พระราชบัญญัติ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๒
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๓
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้การดำเนินงานของสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทยบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง
จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานของรัฐในบางกรณี เพื่อประโยชน์ในความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๒”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ดิจิทัล” หมายความว่า เทคโนโลยีที่ใช้วิธีการนำสัญลักษณ์ศูนย์และหนึ่งหรือสัญลักษณ์อื่นมาแทนค่าสิ่งทั้งปวง เพื่อใช้สร้าง หรือก่อให้เกิดระบบต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์ใช้ประโยชน์ “ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล” หมายความว่า ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การพัฒนา
การจัดจำหน่าย หรือการให้บริการ ด้านฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบด้านซอฟต์แวร์ ด้านบริการดิจิทัล ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ หรือด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสื่อสารในระบบดิจิทัล ทั้งนี้ รายละเอียดให้เป็นตามที่กำหนดในข้อบังคับ “สภา” หมายความว่า สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย
“ข้อบังคับ” หมายความว่า ข้อบังคับของสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย “สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกของสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย “กรรมการ” หมายความว่า
กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย “พนักงาน” หมายความว่า พนักงานและลูกจ้างของสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และกำหนดกิจการอื่น เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้จัดตั้งสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์และหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๖ ให้สภามีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นตัวแทนของสมาชิกผู้ประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลในการเสนอความเห็น ประสานงาน และสนับสนุนการดำเนินงานด้านนโยบายระหว่างภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล (๒) เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎระเบียบ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล (๓) ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาขีดความสามารถของการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล (๔) ส่งเสริมการพัฒนาทักษะของบุคลากรด้านดิจิทัลให้มีมาตรฐานสากล (๕) ส่งเสริมและกำกับดูแลให้เกิดคุณภาพ มาตรฐาน
และจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล รวมทั้งควบคุมดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามข้อบังคับของสภาและกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล (๖) ดำเนินกิจการอื่นเพื่อการพัฒนาธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย หรือตามที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๗ ห้ามสภากระทำการ ดังต่อไปนี้ (๑) ประกอบวิสาหกิจ เข้าดำเนินการประกอบวิสาหกิจของบุคคลใด เข้าถือหุ้นเป็นหุ้นส่วนหรือร่วมทุนในการประกอบวิสาหกิจดิจิทัลกับบุคคลใด เว้นแต่เป็นการประกอบวิสาหกิจเพียงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสภาตามมาตรา ๖ และได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสามัญ (๒)
ดำเนินการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายการแข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของการประกอบวิสาหกิจดิจิทัล (๓) ดำเนินการด้วยประการใด ๆ อันอาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจความมั่นคงของประเทศหรือต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (๔) ให้กู้ยืมเงินหรือให้เงินแก่สมาชิก หรือบุคคลอื่นใด
เว้นแต่เป็นการให้กู้ยืมเพื่อเป็นการสงเคราะห์พนักงาน หรือครอบครัวของพนักงานตามข้อบังคับ หรือเป็นการให้เพื่อการกุศลสาธารณะหรือตามหน้าที่ศีลธรรม หรือตามควรแก่อัธยาศัยในสังคม (๕) กีดกันหรือขัดขวางมิให้ผู้ใดซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกได้ตามพระราชบัญญัติและข้อบังคับเข้าเป็นสมาชิก
โดยขัดต่อพระราชบัญญัติหรือข้อบังคับ (๖) แบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิก (๗) ดำเนินการเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง
มาตรา ๘ ให้สภามีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และมีสำนักงานสาขาในจังหวัดอื่นได้ตามความจำเป็น การจัดตั้งสำนักงานสาขาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
มาตรา ๙ สภาอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าลงทะเบียน ค่าธรรมเนียม และค่าบำรุงที่เรียกเก็บจากสมาชิก (๒) ค่าตอบแทนและค่าบริการที่ได้รับจากการให้บริการแก่สมาชิกหรือบุคคลภายนอก (๓) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้ (๔) เงิน ผลประโยชน์ และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ได้จากการดำเนินงานของสภา (๕)
ดอกผลและผลประโยชน์ของเงินหรือทรัพย์สินตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔)
