法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยชุมชนและกรรมการชุมชน พ.ศ. 2555

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
82
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกรุงเทพมหานคร

ระเบียบกรุงเทพมหานคร

ว่าด้วยชุมชนและกรรมการชุมชน

พ.ศ. ๒๕๕๕

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยกรรมการชุมชนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๙

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงกำหนดระเบียบขึ้นไว้

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า

“ระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยชุมชนและกรรมการชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๕”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

(๑) ระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยกรรมการชุมชน พ.ศ. ๒๕๓๔

(๒) ระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยกรรมการชุมชน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๖

(๓) ระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยกรรมการชุมชน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๙

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ บรรดาระเบียบ

ข้อบังคับ ประกาศหรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่ได้กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้

ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ปลัดกรุงเทพมหานครรักษาการตามระเบียบนี้

และให้มีอำนาจออกประกาศ คำสั่ง เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

ข้อความทั่วไป

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในระเบียบนี้

“การพัฒนาชุมชน” หมายความว่า

การดำเนินการเพื่อให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีแบบแผนทั้งทางกายภาพ

สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม อนามัยและจิตใจ

โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา

“ชุมชน” หมายความว่า

บริเวณที่กลุ่มคนอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกัน

“สมาชิกชุมชน” หมายความว่า

ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านในชุมชนนั้น

“คณะกรรมการชุมชน” หมายความว่า

ตัวแทนของสมาชิกชุมชนซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกชุมชน

“ชุมชนแออัด” หมายความว่า

ชุมชนที่มีลักษณะบ้านเรือนหนาแน่น ประชาชนอยู่อย่างแออัด

“ชุมชนเมือง” หมายความว่า

ชุมชนที่มีลักษณะของบ้านเรือนอยู่รวมกันค่อนข้างหนาแน่นแต่ไม่แออัด มีสาธารณูปโภค

สาธารณูปการ และการคมนาคมสะดวก

“ชุมชนชานเมือง” หมายความว่า

ชุมชนที่มีพื้นที่ด้านเกษตรกรรม มีบ้านเรือนไม่แออัด

“เคหะชุมชน” หมายความว่า

ชุมชนที่เคยอยู่ในความดูแลของการเคหะแห่งชาติ รวมทั้งชุมชนที่การเคหะแห่งชาติยังคงดูแลอยู่

แต่ได้ให้ความยินยอมในการจัดตั้งเป็นชุมชนได้

“ชุมชนอาคารสูง” หมายความว่า

ชุมชนที่มีสภาพเป็นแฟลต คอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นท์

หรืออาคารอย่างอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน

ยกเว้นแฟลตของการเคหะแห่งชาติที่เป็นนิติบุคคล

“ชุมชนหมู่บ้านจัดสรร”

หมายความว่า ชุมชนที่มีการจัดสร้างขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน

ยกเว้นที่เป็นนิติบุคคล

“การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม”

หมายความว่า การส่งเสริมและเสริมสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมขององค์กรภาครัฐ

ภาคเอกชน ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระดับที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

“การพัฒนาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมชุมชนอย่างยั่งยืน” หมายความว่า การพัฒนาสภาพบ้านเรือน อาคารและสาธารณูปโภค สาธารณูปการ

และสภาพแวดล้อมชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของประชาชน ให้มีความสุข สะดวกสบาย

มั่นคงปลอดภัยและถูกสุขลักษณะเหมาะสมกับการดำรงชีวิต

“การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน”

หมายความว่า

การพัฒนาอย่างเป็นระบบในการจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนโดยเฉพาะในด้านการผลิต

การบริโภค การบริหารเงินออม การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรและรายได้

ทุนชุมชนให้สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียงเพื่อเป็นการสร้างโอกาสและสามารถพึ่งตนเองได้

“การพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนในสังคม” หมายความว่า

การส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ให้ประชาชนพึ่งตนเองและพัฒนาตนเอง

โดยให้ผู้นำชุมชน ประชาชน และกลุ่มต่าง ๆ รวมตัวเพื่อประกอบกิจกรรมในการแก้ไขปัญหาตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง

“การพัฒนาอนามัยชุมชน”

หมายความว่า

การส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนมีสุขภาพดีและสามารถหาเลี้ยงชีพได้โดยปกติสุข

รวมทั้งการปลูกฝังให้รู้จักดูแลสุขอนามัยของตนเองและปฏิบัติต่อบุคคลอื่นให้เกิดสุขนิสัยที่ดี

“การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม

และความเป็นชาติไทย” หมายความว่า

การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน

การอนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมอันดีงามและสร้างความตระหนักให้ประชาชนมีความสามัคคี

เอื้ออาทรต่อกัน

“แผนชุมชน” หมายความว่า

แนวทางในการพัฒนาและดำเนินงานของชุมชนอย่างมีทิศทางตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้

เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามความต้องการและสามารถแก้ปัญหาที่ชุมชนได้ร่วมกันคิด

กำหนดแนวทาง กิจกรรมการพัฒนาของชุมชน โดยยึดหลักการพึ่งตนเอง

ลดการพึ่งพิงภายนอกด้วยการคำนึงถึงศักยภาพทรัพยากร ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม

และสิ่งแวดล้อมในชุมชน

“เลือกตั้ง” หมายความว่า

การเลือกตั้งกรรมการชุมชน

“หน่วยเลือกตั้ง” หมายความว่า

ชุมชนที่กำหนดให้ทำการลงคะแนนเลือกตั้ง

“ที่เลือกตั้ง” หมายความว่า

สถานที่ที่กำหนดให้ทำการลงคะแนนเลือกตั้งและให้หมายความรวมถึงบริเวณที่กำหนดขึ้นโดยรอบบริเวณที่เลือกตั้งด้วย

“วันเลือกตั้ง” หมายความว่า

วันที่กำหนดให้ทำการลงคะแนนเลือกตั้ง

“ผู้สมัคร” หมายความว่า

ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการชุมชน

“ผู้เลือกตั้ง” หมายความว่า

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกรรมการชุมชน

“ผู้อำนวยการเขต” หมายความว่า

ผู้อำนวยการเขตที่ชุมชนตั้งอยู่ในท้องที่

“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้อำนวยการเขตให้ดำเนินการเลือกตั้ง

“ขอบเขตของชุมชน” หมายความว่า

บริเวณพื้นที่ที่ชุมชนร่วมกันกำหนดขอบเขตในการขอจัดตั้งชุมชน

ชุมชน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ชุมชนมี ๖ ประเภท

ดังต่อไปนี้

(๑) ชุมชนแออัด

(๒) ชุมชนเมือง

(๓) ชุมชนชานเมือง

(๔) เคหะชุมชน

(๕) ชุมชนอาคารสูง

(๖) ชุมชนหมู่บ้านจัดสรร

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การจัดตั้งชุมชนให้ทำเป็นประกาศกรุงเทพมหานครโดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

(๑) เหตุผลในการขอจัดตั้งชุมชน

(๒) มีชื่อชุมชน ที่ตั้ง แผนที่แสดงขอบเขตของชุมชน

และผังแสดงที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างและบริเวณข้างเคียงของชุมชน

(๓) จำนวนบ้านที่ประชาชนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยหลัง

(๔) ข้อมูลโครงสร้างประชากรและรายละเอียดของประชาชนในชุมชน เช่น ชื่อ

- ชื่อสกุล เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ เป็นต้น

(๕) ข้อมูลการคมนาคม สาธารณูปโภค และสาธารณูปการ

(๖)

เจ้าบ้านหรือผู้อาศัยที่เจ้าของบ้านมอบหมายที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในชุมชนจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่

ของจำนวนบ้านในชุมชน เข้าชื่อเสนอต่อผู้อำนวยการเขตแจ้งความประสงค์ขอจัดตั้งชุมชน

(๗) มีกลุ่มด้านการพัฒนาชุมชนอย่างน้อยสามกลุ่ม เช่น กลุ่มอาชีพ

กลุ่มออมทรัพย์และกลุ่มทางสังคม เป็นต้น

และมีระยะเวลาจัดตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน

โดยมีหลักฐานการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

(๘) กรณีบริเวณสถานที่ตั้งชุมชนเป็นพื้นที่ของบุคคลอื่น

ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้จัดตั้งเป็นชุมชนได้

(๙) สถานที่ตั้งชุมชนไม่เป็นที่สาธารณะ

(๑๐)

