คำสั่งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง
ที่ ๒๘/๒๕๖๓
เรื่อง การปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙
แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.
๒๕๔๘
(ฉบับที่ ๙)[๑]
เพื่อให้การปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา
๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ตามประกาศนายกรัฐมนตรี
เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่
๗) ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลใช้บังคับ
ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และการให้ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลใช้บังคับ
ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
อาศัยอำนาจตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๔/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ
และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อ ๓ (๖) ข้อ ๔ และข้อ ๕
และคำสั่งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ที่ ๑/๒๕๖๓ ลงวันที่
๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑ จึงกำหนดแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
๑. ให้การปฏิบัติตามคำสั่งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงในเรื่องปรับการตั้งจุดตรวจควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด
- ๑๙ จัดตั้งคณะตรวจการประกอบกิจการและกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลาย แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่
มอบหน้าที่และอำนาจ และแต่งตั้งหัวหน้าคณะตรวจการประกอบกิจการและกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลาย
ยังมีผลใช้บังคับและปรับการปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวทางที่กำหนด รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจกิจการและกิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลาย
โดยเฉพาะกิจการและกิจกรรมที่มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก และสถานประกอบการที่มีแนวโน้มการใช้แรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
รวมทั้งรณรงค์ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้สถานประกอบการและประชาชนตระหนักและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค
ตลอดจนแจ้งเบาะแสแก่ทางราชการ หากพบว่ามีผู้ละเมิดมาตรการป้องกันโรค
๒. ดำรงความต่อเนื่องในการตั้งจุดตรวจร่วม
และชุดสายตรวจร่วม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ การก่ออาชญากรรม การรวมกลุ่มชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะหรือมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค
หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน
๓. เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจ
สกัดกั้น และจับกุมแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองในเขตรับผิดชอบ โดยเฉพาะพื้นที่ตามตะเข็บชายแดน
ช่องทาง ท่าข้ามธรรมชาติ พื้นที่เพ่งเล็ง พื้นที่เฝ้าระวัง
และพื้นที่สนใจ ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยประสานใช้กลไกด้านการปกครองในระดับพื้นที่ในการเฝ้าระวัง
ค้นหา และการแจ้งเบาะแสผู้หลบหนีเข้าเมือง ตลอดจนเพิ่มมาตรการ การตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะในพื้นที่จังหวัดชายแดนและพื้นที่ชั้นใน
โดยเฉพาะขบวนการนำพาและผู้ให้ที่พักพิงกับแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
๔. การดำเนินการต่อแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่ถูกจับกุม
ให้ดำเนินการสอบสวนให้ได้ข้อมูลด้านการลักลอบเข้าเมือง
เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองต่อไป
ทั้งนี้
ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง
พัชรภรณ์/ธนบดี/จัดทำ
๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๓
สุภาทิพย์/ตรวจ
๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๓
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๗/ตอนพิเศษ
๒๕๘ ง/หน้า ๓/๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