มาตรา ๑๐ ห้ามบุคคลใดนอกจากสภาใช้เครื่องหมาย หรือชื่อเป็นภาษาไทยว่า “สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย” หรือชื่อย่อว่า “สภาดิจิทัล” หรืออักษรต่างประเทศที่มีความหมายหรืออ่านออกเสียงว่า “สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย”
หรือใช้ชื่อในทำนองเดียวกันจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของสภา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภา
มาตรา ๑๑ สภามีสมาชิกสามประเภท คือ (๑) สมาชิกสามัญ (๒) สมาชิกวิสามัญ (๓) สมาชิกกิตติมศักดิ์ สมาชิกมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดในข้อบังคับ
มาตรา ๑๒ สมาชิกสามัญ ได้แก่ (๑) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล (๒) สมาคมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการส่งเสริมหรือสนับสนุนการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล
โดยกรรมการสมาคมทั้งหมดจำนวนเกินกึ่งหนึ่งและสมาชิกของสมาคมทั้งหมดจำนวนเกินกึ่งหนึ่งมีสัญชาติไทย
มาตรา ๑๓ สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล
มาตรา ๑๔ สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ ผู้ซึ่งคณะกรรมการเชิญมาเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์จาก (๑) ผู้ทรงคุณวุฒิในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล (๒) ผู้ทรงคุณวุฒิในสถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาหลักสูตรเกี่ยวกับดิจิทัล (๓) ผู้ซึ่งทำประโยชน์ให้แก่สภา หรือธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ
มาตรา ๑๕ ให้มีคณะกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย คณะหนึ่ง ซึ่งที่ประชุมใหญ่สภาเลือกตั้งจากผู้แทนสมาชิกสามัญ ให้กรรมการตามวรรคหนึ่ง เลือกกรรมการเป็นประธานสภาคนหนึ่ง รองประธานสภาคนหนึ่งหรือหลายคน เลขาธิการสภาคนหนึ่ง และตำแหน่งอื่น ๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ
ให้เลขาธิการสภาเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ จำนวนและสัดส่วนของกรรมการตามประเภทการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลและวิธีการเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง และวิธีการเลือกประธานสภา รองประธานสภา เลขาธิการสภา และตำแหน่งอื่น ๆ ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับ
มาตรา ๑๖ กรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) เป็นผู้แทนสมาชิกสามัญที่เป็นสมาชิกของสภาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (๓)
เป็นผู้แทนสมาชิกสามัญที่ได้จัดทำบัญชีนำส่งงบการเงินต่อกระทรวงพาณิชย์หรือกรมสรรพากรมาระยะเวลาสามปีติดต่อกันนับย้อนจากปีปัจจุบัน และมีการจัดทำงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตมาเป็นระยะเวลาสามปีติดต่อกันนับย้อนจากปีปัจจุบันด้วย (๔) ไม่เป็นพนักงาน (๕)
ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๖) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือเป็นพนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น
เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ และให้หมายความรวมถึงลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ
หรือกิจการอื่นของรัฐ เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (๗) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (๘) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๙) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา ๑๗ กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับเลือกตั้งใหม่ได้ ประธานสภาจะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
มาตรา ๑๘ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๗ กรรมการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ที่ประชุมใหญ่สภามีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุม (๔) พ้นจากการเป็นผู้แทนสมาชิกสามัญ หรือสมาชิกสามัญนั้นพ้นจากสมาชิกภาพ (๕)
ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ (๖) รัฐมนตรีสั่งให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๓๖
มาตรา ๑๙ เมื่อกรรมการตามมาตรา ๑๕ พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งผู้แทนสมาชิกสามัญ เป็นกรรมการแทนภายในหกสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้นั้นจะเหลือน้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คณะกรรมการจะจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการแทนหรือไม่ก็ได้
ให้ผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการแทนตามวรรคหนึ่งอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากับวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน
มาตรา ๒๐ ในกรณีที่กรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งนอกจากการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามมาตรา ๓๖ ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งยังคงรักษาการในตำแหน่งเพื่อดำเนินกิจการของสภาต่อไปเท่าที่จำเป็นจนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สภา
เพื่อให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ตามมาตรา ๑๕ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการว่างลง จนเหลือจำนวนน้อยกว่าที่จะเป็นองค์ประชุมตามมาตรา ๒๒ ให้กรรมการที่เหลืออยู่ กระทำการต่อไปได้ แต่เฉพาะจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาเพื่อเลือกตั้งกรรมการตามมาตรา ๑๕
