法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2555

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
24
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

พ.ศ. ๒๕๕๕

เพื่อให้การบริการ การจัดระบบ การขอ

การอนุญาตและการบริการข้อมูลข่าวสารของราชการที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของราชการ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘

แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗ และมาตรา ๙

แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ประกอบกับข้อ ๔

ของประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เรื่อง

หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดู

ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ กำหนดว่าการให้ประชาชนเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสาร

หน่วยงานของรัฐจะกำหนดระเบียบปฏิบัติเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยหรือความปลอดภัยก็ได้

โดยคำนึงถึงความสะดวกของประชาชนผู้ขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารด้วย

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

พ.ศ. ๒๕๕๕”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“ข้อมูลข่าวสาร” หมายความว่า

สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใด ๆ ไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะทำได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใด

ๆ และไม่ว่าจะได้จัดทำไว้ในรูปของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด

ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์

หรือโดยวิธีการอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้

“ข้อมูลข่าวสารของราชการ” หมายความว่า

ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครอง หรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ

หรือส่วนราชการในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐ

หรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเอกชน

“ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า

ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน

ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้น

หรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น

ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคน หรือรูปถ่าย

และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย

ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“เลขาธิการ” หมายความว่า

เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“คณะกรรมการ” หมายความว่า

คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า

ประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“กรรมการ” หมายความว่า

กรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ส่วนราชการในสังกัด” หมายความว่า

ส่วนราชการในสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีฐานะเป็นสำนักหรือกลุ่มงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า

“ผู้ขอรับบริการ” หมายความว่า

บุคคลธรรมดา นิติบุคคลตามกฎหมาย หน่วยงานราชการหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้และให้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบนี้ได้

ให้เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจวินิจฉัยสั่งการตามที่เห็นสมควร

คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้มีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “กข.สม.” ประกอบด้วย

เลขาธิการหรือรองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เลขาธิการมอบหมายเป็นประธานกรรมการ

รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักทุกสำนัก

หรือหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่าสำนัก ผู้อำนวยการ

กลุ่มงานอำนวยการกิจการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นกรรมการ ผู้อำนวยการกลุ่มงานข้อมูลและสารสนเทศเป็นกรรมการและเลขานุการ

และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้ กข.สม.

มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) เสนอนโยบายหรือมาตรการเกี่ยวกับการบริหาร การจัดระบบ การขอ

การอนุญาตและการบริหารข้อมูลข่าวสาร

(๒)

ให้คำแนะนำหรือเสนอความเห็นเกี่ยวกับการกำหนดประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษารวมทั้งการจัดพิมพ์และการเผยแพร่

(๓) ให้คำแนะนำ

หรือเสนอความเห็นเกี่ยวกับประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ควรจัดเก็บไว้ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

หรือส่งไปยังหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

กรมศิลปากรหรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

(๔)

ให้คำแนะนำหรือเสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดทำและปรับปรุงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อราชการ

(๕)

ให้คำแนะนำหรือเสนอความเห็นเกี่ยวกับการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน

(๖)

พิจารณาวินิจฉัยในกรณีที่มีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการดำเนินการตามระเบียบนี้

(๗)

พิจารณาวินิจฉัยประเภทข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่ต้องเปิดเผยหรือข้อมูลข่าวสารของราชการที่เป็นความลับของราชการ

(๘) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการในเรื่องใด ๆ ตามที่ กข.สม.

มอบหมาย

(๙) เชิญบุคคลใด ๆ

มาสอบถามหรือให้ชี้แจงแสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร

(๑๐) กำหนดหลักเกณฑ์การคิดค่าใช้จ่ายของข้อมูลข่าวสารที่มีไว้เพื่อขายหรือจำหน่าย

(๑๑) ดำเนินงานอื่นใดตามที่เลขาธิการมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การประชุม กข.สม.

ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้นำความในข้อ ๗

มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะทำงานที่ กข.สม. แต่งตั้งโดยอนุโลม

การจัดระบบข้อมูลข่าวสาร

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้ส่วนราชการในสังกัดจัดประเภทข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้ส่วนราชการในสังกัดสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลหรือสำรวจ

แก้ไขปรับปรุงระบบจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีอยู่เดิมให้สามารถทราบถึงวงจรเอกสาร

ขั้นตอนการจัดเก็บส่วนงานย่อยที่จัดเก็บและสถานที่จัดเก็บให้สามารถค้นหาหรือหยิบใช้ได้สะดวก

หรือให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล

และคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลให้ดำเนินการ ดังนี้

(๑) จัดเก็บเท่าที่จำเป็น ยกเลิกเมื่อหมดความจำเป็น

(๒)

พยายามเก็บข้อมูลโดยตรงจากเจ้าของข้อมูลและปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

(๓) จัดระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันมิให้มีการนำไปใช้ให้เกิดผลเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล

(๔) คุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ตามระบบรักษาความปลอดภัย

จะเปิดเผยเฉพาะกรณีได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

(ซึ่งอาจให้ไว้ล่วงหน้าหรือให้ไว้ในขณะนั้น) เว้นแต่เป็นการเปิดเผย ดังต่อไปนี้

ก. ให้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเพื่อใช้ตามอำนาจหน้าที่

ข. การใช้ข้อมูลตามปกติ

ค. ต่อหน่วยงานทำงานด้านแผน/การสถิติ

ง. การใช้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย โดยไม่ระบุชื่อ

หรือส่วนที่ทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลใด

จ. ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

เพื่อการตรวจดูคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ฉ. ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ช. กรณีจำเป็นเพื่อป้องกัน หรือระงับอันตรายต่อชีวิต

หรือสุขภาพของบุคคล

ซ. ต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ

หรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในกรณีข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่ประสงค์จะเก็บรักษา

หรือที่ไม่เปิดเผยแต่ครบกำหนดเวลาเก็บรักษา ให้ส่งมอบให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

เพื่อคัดเลือกไว้ให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้า

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในการดำเนินการตามข้อ ๙ ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑

ให้ส่วนราชการในสังกัดจัดให้มีเจ้าหน้าที่ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ

ติดตามและประสานงานในการดำเนินงานดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

การขอข้อมูลข่าวสารและการอนุญาต

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การเข้าตรวจดู

ศึกษาค้นคว้า หรือขอสำเนาข้อมูลข่าวสารของราชการ

ให้ผู้ขอรับบริการทำหนังสือหรือยื่นคำขอเป็นลายลักษณ์อักษร

พร้อมทั้งแสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อเลขาธิการหรือผู้มีอำนาจอนุญาต

ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูตามวรรคหนึ่ง

ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕

แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนนั้น

ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบ

ให้เลขาธิการเป็นผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

หรือประธานอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบ แล้วแต่กรณี

ในกรณีเรื่องใดที่ยังไม่มีคณะอนุกรรมการหรือยังไม่ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการคณะใดรับผิดชอบ

ให้เสนอประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณา

ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

ให้เลขาธิการเป็นผู้พิจารณาอนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

การขอข้อมูลข่าวสารและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ท้ายระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ กรณีมีผู้มายื่นคำขอข้อมูลข่าวสารของราชการ

แต่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ส่วนราชการในสังกัดมิได้ครอบครองหรือควบคุมดูแล

ให้ส่วนราชการในสังกัดที่รับคำขอให้คำแนะนำเพื่อให้ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองหรือควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้น

โดยไม่ชักช้า

ข้อมูลข่าวสารของราชการใดมีสภาพที่อาจบุบสลายง่าย

ส่วนราชการในสังกัดจะขอขยายเวลาในการจัดหาให้หรือจัดทำสำเนาให้

ในสภาพอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลข่าวสารนั้นก็ได้

ข้อมูลข่าวสารของราชการที่ส่วนราชการในสังกัดจัดหาให้ตามข้อ ๑๓

ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้วในสภาพที่พร้อมที่จะให้ได้

มิใช่เป็นการต้องไปจัดทำ วิเคราะห์ จำแนก รวบรวม หรือจัดให้มีขึ้นใหม่

เว้นแต่เป็นการแปรสภาพ

เป็นเอกสารจากข้อมูลข่าวสารที่บันทึกไว้ในระบบการบันทึกภาพหรือเสียง

ระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบอื่นใด ทั้งนี้

ตามที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกำหนดแต่ถ้าส่วนราชการในสังกัดเห็นว่ากรณีที่ขอนั้นมิใช่แสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า

และเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพสำหรับผู้นั้นหรือเป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

ส่วนราชการในสังกัดจะจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้ก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ กรณีการสั่งเปิดเผยหรือมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการตามข้อ