ผู้อำนวยการเขตเห็นสมควรจัดตั้งเป็นชุมชนและเสนอปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงนาม

การรวมชุมชน การแยกชุมชน การเปลี่ยนชื่อชุมชน

การเปลี่ยนแปลงขอบเขตของชุมชน และการเปลี่ยนแปลงประเภทชุมชน

ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้

โดยจัดทำเป็นประกาศกรุงเทพมหานคร และให้ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงนามประกาศ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การจัดทำประกาศกำหนดชุมชนตามระเบียบนี้ให้สำนักงานเขตจัดส่งเอกสารตามข้อ

๘ ให้สำนักพัฒนาสังคม เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและจัดทำเป็นประกาศกรุงเทพมหานครเสนอปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงนาม

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ เมื่อกรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ชุมชนใดเป็นชุมชนตามระเบียบนี้แล้ว

ให้สำนักงานเขตจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการชุมชนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน

นับแต่วันที่กรุงเทพมหานครได้ประกาศจัดตั้งชุมชน

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ชุมชนใดมีสภาพอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ให้พ้นสภาพการเป็นชุมชน

(๑)

คณะกรรมการชุมชนหมดวาระแล้วไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการชุมชนครบตามจำนวนที่กำหนด

เมื่อได้ประกาศเลือกตั้งกรรมการชุมชนไปแล้วอย่างน้อยสองครั้ง

(๒) เจ้าบ้านหรือผู้อาศัยที่เจ้าของบ้านมอบหมายที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในชุมชนจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่

ของชุมชนเข้าชื่อเสนอต่อผู้อำนวยการเขตแจ้งความประสงค์ขอให้ชุมชนพ้นสภาพการเป็นชุมชน

(๓)

จำนวนบ้านที่ประชาชนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านน้อยกว่าหนึ่งร้อยหลัง

(๔) กรณีที่สำนักงานเขตพิจารณาเห็นว่าคณะกรรมการชุมชน

หรือสมาชิกชุมชนไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ

ที่เกี่ยวข้องจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการพัฒนาชุมชนให้บรรลุเป้าหมาย และหรือไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน

(๕) เจ้าของกรรมสิทธิ์ตามข้อ ๘ (๘)

ได้ถอนความยินยอมเป็นหนังสือให้จัดตั้งเป็นชุมชน

เมื่อปรากฏความตามวรรคหนึ่งให้ผู้อำนวยการเขตเสนอความเห็นต่อสำนักพัฒนาสังคมเพื่อตรวจสอบรายละเอียดและจัดทำเป็นประกาศกรุงเทพมหานครเสนอปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงนามประกาศยกเลิกชุมชนชน

คณะกรรมการชุมชน

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ กรรมการชุมชนเป็นตัวแทนสมาชิกชุมชน

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในชุมชนหนึ่งให้มีกรรมการชุมชนซึ่งมาจากการเลือกตั้งจำนวนอย่างน้อยชุมชนละเจ็ดคน

ถ้าชุมชนใดมีบ้านเกินหนึ่งร้อยหลัง

ให้มีการเลือกกรรมการชุมชนนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนต่อจำนวนบ้านทุกห้าสิบหลัง

เศษของห้าสิบ ถ้าเกินยี่สิบห้า ให้นับเป็นห้าสิบหลัง แต่ทั้งนี้ เมื่อรวมกรรมการชุมชนทั้งหมดแล้ว

จะต้องไม่เกินจำนวนสิบห้าคน

ชุมชนใดถ้ามีผู้สมัครตั้งแต่เจ็ดคนขึ้นไป

และไม่เกินจำนวนกรรมการชุมชนที่กำหนดไว้ให้ถือว่าผู้สมัครได้รับเลือกตั้งโดยไม่มีการเลือกตั้ง

