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 22 เมษายน 2541 ที่บริษัทได้ร้องขอการประเมินราคาและนายทะเบียนได้ประกาศกําหนดราคาประเมินไว้ก่อนที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงสิ้นภาระหรือสิ้นระยะเวลาที่ผูกพันไว้หรือจนกว่านายทะเบียนจะได้มีประกาศหรือคําสั่งเปลี่ยนแปลง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ภายในกําหนดสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ เบี้ยประกันภัยค้างรับนอกจากที่กําหนดไว้ในข้อ 3 (20.1) (20.2) (20.3) และ (20.4) ซึ่งค้างรับไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่สัญญาประกันภัยเริ่มต้นความคุ้มครอง หรือนับแต่วันที่ถึงกําหนดชําระในงวดต่อๆ ไปในกรณีที่สัญญาประกันภัยนั้นได้กําหนดให้มีการชําระเบี้ยประกันภัยเป็นงวดหรือภายในระยะเวลากว่านั้น ตามที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง การเก็บเบี้ยประกันภัยซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ

ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2547

พจนีย์ ธนวรานิช

อธิบดีกรมการประกันภัย

นายทะเบียน

8 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_fce293f13ec9daef (accessed 2026-07-07)

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com