มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
อนุสัญญาจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร
ท้ายพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร
พ.ศ. ๒๕๔๑
รัฐบาลผู้ลงนามในอนุสัญญานี้
โดยพิจารณาเห็นเป็นการสมควรที่จะให้ได้มาซึ่งระบบศุลกากรอันมีความกลมกลืน และมีแบบเดียวกันในขั้นสูงที่สุดและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จะศึกษาปัญหาที่มีอยู่เป็นประจำในการพัฒนา และปรับปรุงวิชาการทางศุลกากร และกฎหมายศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ ให้ดีขึ้น
โดยที่ตระหนักอยู่ว่า การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในเรื่องเหล่านี้จักเป็นประโยชน์แก่การค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงตัวประกอบต่าง ๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจและวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการนี้ด้วย
จึงได้ตกลงกันดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ได้กำหนดให้จัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรคณะหนึ่ง (ต่อไปนี้จะเรียกว่า คณะมนตรี) ขึ้นไว้ ณ ที่นี้
ข้อ ๒
(ก) สมาชิกคณะมนตรี ได้แก่
(๑) ภาคีผู้ทำสัญญาของอนุสัญญานี้
(๒) รัฐบาลแห่งดินแดนที่มีการศุลกากรแยกต่างหาก ซึ่งเสนอโดยภาคีผู้ทำสัญญาผู้มีความรับผิดชอบในการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างสมบูรณ์แบบของรัฐบาลนั้น โดยรัฐบาลนั้นมีความเป็นอิสระในการดำเนินความสัมพันธ์ทางพาณิชย์ภายนอก และซึ่งการรับเข้าเป็นสมาชิกแยกต่างหากนั้น ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีแล้ว
(ข) รัฐบาลใด ๆ แห่งดินแดนที่มีการศุลกากรแยกต่างหาก ซึ่งเป็นสมาชิกคณะมนตรีตามวรรค (ก) (๒) ข้างต้นย่อมหมดสภาพเป็นสมาชิกในเมื่อภาคีผู้ทำสัญญาผู้มีความรับผิดชอบในการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างสมบูรณ์แบบของรัฐบาลนั้น ได้แจ้งให้คณะมนตรีทราบถึงการถอนตัวออกจากสมาชิกภาพของรัฐบาลนั้นแล้ว
(ค) แต่ละสมาชิกจะตั้งผู้แทนได้หนึ่งคน และผู้แทนสำรองอีกคนหนึ่งหรือมากกว่านั้นเป็นผู้แทนของตนในคณะมนตรี ผู้แทนนั้น ๆ อาจมีคณะที่ปรึกษาช่วยเหลือด้วยก็ได้
(ง) คณะมนตรีอาจรับผู้แทนของรัฐบาลใด ๆ ซึ่งมิได้เป็นสมาชิก หรือผู้แทนขององค์การระหว่างประเทศใด ๆ ไว้ในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้วยก็ได้
ข้อ ๓
การหน้าที่ของคณะมนตรีได้แก่
(ก) ศึกษาปัญหาทั้งปวงเกี่ยวกับความร่วมมือกันในเรื่องศุลกากร ซึ่งภาคีผู้ทำสัญญาได้ตกลงให้ส่งเสริมตามความมุ่งประสงค์ทั่วไปของอนุสัญญานี้
(ข) ตรวจสอบลักษณะทางวิชาการของระบบศุลกากรตลอดทั้งตัวประกอบทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับลักษณะทางวิชาการนั้น ๆ โดยมุ่งหมายที่จะเสนอวิธีที่ได้ผลในทางปฏิบัติแก่สมาชิกคณะมนตรี เพื่อให้บรรลุถึงซึ่งความกลมกลืนและมีแบบเดียวกันในขั้นสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