และไม่ต้องเลือกตั้งกรรมการชุมชนให้ครบตามจำนวนที่พึงมีตามวรรคแรก

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ คณะกรรมการชุมชนประกอบด้วยตำแหน่งต่าง ๆ

ดังต่อไปนี้

(๑) ประธานกรรมการ

(๒) รองประธานกรรมการ

(๓) เลขานุการ

(๔) เหรัญญิก

(๕) นายทะเบียน

(๖) ประชาสัมพันธ์

(๗) ตำแหน่งอื่นใด ตามที่คณะกรรมการชุมชนเห็นสมควรแต่งตั้ง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการชุมชน

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) อายุยี่สิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป นับถึงวันรับสมัครเลือกตั้ง

(๓)

มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในชุมชนติดต่อกันถึงวันสมัครรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

(๔) มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

(๕) เป็นสมาชิกชุมชนที่ประกอบอาชีพสุจริต

ไม่ประพฤติตนเป็นภัยต่อสังคม

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการชุมชน

(๑) ติดยาเสพติดให้โทษ

(๒) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(๓) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๔) หูหนวกและเป็นใบ้ซึ่งไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้

(๕) ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(๖) ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก

และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

(๗) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป

และได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันสมัครรับเลือกตั้ง

เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

(๘) เป็นสมาชิกสภาซึ่งมีหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ สมาชิกสภาท้องถิ่น

สมาชิกสภาเขต ผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง

(๙) เคยเป็นกรรมการชุมชน และได้พ้นจากตำแหน่งในชุมชนนั้นตามข้อ ๒๐

(๖) หรือ (๗) มายังไม่ถึงสองปีในวันสมัครรับเลือกตั้ง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งกรรมการชุมชน

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในชุมชนเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง

(๓) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ ในวันที่ ๑ มกราคม

ของปีที่มีการเลือกตั้ง

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการชุมชน

(๑) เป็นบุคคลต้องห้ามตามข้อ ๑๖ (๒) หรือ (๕)

(๒) ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ กรรมการชุมชนดำรงตำแหน่งตามวาระคราวละสามปี

นับแต่วันเลือกตั้ง

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ กรรมการชุมชนพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ครบกำหนดตามวาระ

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๑๕ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๑๖

(๕) กรรมการชุมชนว่างลงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง

ของจำนวนกรรมการชุมชนที่ประกาศแต่งตั้ง และให้ถือว่ากรรมการชุมชนส่วนที่เหลือพ้นจากตำแหน่ง

(๖) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกรรมการชุมชนจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม

เข้าชื่อเสนอต่อผู้อำนวยการเขตให้กรรมการชุมชนคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่ง

(๗) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกรรมการชุมชนจำนวนไม่น้อยกว่าสองในสาม

เข้าชื่อเสนอต่อผู้อำนวยการเขตให้กรรมการชุมชนทั้งชุดพ้นจากตำแหน่ง

และผู้อำนวยการเขตให้ความเห็นชอบ

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ เมื่อกรรมการชุมชนพ้นจากตำแหน่งตามข้อ ๒๐

(๑) (๕) หรือ (๗) ให้ผู้อำนวยการเขตจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการชุมชนชุดใหม่ภายในหกสิบวัน

นับแต่วันที่กรรมการชุมชนพ้นจากตำแหน่ง

เว้นแต่กรณีอยู่ในระยะเวลาการเลือกตั้งทั่วไปหรือกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาดังกล่าวให้ผู้อำนวยการเขตขยายเวลาออกไปได้ไม่เกินหกสิบวัน

ในกรณีคณะกรรมการชุมชนพ้นจากตำแหน่งตามข้อ ๒๐ (๑)

ให้กรรมการชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าการเลือกตั้งกรรมการชุมชนชุดใหม่แล้วเสร็จ

โดยในระหว่างปฏิบัติหน้าที่สามารถเบิกจ่ายค่าสนับสนุนการดำเนินงานคณะกรรมการชุมชนได้

กรณีกรรมการชุมชนพ้นจากตำแหน่งตามข้อ ๒๐ (๒) (๓) (๔) หรือ (๖)

