法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดมาตรฐานระดับเสียงและวิธีการวัดระดับเสียงของรถยนต์ พ.ศ. 2561

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
9
มาตรา อารัมภบท

ประกาศกรมการขนส่งทางบก

เรื่อง

กำหนดมาตรฐานระดับเสียงและวิธีการวัดระดับเสียงของรถยนต์

พ.ศ. ๒๕๖๑

โดยที่ปัจจุบันได้มีประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เรื่อง กำหนดมาตรฐานระดับเสียงของรถยนต์สามล้อ ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง

กำหนดมาตรฐานระดับเสียงของรถยนต์ ลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๘ ดังนั้น

เพื่อให้การกำหนดระดับเสียงของรถยนต์และรถยนต์สามล้อสอดคล้องกับประกาศดังกล่าวและเพื่อให้การตรวจสอบระดับเสียงของรถยนต์และรถยนต์สามล้อเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีมาตรฐานเดียวกัน

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๓ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๓๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์

พ.ศ. ๒๕๒๒ และข้อ ๑๓ ของกฎกระทรวงกำหนดส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถ พ.ศ. ๒๕๕๑

กรมการขนส่งทางบก ออกประกาศกำหนดมาตรฐานระดับเสียงและวิธีการวัดระดับเสียงของรถยนต์ไว้

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง

กำหนดระดับเสียงและวิธีการวัดระดับเสียงของรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ลงวันที่

๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในประกาศนี้

“รถยนต์” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน

๗ คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด

รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน ๗ คน รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง รถยนต์บริการ

และรถยนต์สามล้อ ไม่รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicles, BEV)

“รถยนต์สามล้อ” หมายความว่า รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล

และรถยนต์รับจ้างสามล้อ

“มาตรระดับเสียง” หมายความว่า

เครื่องวัดระดับเสียงตามมาตรฐานของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยเทคนิคไฟฟ้า

ซึ่งเรียกโดยย่อว่า “ไอ อี ซี” (International Electrotechnical Commission, IEC) หรือเครื่องวัดระดับเสียงอื่นที่เทียบเท่า

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ การตรวจวัดระดับเสียงของรถยนต์

ให้ทำการตรวจวัดที่ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ดังนี้

(๑) รถยนต์สามล้อ ให้ตรวจวัดที่ ๓ ใน ๔

ของความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟ

(๒) รถยนต์อื่นที่มิใช่รถยนต์สามล้อ

(ก) กรณีเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุดไม่เกิน ๕,๐๐๐ รอบต่อนาทีให้ตรวจวัดที่ ๓ ใน ๔ ของความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุด

(ข) กรณีเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุดเกินกว่า ๕,๐๐๐ รอบต่อนาที แต่ไม่ถึง ๗,๕๐๐ รอบต่อนาที

ให้ตรวจวัดที่ ๓,๗๕๐ รอบต่อนาที

(ค) กรณีเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุดตั้งแต่ ๗,๕๐๐ รอบต่อนาที ให้ตรวจวัดที่ ๑ ใน ๒ ของความเร็วรอบที่ให้กำลังสูงสุด

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับตรวจวัดระดับเสียงต้องมีคุณลักษณะดังนี้

(๑) เครื่องวัดระดับเสียงต้องเป็นไปตามมาตรฐานของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยเทคนิคไฟฟ้าซึ่งเรียกโดยย่อว่า

“ไอ อี ซี” (International Electrotechnical Commission, IEC) หรือเครื่องวัดระดับเสียงอื่นที่เทียบเท่า

(๒)

มาตรความเร็วรอบของเครื่องยนต์ที่นำมาใช้ร่วมในการตรวจวัดระดับเสียงมีความคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ

๓ ของค่าเต็มสเกล

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ มาตรฐานระดับเสียงของรถยนต์

ในขณะที่เดินเครื่องยนต์อยู่กับที่ โดยไม่รวมเสียงแตรสัญญาณต้องมีค่าระดับเสียง

ดังต่อไปนี้

(๑) กรณีรถยนต์สามล้อ ต้องมีค่าระดับเสียงไม่เกิน ๙๕ เดซิเบลเอ

(๒) กรณีรถยนต์อื่น ต้องมีค่าระดับเสียง ดังต่อไปนี้

(ก) ไม่เกิน ๑๐๐ เดซิเบลเอ สำหรับรถยนต์ที่จดทะเบียนก่อนวันที่ ๑

มกราคม ๒๕๕๗

(ข) ไม่เกิน ๙๙ เดซิเบลเอ สำหรับรถยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑

มกราคม ๒๕๕๗ และมีน้ำหนักรถเปล่าเกินกว่า ๒,๒๐๐ กิโลกรัม

(ค) ไม่เกิน ๙๕ เดซิเบลเอ สำหรับรถยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑

มกราคม ๒๕๕๗ และมีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน ๒,๒๐๐ กิโลกรัม

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การเตรียมการตรวจวัดระดับเสียงของรถยนต์

ให้ดำเนินการดังนี้

(๑)

