ข้อ ๓ การประเมินราคาทรัพย์สิน นอกจากต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ในข้อ 2 แล้ว ต้องเป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ด้วย
(1) พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ให้ประเมินราคา ดังนี้
(1.1) พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อเฉลี่ย (Average Bid) ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ณ วันประเมินราคา ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อเฉลี่ย ให้ประเมินราคาตามราคาขายครั้งหลังสุด (Last Execution Clean Price) ณ วันประเมินราคา ถ้าไม่มีราคาเสนอซื้อเฉลี่ยหรือราคาขายครั้งหลังสุด ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาขายครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาขายครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวัน นับจากวันประเมินราคา ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย
(1.2) ดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ
(2) ตั๋วเงินคลัง ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย
(3) บัตรภาษีของกระทรวงการคลัง ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ปรากฏในบัตรภาษีนั้น
(4) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และดอกเบี้ยค้างรับจากหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพให้ประเมินราคาดังนี้
(4.1) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ให้ประเมินราคา ดังนี้
(ก) ถ้ามีการจดทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อเฉลี่ย (Average Bid) ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ณ วันประเมินราคา ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อเฉลี่ย ให้ประเมินราคาตามราคาขายครั้งหลังสุด (Last Execution Clean Price) ณ วันประเมินราคา ถ้าไม่มีราคาเสนอซื้อเฉลี่ยหรือราคาขายครั้งหลังสุด ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาขายครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาขายครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวัน นับจากวันประเมินราคา ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย
(ข) ถ้ามีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวันนับจากวันประเมินราคา ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย
(ค) ถ้าไม่มีการจดทะเบียน ตาม (ก) และ (ข) ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย
(ง) ถ้ามีการจดทะเบียน ตาม (ก) และ (ข) ให้ประเมินราคาตาม (ก)
(4.2) ดอกเบี้ยค้างรับจากหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ
หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และดอกเบี้ยค้างรับจากหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพไม่สามารถประเมินราคาได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(ก) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพที่ค้างชําระดอกเบี้ยเกินกว่าระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันที่ถึงกําหนดชําระ
(ข) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพที่ครบกําหนดชําระเงินต้นและถูกปฏิเสธการจ่ายเงินแต่หากมีการดําเนินคดีทางศาลและศาลได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชําระหนี้ ให้ประเมินราคาตามแต่กรณี คือ
กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกําหนดในคําบังคับ
กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้วให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด
(ค) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพที่ผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ
(5) ตั๋วเงินและดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงิน ให้ประเมินราคา ดังนี้
(5.1) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย
(5.2) เช็คที่กําหนดจ่ายเงินเมื่อทวงถามและได้ยื่นเช็คแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินภายในสามวันทําการนับแต่วันที่ได้รับเช็คนั้น ให้ประเมินราคาตามจํานวนที่ปรากฏในเช็คนั้น
(5.3) ดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงิน ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ
ตั๋วเงินและดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงินไม่สามารถประเมินราคาได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(ก) ตั๋วเงินที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่หากมีการดําเนินคดีทางศาลและศาลได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชําระหนี้ ให้ประเมินราคาตามแต่กรณี คือ
กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกําหนดในคําบังคับ
กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้วให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด
(ข) ตั๋วเงินที่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ เว้นแต่ตั๋วเงินนั้นเป็นตั๋วเงินที่มีผู้อาวัลการใช้เงินทั้งจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ย
(6) หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ให้ประเมินราคาดังนี้
(6.1) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ในกรณีที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย “อยู่ระหว่างห้ามซื้อหรือขายชั่วคราว” (SP) เป็นเวลาสี่เดือนติดต่อกัน ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อแต่ไม่เกินราคาตามมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของหุ้นตามบัญชีงบดุลของผู้ออกหุ้น ณ วันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย
(6.2) ถ้าอยู่ในระหว่างการขอนําหลักทรัพย์นั้นไปจดทะเบียนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้วให้ประเมินราคาตามราคาที่เสนอขายต่อบุคคลทั่วไป
(6.3) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ประเมินราคาตามราคาซื้อ แต่ไม่เกินราคาตามมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของหุ้นตามบัญชีงบดุลของผู้ออกหุ้น ณ วันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเมื่อบริษัทร้องขอสําหรับหุ้นสามัญที่บริษัทลงทุนซื้อเพื่อการรวมกิจการหรือรับโอนกิจการ ทั้งนี้นายทะเบียนอาจกําหนดเงื่อนไขใดๆ ก็ได้
หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการไม่สามารถประเมินราคาได้