มาตรา ๒๑ คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจวางนโยบายและดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาตามมาตรา ๖ รวมทั้งให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ประสานงานในนามของผู้ประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลด้านนโยบายและการดำเนินการกับรัฐบาล
หน่วยงานของภาครัฐเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล ตลอดจนศึกษาแนวทาง และร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ (๒) สนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล (๓)
ให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำแก่การประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล (๔) ดำเนินการร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การประสานงานด้านธุรกิจ อุตสาหกรรม การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความรู้ด้านดิจิทัล กับทั้งองค์กรในประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ
เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (๕) แต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะอนุกรรมการ เพื่อดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (๖) สรรหาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและเสนอให้ที่ประชุมสามัญพิจารณาอนุมัติแต่งตั้ง และจัดให้มีการตรวจสอบบัญชีรายรับ รายจ่าย งบการเงิน โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
และเสนอให้ที่ประชุมสามัญให้ความเห็นชอบ (๗) ออกข้อบังคับว่าด้วย (ก) การจำแนกกลุ่มสมาชิกตามลักษณะหรือพื้นที่ของการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล การเลือกตั้งกรรมการกลุ่มสมาชิก การประชุมและดำเนินการของสาขาการประกอบกิจการด้านดิจิทัล ตลอดจนกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ข)
การกำหนดรายละเอียดของการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล (ค) การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับสมัคร สิทธิหน้าที่ของสมาชิก คุณสมบัติ วินัยและการลงโทษสมาชิก และการพ้นจากสมาชิกภาพ รวมทั้งการอุทธรณ์ (ง) การกำหนดค่าลงทะเบียน ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน
และค่าบริการที่จะพึงเรียกเก็บจากสมาชิกหรือบุคคลภายนอก (จ) การกำหนดจำนวนและสัดส่วนของกรรมการตามประเภทการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล วิธีการเลือกตั้งกรรมการ และวิธีการเลือกประธานสภา รองประธานสภา เลขาธิการสภา และตำแหน่งอื่น ๆ ตลอดจนตำแหน่งและภาระหน้าที่ของกรรมการเป็นรายตำแหน่ง (ฉ)
การประชุมและการดำเนินกิจการของคณะกรรมการ และการประชุมใหญ่สภา (ช) การจัดตั้งและการดำเนินกิจการของสำนักงานสาขาสภา (ซ) การบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินบำเหน็จรางวัลของพนักงาน รวมทั้งวินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ของพนักงาน (ฌ) การเบิกจ่ายเงิน
และการเก็บรักษาเงินทุกประเภท (ญ) การสงเคราะห์พนักงาน ตลอดจนครอบครัวของบุคคลดังกล่าว หรือผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นพนักงาน (ฎ) การอื่นใดที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการของสภา การกำหนดหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับใด ๆ ตาม (๗) ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่สภา เมื่อที่ประชุมใหญ่สภาให้ความเห็นชอบแล้ว
ต้องส่งข้อบังคับนั้นให้รัฐมนตรีเพื่อทราบ
มาตรา ๒๒ การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้ประธานสภาเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานสภาไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานสภาเป็นประธานในที่ประชุม
ถ้ารองประธานสภาไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการให้ถือตามเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มาประชุม กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้ามีการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับตัวกรรมการ หรือส่วนได้เสียของกรรมการหรือสมาชิกที่กรรมการเป็นผู้แทน ให้กรรมการผู้นั้นมีสิทธิชี้แจงในเรื่องนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง
มาตรา ๒๓ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ประธานสภาเป็นผู้แทนของสภา และเพื่อการนี้ ประธานสภาจะมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการกระทำการแทนก็ได้ โดยการมอบอำนาจดังกล่าวจะต้องกำหนดขอบเขต หน้าที่และอำนาจและความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน การดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก
ให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับ
หมวด ๔ การดำเนินกิจการของสภา
มาตรา ๒๔ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาปีละหนึ่งครั้ง การประชุมใหญ่เช่นนี้เรียกว่า ประชุมสามัญ การประชุมใหญ่สภาคราวอื่น นอกจากการประชุมตามวรรคหนึ่ง เรียกว่า ประชุมวิสามัญ
มาตรา ๒๕ ในการประชุมสามัญอย่างน้อยต้องมีระเบียบวาระการประชุมในเรื่อง ดังต่อไปนี้ (๑) พิจารณาให้ความเห็นรายงานแสดงสถานภาพเศรษฐกิจ และผลผลิตด้านดิจิทัลของประเทศไทยเปรียบเทียบกับสากล (๒) รับรองรายงานประจำปีแสดงผลงานของสภาในปีที่ล่วงมา (๓) พิจารณารายงานประเมินผลงานของสภาในปีที่ล่วงมา (๔)
พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปีของสภาที่ได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (๕) พิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบายของคณะกรรมการ แผนดำเนินงาน และงบประมาณประจำปีของสภา (๖) แต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
มาตรา ๒๖ เมื่อมีเหตุจำเป็น คณะกรรมการจะเรียกประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้ สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกสามัญจะทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้เรียกประชุมวิสามัญก็ได้ ในหนังสือร้องขอนั้นต้องระบุว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด
ในกรณีที่สมาชิกสามัญเป็นผู้ร้องขอให้เรียกประชุมวิสามัญตามวรรคสอง ให้คณะกรรมการเรียกประชุมวิสามัญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับหนังสือร้องขอ
มาตรา ๒๗ ในการประชุมใหญ่สภา ต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้ประธานสภาเป็นประธานที่ประชุม กรณีประธานสภาไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานสภาเป็นประธานที่ประชุม
หากรองประธานสภาไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สมาชิกที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุม สมาชิกสามัญอาจมอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าร่วมประชุมแทนและออกเสียงลงคะแนนได้ตามที่กำหนดในข้อบังคับ การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกสามัญที่มาประชุม
โดยสมาชิกคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๒๘ สมาชิกวิสามัญและสมาชิกกิตติมศักดิ์มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่สภาได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และอาจมอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าร่วมประชุมแทนและแสดงความคิดเห็นได้ตามที่กำหนดในข้อบังคับ
มาตรา ๒๙ ในการประชุมสามัญ ถ้าสมาชิกสามัญมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้เลื่อนการประชุมนั้นออกไปอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ประธานสภาแจ้งวันประชุมครั้งใหม่ให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน การประชุมสามัญครั้งใหม่นี้ ไม่ว่าจะมีสมาชิกสามัญมาประชุมจำนวนเท่าใดให้ถือเป็นองค์ประชุมได้ แต่การประชุมในครั้งนี้
ให้ดำเนินการได้เฉพาะกิจกรรมอันพึงกระทำตามระบุในมาตรา ๒๕ เท่านั้น เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบายของคณะกรรมการ แผนดำเนินงานประจำปี และงบประมาณเฉพาะที่เกี่ยวกับการดำเนินงานตามนโยบายของสภาตามมาตรา ๒๕ (๕) จะต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมครบองค์ประชุมตามมาตรา ๒๗
มาตรา ๓๐ ในการประชุมวิสามัญ ถ้าสมาชิกสามัญมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม หากการประชุมวิสามัญนั้นได้เรียกตามคำร้องขอของสมาชิกสามัญ ให้งดประชุม หากเป็นการประชุมวิสามัญที่สมาชิกสามัญมิได้ร้องขอ ให้เลื่อนการประชุมวิสามัญนั้นออกไป โดยให้ประธานสภาเรียกประชุมวิสามัญอีกครั้งภายในสี่สิบห้าวัน
การประชุมวิสามัญครั้งหลังนี้ ไม่ว่าจะมีสมาชิกสามัญมาประชุมจำนวนเท่าใดให้ถือเป็นองค์ประชุมได้ เว้นแต่การดำเนินการดังต่อไปนี้จะต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมครบองค์ประชุมตามมาตรา ๒๗ (๑) การมีมติให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘ (๓) (๒) การพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับตามมาตรา ๒๑ (๗) (๓)
การพิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบายของคณะกรรมการ แผนดำเนินงานประจำปี และงบประมาณเฉพาะที่เกี่ยวกับการดำเนินงานตามนโยบายของสภาตามมาตรา ๒๕ (๕)
มาตรา ๓๑ ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานประจำปีแสดงผลงานคณะกรรมการและสภาในปีที่ล่วงมา และคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบาย พร้อมด้วยงบการเงินประจำปี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองเสนอต่อที่ประชุมสามัญภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน
และให้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวไปยังรัฐมนตรีเพื่อรับทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมสามัญรับรองแล้ว
มาตรา ๓๒ ผู้สอบบัญชีตามมาตรา ๓๑ นั้น ให้ที่ประชุมสามัญแต่งตั้งจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชี และต้องไม่เป็นกรรมการ พนักงาน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานของสภา และขอคำชี้แจงจากประธานสภา กรรมการ พนักงาน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้
ให้ผู้สอบบัญชีได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่ที่ประชุมสามัญกำหนด
หมวด ๕ การกำกับดูแลของรัฐ
มาตรา ๓๓ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภา (๒) สั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของสภา และจะให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือรายงานการประชุมของคณะกรรมการด้วยก็ได้ (๓)
สั่งเป็นหนังสือให้สภาหรือคณะกรรมการระงับหรือแก้ไขการกระทำใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล มติของคณะรัฐมนตรี หรือข้อบังคับ เมื่อสั่งการอย่างใดแล้ว ให้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