จนเป็นเหตุให้กรรมการชุมชนเหลือน้อยกว่าเจ็ดคน และไม่ใช่กรณีตามข้อ ๒๐ (๕)

ให้ผู้อำนวยการเขตจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการชุมชนมีจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคน

แต่ไม่เกินจำนวนกรรมการชุมชนที่ประกาศแต่งตั้งตามข้อ ๖๐ ภายในกำหนดสี่สิบห้าวัน

นับแต่วันที่กรรมการชุมชนเหลือน้อยกว่าเจ็ดคน

เว้นแต่วาระของกรรมการชุมชนจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

และให้กรรมการชุมชนที่ได้รับเลือกตั้งใหม่อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การลาออกของกรรมการชุมชนให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้อำนวยการเขตและให้ผู้อำนวยการเขตจัดทำประกาศลาออกของผู้นั้นออกจากการเป็นกรรมการชุมชน

โดยมีผลนับแต่วันที่ระบุไว้ในหนังสือลาออก

ในกรณีหนังสือลาออกมิได้ระบุวันที่ลาออกไว้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ผู้อำนวยการเขตได้รับหนังสือลาออก

การเลือกตั้งกรรมการชุมชน

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การเลือกตั้งกรรมการชุมชนให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

ผู้เลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้ไม่เกินจำนวนกรรมการชุมชนที่จะพึงมีได้ในชุมชนนั้น

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ให้ผู้อำนวยการเขตประกาศให้มีการเลือกตั้งกรรมการชุมชน

จำนวนกรรมการชุมชนที่พึงมีตามข้อ ๑๓ กำหนดวันรับสมัคร วันเลือกตั้ง

ระยะเวลารับสมัคร สถานที่รับสมัครเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง

โดยให้ทำเป็นประกาศของสำนักงานเขต

และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งอย่างน้อยหน่วยเลือกตั้งละเจ็ดคน

หากมีผู้สมัครกรรมการชุมชนน้อยกว่าเจ็ดคน ให้ประกาศขยายระยะเวลารับสมัครและเลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งไม่เกินสองครั้งภายในสามสิบวัน

กรณีผู้สมัครกรรมการชุมชนได้ยื่นใบสมัครแล้ว

เมื่อพ้นระยะเวลาการรับสมัครจะขอถอนชื่อออกจากการสมัครรับเลือกตั้งกรรมการชุมชนไม่ได้

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ เมื่อผู้อำนวยการเขตหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้รับใบสมัครแล้ว

ให้บันทึกการรับสมัครไว้เป็นหลักฐาน และให้ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร

คุณสมบัติของผู้สมัคร และตรวจสอบว่าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่

ให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันปิดการรับสมัคร ถ้าผู้สมัครมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งได้

ให้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้โดยเปิดเผย ณ

สำนักงานเขตที่เลือกตั้งหรือสถานที่อื่นที่เห็นสมควร

ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการชุมชนต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเองต่อหน้าเจ้าหน้าที่ผู้รับสมัคร

ณ สถานที่รับสมัครเลือกตั้ง พร้อมหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน

ใบรับรองแพทย์ และรูปถ่ายหน้าตรงครึ่งตัวขนาดสองนิ้ว แต่งกายสุภาพ ไม่สวมหมวก

ไม่สวมแว่นตาดำ ซึ่งถ่ายในคราวเดียวกันและไม่เกินหกเดือน

นับถึงวันแรกของการรับสมัครเลือกตั้ง จำนวนสี่ใบ

หรือตามจำนวนที่ผู้อำนวยการเขตกำหนด

ประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้มีชื่อผู้สมัคร รูปถ่ายผู้สมัคร

และหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จะใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้ง

ตามแบบท้ายระเบียบนี้หรือตามที่ปลัดกรุงเทพมหานครกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ให้กำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเรียงตามลำดับก่อนหลังในการมายื่นใบสมัคร

ถ้ามีผู้สมัครมาพร้อมกันหลายคน และไม่สามารถตกลงกันได้ให้ใช้วิธีจับสลากระหว่างผู้สมัครที่มาพร้อมกัน

เมื่อได้กำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัครตามวรรคหนึ่งแล้ว