(ค) เตรียมร่างอนุสัญญาและบทแก้ไขอนุสัญญา และเสนอแนะให้รัฐบาลที่เกี่ยวข้องรับเอาอนุสัญญาและบทแก้ไขนั้น ๆ ไปใช้
(ง) ทำข้อเสนอแนะเพื่อให้มีความแน่นอนในการตีความและการใช้เป็นแบบเดียวกัน สำหรับอนุสัญญาที่ได้ทำขึ้นอันเป็นผลงานของคณะมนตรี ตลอดทั้งอนุสัญญาว่าด้วยรายการจำแนกประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากร และการประเมินราคาสินค้าเพื่อความมุ่งประสงค์ในทางศุลกากร ตามที่กลุ่มศึกษาของสหภาพศุลกากรแห่งยุโรปได้เตรียมการไว้ และเพื่อจุดมุ่งหมายที่ว่านี้ คณะมนตรีจะปฏิบัติการหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยชัดแจ้งตามอนุสัญญานั้น ๆ ให้ต้องตามบทบัญญัติของอนุสัญญา
(จ) ทำข้อเสนอแนะในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยเพื่อระงับกรณีพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้อนุสัญญาตามที่อ้างถึงในวรรค (ง) ข้างต้นให้ต้องตามบทบัญญัติของอนุสัญญานั้น ๆ คู่พิพาทอาจตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจะรับเอาข้อเสนอแนะของคณะมนตรีเป็นข้อผูกพันก็ได้
(ฉ) ให้ความแน่นอนในการแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับข้อบังคับและระเบียบการศุลกากร
(ช) ให้ข่าวสารหรือคำแนะนำว่าด้วยเรื่องศุลกากรแก่รัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ภายในขอบเขตแห่งความมุ่งประสงค์ทั่วไปของอนุสัญญานี้ และทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้ จะโดยริเริ่มขึ้นเองหรือโดยได้รับการร้องขอก็ตาม
(ซ) ร่วมมือกับองค์การระหว่างรัฐบาลอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องใด ๆ ในอำนาจของคณะมนตรี
ข้อ ๔
สมาชิกคณะมนตรีจะจัดหาข่าวสารและเอกสารใด ๆ ที่จำเป็นในการบริหารการหน้าที่ของคณะมนตรีให้แก่คณะมนตรีตามที่ได้รับคำขอ แต่ทว่าสมาชิกย่อมไม่จำต้องเปิดเผยข่าวสารที่ไม่พึงเปิดเผย หากการเปิดเผยข่าวสารที่ว่านั้นจะเป็นการขัดขวางต่อการใช้กฎหมายของสมาชิกเอง หรือมิฉะนั้น จะเป็นการขัดกับสาธารณประโยชน์ หรือจะเป็นการเสียหายแก่ผลประโยชน์ทางพาณิชย์อันชอบธรรมของวิสาหกิจใด ๆ ทั้งสาธารณะและเอกชน
ข้อ ๕
ให้คณะมนตรีมีคณะกรรมการถาวรทางวิชาการคณะหนึ่งและสำนักงานเลขาธิการสำนักงานหนึ่งช่วยเหลือ
ข้อ ๖
(ก) คณะมนตรีจะเลือกตั้งประธานคนหนึ่ง และรองประธานไม่น้อยกว่า ๒ คนจากบรรดาผู้แทนของสมาชิกปีละครั้ง
(ข) คณะมนตรีจะสถาปนาระเบียบการประชุมของคณะมนตรีเอง โดยถือเสียงข้างมากไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิก
(ค) คณะมนตรีจะสถาปนาคณะกรรมการกำหนดรายการสินค้าขึ้นคณะหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยการกำหนดรายการจำแนกประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากรและคณะกรรมการประเมินราคาสินค้าคณะหนึ่ง ตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยการประเมินราคาสินค้าเพื่อความมุ่งประสงค์ในทางศุลกากร คณะมนตรียังอาจสถาปนาคณะกรรมการอื่น ๆ ได้อีกตามแต่จะปรารถนา เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญาตามที่อ้างถึง ในข้อ ๓ (ง) หรือเพื่อความมุ่งประสงค์อื่นใดภายในอำนาจของคณะมนตรี