การตรวจวัดระดับเสียงของรถยนต์ให้กระทำในสถานที่ซึ่งเป็นพื้นราบทำด้วยคอนกรีตหรือแอสฟัลต์หรือวัสดุที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนเสียงได้ดีและเป็นที่โล่ง

หากมีสิ่งกีดขวางหรือกำแพงหรือวัตถุอื่นใดจะต้องมีระยะห่างจากรถยนต์ที่จะทำการตรวจวัดตั้งแต่

๓ เมตร ขึ้นไป

(๒)

ก่อนทำการตรวจวัดระดับเสียงของรถยนต์ทุกครั้งจะต้องปรับเทียบมาตรระดับเสียงกับเครื่องกำเนิดเสียงมาตรฐาน

เช่น พิสตันโฟน (Piston Phone) หรืออะคูสติค

คาลิเบรเตอร์ (Acoustic Calibrator) หรือตรวจสอบตามที่ระบุไว้ในคู่มือการใช้งานของผู้ผลิตมาตรระดับเสียง

และจะต้องปรับมาตรระดับเสียงไว้ที่วงจรถ่วงน้ำหนัก “A” (Weighting Network “A”) และที่ลักษณะความไวตอบรับเสียง

“Fast” (Dynamic Characteristics “Fast”)

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การตรวจวัดระดับเสียงของรถยนต์

ให้ดำเนินการดังนี้

(๑) ให้ทำการตรวจวัดระดับเสียงของสภาพแวดล้อมในขณะนั้นก่อน

ถ้าระดับเสียงของสภาพแวดล้อมที่วัดได้ในสถานที่ตามข้อ ๖ เกินกว่า ๘๕ เดซิเบลเอ

ให้เปลี่ยนสถานที่ตรวจวัดระดับเสียงของรถยนต์

(๒) ให้จอดรถยนต์อยู่กับที่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง

และเดินเครื่องยนต์ไม่น้อยกว่า ๕ นาที ก่อนทำการตรวจวัดระดับเสียง

ถ้ามีขอบทางเท้าจะต้องจอดรถยนต์ห่างจากขอบทางเท้าอย่างน้อย ๑ เมตร

(๓)

ให้ตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียงขนานกับพื้นในระดับเดียวกันกับปลายท่อไอเสียแต่ต้องไม่น้อยกว่า

๐.๒ เมตร จากพื้น ดังภาพที่ ๑

ภาพที่

ตำแหน่งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

(๔)

หันไมโครโฟนของมาตรระดับเสียงให้เป็นไปตามตำแหน่งและวิธีการดังนี้

(ก) ท่อไอเสียมีท่อเดียว

๑) กรณีที่ปลายท่อไอเสียยื่นพ้นริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์

ให้หันไมโครโฟนเข้าหาปลายท่อไอเสียโดยทำมุม ๔๕ องศา กับปลายท่อไอเสีย

และห่างจากปลายท่อไอเสียเป็นระยะ ๐.๕ เมตร ดังภาพที่ ๒

ภาพที่

ตำแหน่งการตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

กรณีรถยนต์มีปลายท่อไอเสียท่อเดียว

และยื่นพ้นริมนอกสุดของตัวถังรถ

๒) กรณีที่ปลายท่อไอเสียยื่นไม่พ้นริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์ให้หันไมโครโฟนทำมุม

๔๕ องศากับริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์ด้านปลายทางออกของท่อไอเสีย

และห่างจากริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์ด้านปลายทางออกของท่อไอเสียเป็นระยะทาง ๐.๕

เมตร ดังภาพที่ ๓

ภาพที่

ตำแหน่งการตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

กรณีรถยนต์มีปลายท่อไอเสียท่อเดียว

และยื่นไม่พ้นริมนอกสุดของตัวถังรถ

(ข) ท่อไอเสียมี ๒ ท่อหรือมากกว่า

ซึ่งต่อจากหม้อพักใบเดียวกันและมีระยะห่างระหว่างปลายท่อไอเสียไม่เกิน ๐.๓ เมตร

๑) กรณีที่ปลายท่อไอเสียยื่นพ้นริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์

ให้ดำเนินการตามข้อ ๗ (๔) (ก) ๑) แต่ให้ถือระยะและทิศทางของท่อไอเสียด้านนอกของรถยนต์เป็นหลัก

ดังภาพที่ ๔

ภาพที่

ตำแหน่งการตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

กรณีรถยนต์มีปลายท่อไอเสีย

๒ ท่อหรือมากกว่า

มีระยะห่างระหว่างปลายไม่มากกว่า

๐.๓ เมตร และยื่นพ้นริมนอกสุดของตัวถังรถ

๒) กรณีที่ปลายท่อไอเสียยื่นไม่พ้นริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์

ให้ดำเนินการตามข้อ ๗ (๔) (ก) ๒)