มาตรา ๓๔ ในการปฏิบัติการตามคำสั่งของรัฐมนตรีตามมาตรา ๓๓ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานในสำนักงานของสภาได้ในระหว่างเวลาทำการ หรือให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องชี้แจงแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ร้องขอ ในการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง
ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
มาตรา ๓๕ ในการปฏิบัติการตามมาตรา ๓๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๓๖ เมื่อปรากฏว่าสภาหรือคณะกรรมการ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรีตามมาตรา ๓๓ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของสภา หรือเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้กรรมการทั้งคณะหรือกรรมการคนใดคนหนึ่ง พ้นจากตำแหน่ง กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่มีสิทธิเป็นกรรมการอีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดห้าปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๓๗ ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๓๖ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลจากสมาชิกสามัญของสภาจำนวนไม่น้อยกว่าสิบสามคน แต่ไม่เกินยี่สิบคนเป็นคณะกรรมการชั่วคราวภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้คณะกรรมการทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ให้คณะกรรมการชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง
มีหน้าที่และอำนาจดำเนินกิจการสภาเพียงเท่าที่จำเป็นและจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาเพื่อเลือกตั้งกรรมการตามมาตรา ๑๕ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราว เมื่อกรรมการคณะใหม่เข้ารับหน้าที่แล้วให้คณะกรรมการชั่วคราวซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๓๘ สภากระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๗ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองแสนบาท* [*มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
มาตรา ๓๙ ในกรณีที่สภากระทำความผิดและถูกลงโทษ ถ้าการกระทำความผิดของสภาเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการผู้ใด หรือในกรณีที่กรรมการผู้ใดมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้สภากระทำความผิด
กรรมการผู้นั้นมีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งแสนบาท* [*มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
มาตรา ๔๐ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทจนกว่าจะเลิกใช้
มาตรา ๔๑ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ชี้แจง หรือไม่อำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๓๔ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าพันบาท* [*มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ บัญญัติให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย
และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย]
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๔๒ เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว ให้สมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นอันยกเลิก และให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ
และหนี้ของสมาคมดังกล่าวที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเป็นของสภานับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๔๓ ให้พนักงานและลูกจ้างของสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นพนักงานของสภา
กับให้ถือว่าเวลาทำงานของบุคคลดังกล่าวในสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นเวลาทำงานในสภานับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๔๔ ให้คณะกรรมการสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคน ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกสภา ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนิเทศศาสตร์ ด้านสังคม
ด้านกฎหมายดิจิทัล ด้านธุรกิจการดูแลด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านส่งเสริมสิทธิประชาชนอย่างทั่วถึง ด้านละหนึ่งคน ตามที่คณะกรรมการสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสนอและรัฐมนตรีแต่งตั้ง ประกอบเป็นคณะกรรมการคณะแรกของสภา มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการตามมาตรา ๒๑ (๑) (๒) (๓) (๔)
และ (๖) และออกข้อบังคับตาม (๗) (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) (ฉ) และ (ฌ) เพื่อใช้บังคับเป็นการชั่วคราวและปฏิบัติการอย่างอื่นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ดำเนินการรับสมัครสมาชิกและเรียกประชุมใหญ่สภาเพื่อเลือกตั้งกรรมการคณะใหม่ตามมาตรา ๑๕
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีความจำเป็น รัฐมนตรีจะขยายระยะเวลาให้ก็ได้ การขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ขยายได้ครั้งละไม่เกินสามสิบวัน แต่ทั้งนี้ รวมกันไม่เกินหกสิบวัน เมื่อเลือกตั้งกรรมการตามวรรคหนึ่งแล้ว
กรรมการคณะใหม่ต้องจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคสามแล้ว ให้คณะกรรมการคณะแรกพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๔๕ ในการเลือกตั้งกรรมการคณะใหม่ตามมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง มิให้นำระยะเวลาการเป็นสมาชิกของสภาตามมาตรา ๑๖ (๒) มาใช้บังคับกับผู้แทนสมาชิกสามัญซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการ
มาตรา ๔๖ ให้สมาชิกสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยที่ดำรงสมาชิกภาพอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นสมาชิกสภาตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลมีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพ ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และนวัตกรรมดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและสังคม
สมควรที่ประเทศไทยจะมีการจัดตั้งสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย อันเป็นการรวมตัวของภาคเอกชนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านกำลังคน ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์โดยตรง รวมทั้งมีความใกล้ชิดและความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค
เพื่อให้เป็นองค์กรสำคัญในการทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคเอกชนอื่น ๆ ในการสนับสนุนการผลิตและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล และการนำนวัตกรรมดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทยเพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ วรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๓๙ เมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี ๑ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ เป็นความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว
เป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง
ประกอบกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายได้กำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายในการกำหนดโทษอาญาให้เหมาะสมกับสภาพความผิดหรือกำหนดมาตรการลงโทษให้เหมาะสมกับการกระทำความผิด และฐานะของผู้กระทำความผิดเพื่อมิให้บุคคลต้องรับโทษหนักเกินสมควร
หรือต้องรับภาระในการรับโทษที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เนื่องจากกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษปรับ ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีย่อมสามารถชำระค่าปรับได้ แต่ผู้มีฐานะยากจนและไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระค่าปรับได้จะถูกกักขังแทนค่าปรับอันกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง
ประกอบกับเมื่อคำนึงถึงข้อห้ามหรือข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติแล้ว จะพบว่ามีข้อห้ามหรือข้อบังคับจำนวนมากอาจรุกล้ำเข้าไปในสิทธิพื้นฐานหรือสร้างภาระอันเกินสมควรแก่ประชาชน และนับวันจะมีกฎหมายตราออกมากำหนดการกระทำให้เป็นความผิดมากขึ้น
หลายกรณีทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้กระทำความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางกรณีกระทำไปเพราะความยากจนเหลือทนทาน และเมื่อได้กระทำความผิดแล้ว ก็ต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น ถูกจับกุม คุมขัง พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงบันทึกประวัติอาชญากรเป็นประวัติติดตัวตลอดไป
และในที่สุดไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ กระบวนการที่กล่าวมาย่อมสร้างรอยด่างให้เกิดแก่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามีทางใดที่จะป้องกันมิให้ประชาชนจะต้องตกเข้าสู่กระบวนการนั้นได้ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงได้ตามสมควร
แม้ว่าการกำหนดมาตรการอันเป็นโทษที่ผู้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อให้กฎหมายมีสภาพบังคับ แต่โทษนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้โทษอาญาเสมอไป ซึ่งนานาประเทศได้เริ่มปรับเปลี่ยนบทลงโทษจากความผิดอาญาเป็นมาตรการอื่นที่มิใช่โทษอาญามากขึ้น
รวมทั้งการใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษทางอาญา เช่น การคุมประพฤติ กรณีจึงสมควรที่ประเทศไทยจะพัฒนากฎหมายไทยให้สอดคล้องกับนานาประเทศ และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนยิ่งขึ้น โดยปรับเปลี่ยนโทษอาญาบางประการที่มุ่งต่อการปรับเป็นเงินตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ
เปลี่ยนเป็นมาตรการปรับเป็นพินัยที่สร้างขึ้นใหม่ไม่ให้มีสภาพเป็นโทษอาญา โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับที่ต้องชำระให้เหมาะสมกับสภาพความร้ายแรงแห่งการกระทำและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดให้สอดคล้องกัน และในกรณีที่ผู้กระทำความผิดไม่มีเงินชำระค่าปรับ
อาจขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนการชำระค่าปรับได้ โดยไม่มีการกักขังแทนค่าปรับดังเช่นที่เป็นอยู่ในคดีอาญา การเปลี่ยนสภาพบังคับไม่ให้เป็นโทษอาญาโดยกำหนดวิธีการดำเนินการขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะนี้ ย่อมจะช่วยทำให้ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางอาญา
และไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะเป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๗๗ และมาตรา ๒๕๘ ค. ด้านกฎหมาย (๑)
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย นอกจากนั้น สำหรับกฎหมายบางฉบับที่กำหนดให้มีโทษทางปกครอง แต่บัญญัติให้ฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีอาญาเพื่อบังคับชำระค่าปรับทางปกครองไว้แล้ว สมควรเปลี่ยนโทษดังกล่าวเป็นมาตรการปรับเป็นพินัยเช่นเดียวกัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).