จะเปลี่ยนแปลงหมายเลขประจำตัวผู้สมัครไม่ได้

หลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร

และการจับสลากให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ เมื่อได้มีประกาศให้มีการเลือกตั้งกรรมการชุมชนแล้ว

ห้ามมิให้ผู้ใดนำสิ่งพิมพ์ แผ่นประกาศหรือสิ่งอื่นมาโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ของผู้สมัครภายในที่เลือกตั้ง

กรณีมีสิ่งพิมพ์ แผ่นประกาศ หรือสิ่งอื่นใดอันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครภายในที่เลือกตั้งอยู่แล้วก่อนหรือในวันเลือกตั้ง

ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งมีอำนาจและหน้าที่ทำลาย

ปกปิดหรือนำเอกสารไปไว้นอกที่เลือกตั้ง

การโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ห้ามพ่นหรือระบายสีซึ่งข้อความ ภาพ

หรือรูปรอยใด ๆ หรือโดยวิธีการปิดประกาศ ณ ที่รั้ว กำแพง ผนัง อาคาร สะพาน

เสาไฟฟ้า หรือต้นไม้ บรรดาซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการ หรือ ณ บริเวณที่เจ้าของ

หรือผู้ครอบครองทรัพย์สินมิได้อนุญาต เว้นแต่เป็นการปิดประกาศ ณ สถานที่ที่กำหนด

ในกรณีที่มีการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง อันเป็นการฝ่าฝืนวรรคสาม ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

มีอำนาจหน้าที่ทำลาย ปกปิด ลบ หรือล้างข้อความ ภาพ หรือรูปรอยดังกล่าว

แต่ในกรณีที่มิใช่ทรัพย์สินของทางราชการ เจ้าพนักงานท้องถิ่น

จะมีอำนาจดังกล่าวเมื่อได้รับคำร้องขอจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในวันเลือกตั้งให้เปิดการลงคะแนนเลือกตั้งตั้งแต่เวลา

๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา

นับตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา

ของวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดเวลาของการเลือกตั้ง

ห้ามมิให้ผู้ใดทำการโฆษณาไม่ว่าโดยวิธีใดอันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือทำด้วยประการใดอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรคแก่การเลือกตั้ง

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อมีประกาศสำนักงานเขตให้มีการเลือกตั้งกรรมการชุมชนจนถึงวันเลือกตั้ง

ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นหรืองดเว้นการลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรายใดด้วยวิธีการดังนี้

(๑) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้

หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน

หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

(๒) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน

หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด

สถาบันการศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด

(๓)

ทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ

(๔) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด

(๕) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม

ใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใด อันเกี่ยวกับผู้สมัครรายใด

การประกาศนโยบาย หรือการดำเนินการตามแนวทาง

ในการแก้ไขปัญหาตามหน้าที่ของกรรมการชุมชน หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในชุมชน

มิให้ถือว่าเป็นกรณีตาม (๑) หรือ (๒)

เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ผู้อำนวยการเขตอาจประกาศเพื่อแนะนำวิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครไว้ในบริเวณสถานที่เลือกตั้งก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ เมื่อได้มีประกาศสำนักงานเขตให้เลือกตั้งกรรมการชุมชนแล้ว

ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคมประสานฝ่ายทะเบียนตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามทะเบียนบ้านให้ถูกต้องตามความจริงและประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้

ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงที่เลือกตั้งนั้นไว้โดยเปิดเผยให้ทราบก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ผู้เลือกตั้งหรือเจ้าบ้านผู้ใดเห็นว่าตนหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของตนไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ให้ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อต่อผู้อำนวยการเขตก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าวัน

เมื่อผู้อำนวยการเขตได้รับคำร้องแล้ว ให้รีบตรวจสอบหลักฐาน หากเห็นว่าผู้ยื่นคำร้องหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใด

ให้เพิ่มชื่อต่อท้ายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งนั้น

และแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเห็นว่าผู้มีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามข้อ

๓๐

เป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อผู้อำนวยการเขตก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าวัน

เพื่อให้ถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

เมื่อเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง

ให้มีคำสั่งถอนชื่อผู้นั้น ออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

และแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องและเจ้าบ้านทราบ ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ให้รายงานต่อผู้อำนวยการเขตพร้อมทั้งประกาศไว้ในสถานที่เลือกตั้งและแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบภายในสามวัน

นับแต่วันได้รับคำร้อง

กรณีตามวรรคสอง

ถ้าผู้ที่ถูกถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งและยื่นคำร้องคัดค้านการถูกถอนชื่อต่อผู้อำนวยการเขตให้ผู้อำนวยการเขตตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยโดยเร็ว

คำวินิจฉัยของผู้อำนวยการเขตถือเป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ เขตเลือกตั้งกรรมการชุมชน

ให้ถืออาณาเขตบริเวณและขอบเขตที่กำหนดไว้ ในแผนที่ของชุมชน

ซึ่งชุมชนเป็นผู้กำหนดทำขึ้นในการใช้ขึ้นทะเบียนเป็นชุมชนของกรุงเทพมหานคร

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ หน่วยเลือกตั้งหนึ่ง

ต้องจัดให้มีจำนวนผู้เลือกตั้งในจำนวนที่เหมาะสมสามารถจัดให้ผู้เลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้นลงคะแนนเลือกตั้งได้หมดเสร็จภายในระยะเวลาที่เปิดลงคะแนนเลือกตั้ง

และให้มีที่เลือกตั้งได้หนึ่งแห่ง ที่เลือกตั้งนั้นให้เป็นที่ซึ่งประชาชนเข้าออกได้สะดวกเพื่อการลงคะแนนเลือกตั้ง

ให้มีขนาดพอสมควรที่จะดำเนินการเลือกตั้งได้โดยสะดวกและให้ผู้เลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งและตรวจดูบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้โดยง่าย

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ในที่เลือกตั้งอย่างน้อยให้มีประกาศรายชื่อผู้สมัครพร้อมเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัครติดตั้งไว้

ให้ผู้เลือกตั้งมองเห็นได้ชัดเจน

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เลือกตั้งในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ห้ามปิดประกาศรายชื่อผู้สมัครและเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัครไว้ในคูหาลงคะแนน

ให้ผู้อำนวยการเขตจัดให้มีการอำนวยความสะดวก

หรือช่วยเหลือในการลงคะแนนเลือกตั้งแก่คนพิการ

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ห้ามผู้ใดก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่เลือกตั้งหรือเข้าไปในที่เลือกตั้งโดยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือก่อให้เกิดความสับสนต่อประชาชนที่รอการเข้าไปลงคะแนนเลือกตั้ง

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ บัตรเลือกตั้ง

ให้เป็นไปตามแบบท้ายระเบียบนี้

หรือตามที่ปลัดกรุงเทพมหานครกำหนดซึ่งต้องกำหนดให้มีช่องทำเครื่องหมาย

สำหรับผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้งด้วย

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ หีบบัตรเลือกตั้งให้ทำด้วยไม้หรือโลหะหรือวัสดุอื่นที่มั่นคงแข็งแรง

มีฝาและกุญแจพร้อมด้านหน้าใต้ที่ใส่กุญแจใช้วัตถุโปร่งแสงมองเห็นภายในหีบบัตรเลือกตั้งได้

และที่ฝามีช่องใส่บัตรเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้งให้มีขนาดพอที่จะบรรจุบัตรเลือกตั้งของผู้เลือกตั้งทั้งหมดของหน่วยเลือกตั้งนั้น

และเมื่อใส่กุญแจแล้วถ้ามิได้ไขกุญแจออกจะเอาบัตรเลือกตั้งออกไม่ได้

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ การลงคะแนนเลือกตั้งให้ทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งให้ตรงกับเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัครไม่เกินจำนวนกรรมการชุมชนที่จะมีได้ในชุมชนนั้น

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ ก่อนเริ่มเปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง

ให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง นับจำนวนบัตรเลือกตั้งทั้งหมด

ของหน่วยเลือกตั้งนั้น และปิดประกาศจำนวนบัตรเลือกตั้ง ไว้ในที่เปิดเผย

และเมื่อถึงเวลาเปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง ให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง

เปิดหีบบัตรเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่ ณ ที่เลือกตั้งนั้น

เห็นว่าเป็นหีบบัตรเลือกตั้งเปล่า และให้ปิดหีบบัตรเลือกตั้งใส่กุญแจประจำไว้แล้ว

ให้บันทึกการดำเนินการดังกล่าว โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองคน

ซึ่งอยู่บริเวณที่เลือกตั้งในขณะนั้นลงลายมือชื่อในบันทึกนั้นด้วย

เว้นแต่ไม่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในขณะนั้น

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ ๔๐ แล้ว

ให้เจ้าหน้าที่กล่าวเปิดการลงคะแนน เช่น กล่าวว่า “บัดนี้

ถึงเวลาลงคะแนนแล้ว ขอเปิดการลงคะแนน”

แล้วจึงเริ่มการลงคะแนนต่อไป

ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง

ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้งไปแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่

โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือแสดงบัตรหรือหลักฐานอื่นใดซึ่งทางราชการ หน่วยงานของรัฐออกให้มีรูปถ่ายและหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร

บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุแล้วให้ใช้แสดงตนได้

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว

ให้อ่านชื่อและที่อยู่ของผู้นั้นดัง ๆ ถ้าไม่มีผู้ใดทักท้วงให้จดหมายเลขบัตร

และสถานที่ออกบัตร และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อ

หรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหลักฐาน

แล้วให้เจ้าหน้าที่มอบบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้นั้นเพื่อไปลงคะแนนเลือกตั้ง

ในกรณีที่มีผู้ทักท้วงหรือเจ้าหน้าที่สงสัยว่าผู้ซึ่งมาแสดงตนนั้น

มิใช่ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้เจ้าหน้าที่บันทึกการทักท้วง

หรือข้อสงสัยไว้เป็นหลักฐาน และให้ทำการสอบสวนและวินิจฉัยว่าผู้ถูกทักท้วง

หรือผู้ถูกสงสัยเป็นผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่

แล้วให้เจ้าหน้าที่บันทึกคำวินิจฉัยและลงลายมือชื่อไว้ด้วย

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งแล้ว

ให้พับบัตรเลือกตั้งเพื่อมิให้ผู้อื่นทราบได้ว่าลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครใด

แล้วให้นำบัตรเลือกตั้งนั้น ใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเองต่อหน้าเจ้าหน้าที่

และให้นำความในข้อ ๓๕ วรรคสอง

มาใช้บังคับกับการนำบัตรเลือกตั้งใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งของคนพิการด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง

เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งต้องมิให้ผู้ใดเข้าไปในที่เลือกตั้ง

เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือผู้ที่เข้าไปเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ ห้ามผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิเลือกตั้ง

หรือไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้นลงคะแนนเลือกตั้งหรือพยายามลงคะแนนเลือกตั้ง

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ ห้ามผู้ใดใช้บัตรที่มิใช่บัตรเลือกตั้ง

ซึ่งเจ้าหน้าที่มอบให้ลงคะแนนเลือกตั้ง

ห้ามผู้ใดนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง

เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ห้ามผู้ใดกระทำการใด

ๆ เพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ห้ามผู้ใดนำบัตรเลือกตั้งใส่ในหีบบัตรเลือกตั้ง

เว้นแต่เป็นกรณีตามข้อ ๔๒

ห้ามผู้ใดกระทำการใด ๆ

อันเป็นเหตุให้บัตรเลือกตั้งมีจำนวนผิดจากความจริง

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ห้ามผู้ใดกระทำการใด ๆ

โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย

เพื่อขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง

หรือเข้าไป ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง หรือมิให้ไปถึง ณ

ที่ดังกล่าวภายในกำหนดเวลาเปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ ห้ามผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเรียก รับ

หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง หรืองดเว้นไม่ลงคะแนนเลือกตั้ง ให้แก่ผู้สมัครใด

82 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยชุมชนและกรรมการชุมชน พ.ศ. 2555 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_052570634a3045a8

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com