แต่ให้ถือระยะและทิศทางของท่อไอเสียด้านนอกของรถยนต์เป็นหลัก ดังภาพที่ ๕

ภาพที่

ตำแหน่งการตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

กรณีรถยนต์มีปลายท่อไอเสีย

๒ ท่อหรือมากกว่า

มีระยะห่างระหว่างปลายไม่มากกว่า

๐.๓ เมตร และยื่นไม่พ้นริมนอกสุดของตัวถังรถ

(ค) ท่อไอเสียมี ๒ ท่อหรือมากกว่า

ซึ่งต่อจากหม้อพักใบเดียวกันโดยมีระยะห่างระหว่างปลายท่อไอเสียเกินกว่า ๐.๓ เมตร

หรือกรณีที่มีท่อไอเสียต่อจากหม้อพักคนละใบ

ไม่ว่าจะมีระยะห่างระหว่างปลายท่อไอเสียเท่าใด

๑) กรณีที่ปลายท่อไอเสียยื่นพ้นริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์

ให้ดำเนินการตามข้อ ๗ (๔) (ก) ๑) ทุกท่อ ดังภาพที่ ๖

ภาพที่

ตำแหน่งการตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

กรณีรถยนต์มีปลายท่อไอเสียสองท่อหรือมากกว่า

และมีระยะห่างระหว่างปลายมากกว่า ๐.๓ เมตร

หรือปลายท่อไอเสียต่อจากหม้อพักคนละใบและยื่นพ้นริมนอกสุดของตัวถังรถ

๒) กรณีที่ปลายท่อไอเสียยื่นไม่พ้นริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์

ให้ดำเนินการตามข้อ ๗ (๔) (ก) ๒) ทุกท่อ ดังภาพที่ ๗

ภาพที่

ตำแหน่งการตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

กรณีรถยนต์มีปลายท่อไอเสียสองท่อหรือมากกว่า

และมีระยะห่างระหว่างปลายมากกว่า ๐.๓ เมตร

หรือปลายท่อไอเสียต่อจากหม้อพักคนละใบ

และยื่นไม่พ้นริมนอกสุดของตัวถังรถ

(ง) ท่อไอเสียอยู่ในแนวดิ่ง

๑) กรณีที่ปลายท่อไอเสียยื่นพ้นริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์

ให้ไมโครโฟนอยู่ระดับเดียวกันกับปลายท่อไอเสียในแนวดิ่งชี้ขึ้นข้างบนและห่างจากปลายท่อไอเสียเป็นระยะ

๐.๕ เมตร ดังภาพที่ ๘

ภาพที่

ตำแหน่งการตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

กรณีท่อไอเสียอยู่ในแนวดิ่ง

และปลายท่อไอเสียยื่นพ้นริมนอกสุดของตัวถังรถ

๒) กรณีที่ปลายท่อไอเสียยื่นไม่พ้นริมนอกสุดของตัวถังรถยนต์

ให้ไมโครโฟนอยู่ระดับเดียวกันกับปลายท่อไอเสียในแนวดิ่งชี้ขึ้นข้างบนและห่างจากริมนอกสุดของรถยนต์ด้านเดียวกับท่อไอเสีย

เป็นระยะ ๐.๕ เมตร ดังภาพที่ ๙

ภาพที่

ตำแหน่งการตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียง

กรณีท่อไอเสียอยู่ในแนวดิ่ง

และปลายท่อไอเสียยื่นไม่พ้นริมนอกสุดของตัวถังรถ

(๕) เร่งเครื่องยนต์อย่างช้า ๆ

จนกระทั่งเครื่องยนต์ทำงานด้วยความเร็วรอบคงที่ตามความเร็วรอบของการตรวจวัดระดับเสียงรถยนต์

ทั้งนี้

ความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่ตรวจวัดมีความคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ ๕

ของความเร็วรอบของการตรวจวัดระดับเสียงรถยนต์

หากไม่สามารถเร่งเครื่องยนต์ตามความเร็วรอบของการตรวจวัดระดับเสียงรถยนต์ให้พิจารณาความเร็วรอบเครื่องยนต์ต่ำกว่าความเร็วรอบเครื่องยนต์สูงสุดที่สามารถวัดได้ร้อยละ

(๖) ให้ตรวจวัดระดับเสียง ๒ ครั้ง

และให้ถือเอาค่าสูงสุดที่วัดได้เป็นค่าระดับเสียงของรถยนต์

(๗) ถ้าค่าระดับเสียงที่ตรวจวัดทั้ง

๒ ครั้งแตกต่างกันเกินกว่า ๒ เดซิเบลเอ

ให้ตรวจวัดระดับเสียงโดยเริ่มต้นใหม่

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การอ่านค่าระดับเสียงของรถยนต์

จะต้องไม่มีบุคคลหรือสิ่งกีดขวางอยู่ภายในระยะ ๐.๕ เมตร

ระหว่างไมโครโฟนของมาตรระดับเสียงกับปลายท่อไอเสีย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙[๑] ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑

สนิท พรหมวงษ์

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

พรวิภา/จัดทำ

๒ ตุลาคม

๒๕๖๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๕/ตอนพิเศษ ๑๖๖ ง/หน้า ๑๐/๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑

9 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดมาตรฐานระดับเสียงและวิธีการวัดระดับเสียงของรถยนต์ พ.ศ. 2561 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ff22e8e41e321bef

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com