๑๓ วรรคสาม โดยคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้

แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่าที่เปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด

และให้ถือว่าการมีคำสั่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ

เป็นดุลพินิจโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ตามลำดับสายบังคับบัญชา

แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เห็นว่า

การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของผู้ใดให้แจ้งผู้นั้นเสนอคำคัดค้านภายในเวลาที่กำหนด

แต่ต้องให้เวลาอันสมควรที่ผู้นั้นอาจเสนอคำคัดค้านได้ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

และหากมีการคัดค้านเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องพิจารณาคำคัดค้านและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้คัดค้านทราบโดยไม่ชักช้า

ในกรณีที่มีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้าน เจ้าหน้าที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นมิได้

จนกว่าจะล่วงพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ภายในสิบห้าวัน

นับแต่วันที่ผู้คัดค้านรับทราบผลการพิจารณาคำคัดค้าน

หรือจนกว่าคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้

แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การส่งข้อมูลข่าวสารตามหมายเรียกพยานเอกสารของศาลให้ปฏิบัติตามหมายเรียกของศาล

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ข้อมูลข่าวสารใดหากมีกฎหมาย

หรือระเบียบ กำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของราชการนั้นไว้เป็นพิเศษ

การขอข้อมูลข่าวสารของราชการและการอนุญาตจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบดังกล่าวด้วย

การบริการข้อมูลข่าวสาร

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้ส่วนราชการในสังกัดรวบรวม

จัดเตรียมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ในความรับผิดชอบ

เพื่อเผยแพร่ ขาย จำหน่าย ตรวจดูและศึกษาค้นคว้า

ตลอดจนจัดหาและจัดทำสำเนาข้อมูลข่าวสารดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

ให้ถือปฏิบัติตามข้อ ๑๙ โดยอนุโลม

เว้นแต่เรื่องลับตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๔

หรือระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดว่าด้วยการรักษาความลับของราชการ

หรือเรื่องที่ไม่ต้องเปิดเผยตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือผู้มีอำนาจอนุญาตตามข้อ

๑๓ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องเปิดเผย

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ข้อมูลข่าวสารที่มีไว้เพื่อขายหรือจำหน่าย

ให้คิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ กข.สม. กำหนด

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การเรียกค่าธรรมเนียมการขอสำเนา

หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองข้อมูลข่าวสารให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

เรื่อง การเรียกค่าธรรมเนียมการขอสำเนา

หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารของราชการ กรณีที่หน่วยงานราชการ

หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ นักเรียน นักศึกษา

หรือผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้ขอสำเนาข้อมูลข่าวสาร

ให้เลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมาย พิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียม

หรือลดอัตราค่าธรรมเนียมให้ตามควรแก่กรณีได้

การรับรองสำเนาข้อมูลข่าวสาร

ให้ข้าราชการที่รับผิดชอบข้อมูลข่าวสารนั้นตั้งแต่ระดับปฏิบัติการหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้รับรอง

โดยลงลายมือชื่อพร้อมทั้งชื่อตัว ชื่อสกุล และตำแหน่ง ตลอดจนวัน เดือน ปี

ให้ชัดเจน ทั้งนี้

ให้รับรองตามจำนวนที่ผู้ยื่นคำขอขอให้รับรอง

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ รายได้จากการขายหรือจำหน่ายข้อมูลข่าวสาร

ตามข้อ ๒๑ และค่าธรรมเนียมในการขอสำเนา หรือการรับรองข้อมูลข่าวสารตามข้อ ๒๒

ให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ให้มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ” และจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อควบคุมดูแล

ตรวจสอบ

ติดตามและประสานงานในการดำเนินการของศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนด

ประกาศ

ณ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

วีรวิทย์

วีรวรวิทย์

รองเลขาธิการ

รักษาราชการแทน

เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

[เอกสารแนบท้าย]

๑. หลักเกณฑ์การขอข้อมูลข่าวสารและการอนุญาต

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๑๑ ธันวาคม

๒๕๕๕

ชาญ/ผู้ตรวจ

๑๔ ธันวาคม

๒๕๕๕

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๙/ตอนที่ ๑๑๔ ก/หน้า ๒๕/๖ ธันวาคม ๒๕๕๕

24 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2555 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ff5488003082a77c (accessed 2026-07-06)

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com