(ง) คณะมนตรีจะเป็นผู้กำหนดการงานที่จะมอบหมายให้คณะกรรมการถาวรทางวิชาการทำและอำนาจหน้าที่จะมอบให้ใช้แทนด้วย
(จ) คณะมนตรีจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบงบประมาณประจำปี ควบคุมการใช้จ่ายเงินของคณะมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการเงินของคณะมนตรีต่อสำนักงานเลขาธิการตามที่จะพิจารณาเห็นว่าเป็นการบังควร
ข้อ ๗
(ก) สำนักงานใหญ่ของคณะมนตรีจะตั้งอยู่ ณ กรุงบรัสเซลส์
(ข) คณะมนตรี คณะกรรมการถาวรทางวิชาการ และคณะกรรมการใด ๆ ที่คณะมนตรีจัดตั้งขึ้น อาจประชุมกัน ณ ที่ใดนอกจากที่สำนักงานใหญ่ของคณะมนตรีก็ได้ หากคณะมนตรีได้มีมติให้เป็นเช่นนั้น
(ค) คณะมนตรีประชุมกันอย่างน้อยปีละสองครั้ง การประชุมครั้งแรกจะมีขึ้นไม่ช้ากว่าสามเดือนหลังจากที่เริ่มใช้อนุสัญญานี้
ข้อ ๘
(ก) สมาชิกคณะมนตรีแต่ละรายจะมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้หนึ่งคะแนนเสียง เว้นแต่กรณีที่สมาชิกรายใดจะไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในปัญหาใดปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับการตีความ การใช้หรือการแก้ไขอนุสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งตามที่อ้างถึงในข้อ ๓ (ง) ที่ใช้อยู่ และซึ่งมิได้ใช้แก่สมาชิกรายนั้น
(ข) เว้นแต่ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๖ (ข) มติของคณะมนตรีจะต้องได้รับเสียงข้างมากสองในสามของจำนวนสมาชิกที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน คณะมนตรีไม่อาจลงมติไม่ว่าในเรื่องใดนอกจากจะมีสมาชิกซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้นมาประชุมเกินกว่าครึ่ง
ข้อ ๙
(ก) คณะมนตรีจะสถาปนาความสัมพันธ์กับสหประชาชาติ องค์กรสำคัญ ๆ องค์คณะ สาขา และทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ และกับองค์การระหว่างรัฐบาลอื่นใดดังเช่นที่จะให้มีความร่วมมือกันอย่างดีที่สุดเพื่อสัมฤทธิผลในภารกิจของตนตามลำดับ
(ข) คณะมนตรีอาจจัดการตามที่จำเป็นเพื่อให้ความสะดวกในการปรึกษาหารือ และการร่วมมือกับองค์การมิใช่รัฐบาล ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องใด ๆ ในอำนาจของคณะมนตรี
ข้อ ๑๐
(ก) คณะกรรมการถาวรทางวิชาการประกอบด้วยผู้แทนสมาชิกคณะมนตรีสมาชิกคณะมนตรีรายหนึ่งอาจตั้งผู้แทนได้คนหนึ่ง และผู้แทนสำรองคนหนึ่งหรือมากกว่านั้นเป็นผู้แทนของตนในคณะกรรมการ ผู้แทนนั้น ๆ ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานชำนัญพิเศษในเรื่องเกี่ยวกับวิชาการศุลกากรและจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือด้วยก็ได้
(ข) คณะกรรมการถาวรทางวิชาการจะประชุมกันปีหนึ่งไม่น้อยกว่าสี่ครั้ง
ข้อ ๑๑
