法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 130/2547 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
5
มาตรา อารัมภบท

คําสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 130/2547

เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนําผู้เสียภาษีที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต สําหรับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะกรณี การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต กรมสรรพากรจึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ คําว่า “ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต” หมายความว่า ผู้ประกอบการที่ออกบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตรเพื่อใช้ชําระราคาสินค้า ค่าบริการ หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ จากบัตรเครดิต โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ชําระราคาสินค้า หรือค่าบริการให้แก่ผู้รับบัตรแทนผู้ถือบัตรก่อน ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรต้องชําระค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ดอกเบี้ย หรือค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ในบัตรเครดิตนั้น

คําว่า “ผู้ถือบัตร” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งได้รับ การออกบัตรเครดิต เพื่อใช้ชําระราคาสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้รับบัตร หรือเพื่อใช้ประโยชน์ ในด้านอื่น ๆ จากบัตรเครดิต นอกจากนี้ให้หมายความรวมถึงผู้ที่ได้รับการออกบัตรเครดิตประเภทบัตรเสริมด้วย

คําว่า “ผู้รับบัตร” หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งตกลงรับชําระราคาสินค้าหรือค่าบริการด้วยบัตรเครดิตจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นกิจการเฉพาะอย่างที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งกฎหมายกําหนดให้เป็นกิจการที่ต้องเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ ตามมาตรา 91/4(2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3(2) แห่ง พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกําหนดกิจการเฉพาะอย่าง ที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้เป็นกิจการที่ต้องเสียภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 246) พ.ศ.2534

การประกอบกิจการของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่ง แต่เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการการธนาคารตามกฎหมาย ว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายเฉพาะหรือการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2(1) และ (5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ซึ่งได้ให้บริการในราชอาณาจักรมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และมาตรา 82 แห่งประมวลรัษฎากร โดยคํานวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร

การให้บริการตามวรรคหนึ่ง ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชําระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการออกใบกํากับภาษีหรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดย ตนเองหรือบุคคลอื่นเกิดขึ้นก่อนได้รับชําระราคาค่าบริการ ก็ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดขึ้นตามส่วนของการกระทํานั้น ๆ แล้วแต่กรณี ตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร

ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตตามวรรคหนึ่ง ต้องนํามูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการคํานวณเสียภาษี มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร โดยมูลค่าของฐานภาษีที่ต้องนําไปรวมคํานวณ เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวอย่างเช่น

(1) ค่าธรรมเนียมการเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของผู้ถือบัตร เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Membership fee) ค่าธรรมเนียมรายปี (Annual fee) ค่าทําบัตรใหม่

(2) ค่าธรรมเนียมการขอเอกสารเกี่ยวกับบัตรเครดิต

(3) ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการให้บริการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตรได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกําหนด ไม่ว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจะเรียกชื่ออย่างใดก็ตาม เช่น Cash advance fee ATM service fee (สําหรับบัตรเครดิต) Transaction fee ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า ของผู้ถือบัตรไทยในต่างประเทศ

(4) ค่าบริการใช้เครื่องรูดบัตรที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตรายอื่น

(5) ส่วนลด (Discount revenue) ที่ได้รับจากร้านค้าสมาชิกในประเทศและต่างประเทศ

(6) ค่าตอบแทนที่ได้รับจากผู้รับบัตรเนื่องจากการจัดรายการส่งเสริมการขายร่วมกัน

(7) ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการติดตามทวงถามการชําระหนี้จากบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร

(8) ค่าธรรมเนียมการชําระเงินจากบัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร

(9) ส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บัตรเครดิต (Billing credit)

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตตามข้อ 2 วรรคสอง ในราชอาณาจักร มีหน้าที่ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 3.0 ของรายรับตามมาตรา 91/6 แห่งประมวลรัษฎากร

ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องนํารายรับที่ได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการมารวมคํานวณเป็นรายรับในการคํานวณเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/5 แห่งประมวลรัษฎากร โดยรายรับที่ต้องนําไปรวมคํานวณเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตัวอย่างเช่น

(1) ดอกเบี้ยในหนี้ค้างชําระ (Interest rate) หรือดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดชําระหนี้ หรือค่าปรับในการชําระหนี้ล่าช้ากว่ากําหนด (Late payment penalties) หรือค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่นใดที่มีลักษณะทํานองเดียวกันซึ่งเรียกเก็บจากผู้ถือบัตร

(2) ดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตรจากการให้ผู้ถือบัตรผ่อนชําระเป็นงวด

(3) ดอกเบี้ยการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิตจากผู้ถือบัตร (Interest on cash advance)

(4) ค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต (Interchange fee)

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคําสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก

ผู้มีอํานาจลงนาม - สั่ง ณ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2547

ศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์

(นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์)

อธิบดีกรมสรรพากร

5 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 130/2547 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_02045565934ecea9

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com