(7) หน่วยลงทุน ให้ประเมินราคาดังนี้
(7.1) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา
(7.2) ถ้าอยู่ในระหว่างการขอนําหลักทรัพย์นั้นไปจดทะเบียนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ให้ประเมินราคาตามราคาที่เสนอขายต่อบุคคลทั่วไป
(7.3) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคามูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (Net Assets Value per Unit) ของกองทุนรวม ณ วันประเมินราคา
(8) ใบสําคัญแสดงสิทธิ ให้ประเมินราคาดังนี้
(8.1) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา
(8.2) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อ ถ้าไม่มีราคาซื้อให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี
(9) เงินให้กู้ยืม ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระเว้นแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(9.1) เงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจํานํา จํานองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจํานวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม เป็นระยะเวลาเกินกว่าสิบสองเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระให้ประเมินราคาตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ต่อไปนี้
(ก) เงินให้กู้ยืมโดยมีพันธบัตรจํานําเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละเก้าสิบของมูลค่าพันธบัตรที่จํานําเป็นประกัน เงินให้กู้ยืมโดยมีหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน จํานําเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของมูลค่าหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุนที่จํานําเป็นประกัน โดยให้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่จํานําเป็นประกันนั้น ตามหลักเกณฑ์การประเมินราคาที่กําหนดไว้ใน (1) (4) (6) และ (7) ของประกาศฉบับนี้ แล้วแต่กรณี
(ข) เงินให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จํานองเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละสี่สิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่จํานองเป็นประกันหรือราคาที่เสนอขายทั่วไปในโครงการนั้น ซึ่งเป็นราคาที่ใช้ในการทําสัญญากู้ยืม เว้นแต่กรณีมีเฉพาะที่ดินอย่างเดียวจํานองเป็นประกันให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของราคาประเมินกรมธนารักษ์ครั้งสุดท้าย
แต่ทั้งนี้ หากได้มีการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่จํานองเป็นประกันไว้ไม่เกินยี่สิบสี่เดือนโดยผู้ประเมินราคาอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของราคาประเมินนั้น
(ค) เงินให้กู้ยืมโดยมีเครื่องจักรจํานองเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละสามสิบห้าของมูลค่าเครื่องจักรที่จํานองเป็นประกัน โดยให้ประเมินมูลค่าเครื่องจักรที่จํานองเป็นประกันนั้น ตามราคาซื้อขายในตลาดโดยไม่รวมค่าติดตั้งและค่าขนส่ง
(ง) การประเมินราคาเงินให้กู้ยืมตาม (ก) (ข) และ (ค) ต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่มีการจดจํานอง จํานํา รวมทั้งไม่เกินจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระ
(9.2) เงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจํานํา จํานองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจํานวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม เป็นระยะเวลาเกินกว่าหกสิบเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระหรือเกินกว่าสามสิบหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาการให้กู้ยืม ไม่สามารถประเมินราคาได้
(9.3) เงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจํานํา จํานองเป็นประกัน หากได้มีการทําข้อตกลงประนอมหนี้และลูกหนี้ได้ชําระเงินตามข้อตกลงประนอมหนี้ติดต่อกันไม่น้อยกว่าหกงวด หรือรวมเป็นเงินไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของยอดเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ ไม่สามารถประเมินราคาได้
(ก) ข้อตกลงในการประนอมหนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการให้กู้ยืมที่กําหนดในประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัยที่ออกตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535
(ข) ลูกหนี้ได้ขาดชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจํานวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม เป็นระยะเวลาเกินกว่าหกสิบเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระหรือเกินกว่าสามสิบหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาการให้กู้ยืม
เงินให้กู้ยืมที่มีการทําข้อตกลงประนอมหนี้และลูกหนี้ได้ชําระเงินตามวรรคหนึ่งแล้ว ภายหลังขาดการชําระหนี้ติดต่อกันสองงวด หรือเป็นระยะเวลาสองเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้ หากระยะเวลาขาดการชําระหนี้ยังไม่เกินกว่าหกสิบเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระและไม่เกินกว่าสามสิบหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาการให้กู้ยืม ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม ให้ประเมินราคาเช่นเดียวกับหลักเกณฑ์และวิธีการใน (9.1) (ก) หรือ (ข) หรือ (ค) ไปจนสิ้นระยะเวลา ทั้งนี้ ต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่มีการจดจํานอง จํานํา รวมทั้งไม่เกินจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้
อนึ่ง การขาดชําระหนี้ตามวรรคสอง แม้จะได้ทําข้อตกลงประนอมหนี้อีกไม่สามารถประเมินราคาตามวรรคแรกได้
(9.4) เงินให้กู้ยืมที่ไม่มีทรัพย์สินจํานํา จํานองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจํานวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืม เป็นระยะเวลาเกินกว่าสิบสองเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระไม่สามารถประเมินราคาได้
(9.5) เงินให้กู้ยืมตาม (9.1) (9.2) (9.3) และ (9.4) หากศาลได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชําระหนี้ ให้ประเมินราคาตามแต่กรณี คือ
กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกําหนดในคําบังคับ
กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้วให้ประเมินราคาตามคําพิพากษาหรือคําสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด
(10) เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินให้เช่าซื้อคงค้างหักยอดคงเหลือของดอกผลจากการให้เช่าซื้อรอตัดบัญชี แต่ทั้งนี้ต้องค้างชําระค่างวดไม่เกินหกเดือน
กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาซื้อและบริษัทได้ดําเนินการยึดทรัพย์สินให้ประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมาตามราคาซื้อขายเงินสด ณ วันเริ่มทําสัญญาหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย
(11) เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงินให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินลูกหนี้คงค้างหักรายได้ดอกเบี้ยที่ยังไม่ได้รับ แต่ทั้งนี้ต้องค้างชําระค่าเช่าไม่เกินหกเดือน
กรณีผู้เช่าผิดสัญญาเช่าและบริษัทได้ดําเนินการยึดทรัพย์สินให้ประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมาตามราคาซื้อขายเงินสด ณ วันเริ่มทําสัญญาหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย
(12) เงินฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ฝากไว้ เว้นแต่บัตรเงินฝาก (Negotiable Certificate of Deposit) ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย
(13) เงินสดหรือเงินตราต่างประเทศที่เก็บไว้ที่สํานักงานของบริษัทให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่มีอยู่
(14) ธนาณัติ การรับจ่ายและการโอนเงิน ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ระบุไว้
(15) ดอกเบี้ยค้างรับจากเงินฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ
(16) เงินปันผลที่ประกาศจ่ายและยังค้างรับอยู่ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ
(17) รายได้จากการลงทุนค้างรับอื่นๆ นอกจาก (1) (4) (5) (9) และ (15) ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ แต่ทั้งนี้ ต้องค้างรับไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่ครบกําหนดชําระ
(18) เงินวางไว้จากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่วางไว้
(19) เงินค้างรับจากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ
(20) เบี้ยประกันภัยต่อไปนี้ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ
(20.1) เบี้ยประกันภัยค้างรับตามสัญญาคุ้มครองชั่วคราว
(20.2) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การระหว่างประเทศ
(20.3) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยทางทะเล
(20.4) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยต่อ
เบี้ยประกันภัยค้างรับนอกจาก (20.1) (20.2) (20.3) และ (20.4) ซึ่งค้างรับไม่เกินกําหนดระยะเวลาชําระเบี้ยประกันภัยที่กําหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย หรือไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่สัญญาประกันภัยเริ่มต้นให้ความคุ้มครองหรือไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ถึงกําหนดชําระในงวดต่อๆ ไป ในกรณีที่สัญญาประกันภัยนั้นได้กําหนดให้มีการชําระเป็นงวดหรือภายในระยะเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง การเก็บเบี้ยประกันภัยซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับ
(21) อสังหาริมทรัพย์ ให้ประเมินราคา ดังนี้
(21.1) ที่ดิน ให้ประเมินราคาตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ครั้งสุดท้ายหรือตามราคาตลาดเมื่อได้รับการร้องขอจากบริษัทตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายทะเบียนกําหนด
(21.2) อาคารซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของบริษัทและอาคารชุดให้ประมินราคาตามราคาบัญชี หรือตามราคาตลาดเมื่อได้รับการร้องขอจากบริษัทตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายทะเบียนกําหนด
(21.3) อาคารซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของบุคคลอื่น ให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี หรือตามราคาตลาดเมื่อได้รับการร้องขอจากบริษัท ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายทะเบียนกําหนด ในการประเมินราคาให้หักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้ายหรือในอัตราส่วนเฉลี่ยของระยะเวลาการเช่าตามที่กําหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินนั้น แล้วแต่อัตราใดจะสูงกว่า
การประเมินราคาตาม (21.1) (21.2) และ (21.3) นายทะเบียนอาจมีคําสั่งเปลี่ยนแปลงราคาประเมินได้ตามที่เห็นสมควร
(22) สังหาริมทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี โดยหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย แต่ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างการเช่าซื้อ ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อขายเงินสด โดยหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย
สังหาริมทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง นอกจากเครื่องสมองกลให้ประเมินราคารวมกันกับค่าปรับปรุงตกแต่งอาคารตามข้อ 3 (26) แล้วต้องไม่เกินร้อยละห้าของสินทรัพย์รวมของบริษัทที่ได้รับการประเมินราคาครั้งสุดท้าย เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเมื่อบริษัทร้องขอ
(23) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า ภาษีที่ได้ชําระไว้เกิน และภาษีซื้อ ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่บริษัทสามารถถือเป็นเครดิตในการคํานวณภาษีเงินได้ในปีนั้นๆ หรือในการคํานวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
(24) เงินมัดจํา ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่บริษัทมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
(25) ลูกหนี้จากการขายพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพหน่วยลงทุน ใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ค้างรับได้อีกสามวันทําการนับจากวันที่ขาย
(26) ค่าปรับปรุงตกแต่งอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจและเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี โดยให้หักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุด ตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย ซึ่งเมื่อรวมกับสังหาริมทรัพย์ตามข้อ 3 (22) แล้วต้องไม่เกินร้อยละห้าของสินทรัพย์รวมของบริษัทที่ได้รับการประเมินราคาครั้งสุดท้าย
สําหรับค่าปรับปรุงตกแต่งอาคารเช่า มิให้ประเมินราคา
(27) ทรัพย์สินอื่นซึ่งมิได้กําหนดไว้ในหมวดนี้ จะประเมินราคาให้ได้ต่อเมื่อบริษัทร้องขอและให้ประเมินราคาตามราคาที่นายทะเบียนกําหนด