(ก) คณะมนตรีจะแต่งตั้งเลขาธิการคนหนึ่งและรองเลขาธิการคนหนึ่งซึ่งการหน้าที่ หน้าที่เงื่อนไขเกี่ยวกับบริการและระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งของเลขาธิการและรองเลขาธิการคณะมนตรีจะเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น
(ข) เลขาธิการจะแต่งตั้งคณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการ การแต่งตั้งและข้อบังคับสำหรับเจ้าหน้าที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรี
ข้อ ๑๒
(ก) แต่ละสมาชิกจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายสำหรับคณะผู้แทนของตนในคณะมนตรี ในคณะกรรมการถาวรทางวิชาการและในคณะกรรมการใด ๆ ของคณะมนตรี
(ข) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของคณะมนตรีนั้น บรรดาสมาชิกคณะมนตรีจะเป็นผู้ออกตามส่วนสัดซึ่งคณะมนตรีจะได้กำหนดขึ้น
(ค) คณะมนตรีอาจตัดสิทธิออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกใดที่มิได้ชำระส่วนบำรุงส่วนของตนภายในสามเดือนนับแต่ได้รับแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระนั้น
(ง) แต่ละสมาชิกจะต้องชำระส่วนบำรุงประจำปีของตนเต็มจำนวนสำหรับปีงบประมาณ ซึ่งในระหว่างปีนั้นตนได้เข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรี และสำหรับปีงบประมาณซึ่งในระหว่างปีนั้นการแจ้งถอนตัวออกจากสมาชิกภาพได้มีผลบังคับ
ข้อ ๑๓
(ก) คณะมนตรีจะได้อุปโภคอำนาจตามกฎหมายในดินแดนของแต่ละสมาชิก ดังที่กำหนดไว้ในภาคผนวกของอนุสัญญานี้ เช่นที่อาจจำเป็นแก่การปฏิบัติการหน้าที่ของคณะมนตรี
(ข) คณะมนตรี ผู้แทนสมาชิก ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญที่ได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือคณะมนตรีและผู้แทนสมาชิก และเจ้าพนักงานประจำคณะมนตรี จะได้อุปโภคเอกสิทธิและความคุ้มกัน ดังที่ระบุไว้ในภาคผนวกของอนุสัญญานี้
(ค) ภาคผนวกของอนุสัญญานี้ประกอบเข้าเป็นส่วนเดียวกันกับอนุสัญญา และการอ้างอิงใด ๆ ถึงอนุสัญญานี้ให้ถือรวมกันว่าเป็นการอ้างอิงถึงภาคผนวกด้วย
ข้อ ๑๔
ภาคีผู้ทำสัญญายอมรับบทบัญญัติแห่งพิธีสารเกี่ยวกับกลุ่มศึกษาของสหภาพศุลกากรแห่งยุโรปซึ่งได้เปิดให้ลงนาม ที่กรุงบรัสเซลส์ในวันเดียวกันกับอนุสัญญานี้ ในการกำหนดส่วนสัดส่วนบำรุงตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๑๒ (ข) นั้น คณะมนตรีจะได้นำเรื่องสมาชิกภาพของกลุ่มศึกษานี้ขึ้นพิจารณาด้วย
ข้อ ๑๕
อนุสัญญานี้จะเปิดให้ลงนามจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๕๑
ข้อ ๑๖
(ก) อนุสัญญานี้จะต้องมีการสัตยาบันกันต่อไป
(ข) สัตยาบันสารจะต้องมอบไว้ ณ กระทรวงการต่างประเทศเบลเยี่ยมซึ่งจะได้แจ้งให้รัฐบาลผู้ลงนามและที่ภาคยานุวัต และเลขาธิการทราบเรื่องการมอบสัตยาบันสารแต่ละรายนั้นด้วย
ข้อ ๑๗
(ก) เมื่อรัฐบาลผู้ลงนามได้มอบสัตยาบันสารไว้ครบเจ็ดรัฐบาลด้วยกันแล้ว อนุสัญญานี้จะเป็นอันใช้ได้ระหว่างรัฐบาลนั้น ๆ
(ข) สำหรับรัฐบาลผู้ลงนามซึ่งได้ให้สัตยาบันในภายหลังอนุสัญญานี้จะใช้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลนั้นได้นำสัตยาบันสารไปมอบไว้แล้ว
