ประกาศกระทรวงมหาดไทย
เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะเพื่อการทํางาน
สําหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทํางานในราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน
ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
ตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามา ในราชอาณาจักร เป็นการเฉพาะ สําหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ลงวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2549 กําหนดให้คนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทํางานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเพื่อทํางานเป็นระยะเวลา 2 ปี และเมื่อคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรครบกําหนดระยะเวลาการอนุญาตแล้ว หากประสงค์จะอยู่ในราชอาณาจักรต่อไปอีกเพื่อทํางาน ให้มีสิทธิขออยู่ในราชอาณาจักรได้อีกครั้งเดียว เป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี นั้น แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศต้นทางที่สําคัญในการจัดส่งคนต่างด้าวเข้ามาทํางานในราชอาณาจักร จึงมีความจําเป็นต้องยกเว้นให้คนต่างด้าวซึ่งครบกําหนดระยะเวลาการอนุญาตดังกล่าวที่ประสงค์จะทํางาน สามารถขออยู่ในราชอาณาจักรต่อไปได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะฟื้นฟูประเทศ ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิของคนต่างด้าวที่จะได้อยู่ในราชอาณาจักรเพื่อทํางานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 87/2557 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอํานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตํารวจ ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้