ข้อ ๑๘
(ก) รัฐบาลแห่งรัฐใดที่มิได้เป็นผู้ลงนามอนุสัญญานี้อาจภาคยานุวัตเข้าในอนุสัญญาได้ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๕๑ เป็นต้นไป
(ข) ภาคยานุวัตสารจะต้องมอบไว้ ณ กระทรวงการต่างประเทศเบลเยี่ยมซึ่งจะได้แจ้งให้บรรดารัฐบาลผู้ลงนามและที่ภาคยานุวัต และเลขาธิการทราบเรื่องการมอบภาคยานุวัตสารแต่ละรายนั้นด้วย
(ค) อนุสัญญานี้จะเริ่มใช้สำหรับรัฐบาลที่ภาคยานุวัตในเวลาที่ได้มอบภาคยานุวัตสารไว้ แต่ไม่ก่อนที่อนุสัญญาจะเริ่มใช้ตามความในวรรค (ก) ข้อ ๑๗
ข้อ ๑๙
อนุสัญญานี้มีกำหนดอายุไม่จำกัด แต่ไม่ว่าขณะใดเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้าปีนับแต่อนุสัญญานี้เริ่มใช้ตามวรรค (ก) ข้อ ๑๗ แล้ว ภาคีผู้ทำสัญญาใดอาจถอนตัวเสียก็ได้ การถอนตัวจะมีผลเมื่อครบหนึ่งปีหลังจากวันที่กระทรวงการต่างประเทศเบลเยี่ยมได้รับแจ้งการถอนตัวนั้น กระทรวงการต่างประเทศเบลเยี่ยมจะแจ้งการถอนตัวแต่ละรายให้รัฐบาลผู้ลงนามและที่ภาคยานุวัตและเลขาธิการทราบด้วย
ข้อ ๒๐
(ก) คณะมนตรีอาจเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขอนุสัญญานี้แก่บรรดาภาคีผู้ทำสัญญา
(ข) ภาคีผู้ทำสัญญาใดที่ยอมรับการแก้ไข จะได้แจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศเบลเยี่ยมทราบเรื่องการยอมรับของตนเป็นลายลักษณ์อักษร และกระทรวงการต่างประเทศเบลเยี่ยมจะแจ้งให้รัฐบาลผู้ลงนามและที่ภาคยานุวัตทั้งปวง และเลขาธิการทราบเรื่องได้รับแจ้งการยอมรับนั้นด้วย
(ค) บทที่แก้ไขจะเริ่มใช้ต่อเมื่อครบกำหนดสามเดือนหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเบลเยี่ยมได้รับแจ้งการยอมรับจากภาคีผู้ทำสัญญาทั้งปวง เมื่อการแก้ไขใดได้รับการยอมรับจากภาคีผู้ทำสัญญาทั้งปวงแล้ว กระทรวงการต่างประเทศเบลเยี่ยมจะได้แจ้งให้รัฐบาลผู้ลงนามและที่ภาคยานุวัตทั้งปวงและเลขาธิการทราบถึงการยอมรับเช่นว่านั้น และวันที่ซึ่งบทที่แก้ไขนั้นจะเริ่มใช้ด้วย
(ง) ภายหลังที่บทที่แก้ไขได้เริ่มใช้แล้ว รัฐบาลใดจะให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัตอนุสัญญานี้มิได้ เว้นแต่จะยอมรับบทที่แก้ไขนั้นด้วย
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลของตนตามลำดับโดยถูกต้องแล้ว ได้ลงนามอนุสัญญานี้
ทำ ณ กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่สิบห้า เดือนธันวาคม คริสตศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยห้าสิบ (๑๕ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๕๐) เป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ตัวบททั้งสองฉบับซึ่งรวมเป็นต้นฉบับเดียวกันมีความถูกต้องเท่ากัน จะได้มอบไว้ในบรรณสารของรัฐบาลเบลเยี่ยม โดยรัฐบาลเบลเยี่ยมจะได้ส่งสำเนาอนุสัญญาที่รับรองว่าถูกต้องไปให้รัฐบาลผู้ลงนามและที่ภาคยานุวัตทราบเป็นราย ๆ ต่อไป
ภาคผนวก
ต่อท้ายอนุสัญญาจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร
ความสามารถตามกฎหมาย เอกสิทธิ
และความคุ้มกันของคณะมนตรี
ข้อ ๑
บทนิยาม