法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
12
มาตรา อารัมภบท

ประกาศกระทรวงแรงงาน

ประกาศกระทรวงแรงงาน

เรื่อง

หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน

หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง

พ.ศ.

๒๕๕๑

โดยที่มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑

ได้บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน

ไม่ว่าจะเป็นเงินทรัพย์สินอื่นหรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง

เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง

ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้

ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง

ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖

แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และมาตรา ๑๐

แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงแรงงาน

เรื่อง

หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง

พ.ศ. ๒๕๕๑”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑]

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

เรื่อง

หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง

ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ลักษณะหรือสภาพของงานที่นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้

ได้แก่

(๑) งานสมุห์บัญชี

(๒) งานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน

(๓)

งานควบคุมหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุมีค่าคือ เพชร พลอย เงิน ทองคำ

ทองคำขาวและไข่มุก

(๔)

งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของนายจ้างหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้าง

(๕) งานติดตามหรือเร่งรัดหนี้สิน

(๖) งานควบคุมหรือรับผิดชอบยานพาหนะ

(๗)

งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการคลังสินค้า ซื้อขาย แลกเปลี่ยน

ให้เช่าทรัพย์ให้เช่าซื้อ ให้กู้ยืม รับฝากทรัพย์ รับจำนอง รับจำนำ รับประกันภัย

รับโอนหรือรับจัดส่งเงิน หรือการธนาคาร ทั้งนี้ เฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้น

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

หลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานมีสามประเภท

ได้แก่

(๑) เงินสด

(๒) ทรัพย์สิน

(๓) การค้ำประกันด้วยบุคคล

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเป็นเงินสด

จำนวนเงินที่เรียกหรือรับต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

ในกรณีที่เงินประกันซึ่งนายจ้างเรียกหรือรับไว้ตามข้อ

๖ ลดลง

เนื่องจากนำไปชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไขของการเรียกหรือรับเงินประกัน

หรือตามข้อตกลง หรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแล้ว

นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันเพิ่มได้เท่าจำนวนเงินที่ลดลงดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

ให้นายจ้างนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น

โดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน

และให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชี

ให้ลูกจ้างทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน

ค่าใช้จ่ายใดๆ

ที่เกิดขึ้นในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้นายจ้างเป็นผู้ออก

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเป็นทรัพย์สิน

ทรัพย์สินที่เรียกหรือรับเป็นหลักประกันได้ ได้แก่ทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

(๑) สมุดเงินฝากประจำธนาคาร

(๒) หนังสือค้ำประกันของธนาคาร

ทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นต้องมีมูลค่าไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ

โดยให้นายจ้างเป็นผู้เก็บรักษาหลักประกันไว้

ห้ามมิให้นายจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือกระทำการใดๆ

เพื่อให้ลูกจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตาม (๑) เป็นของนายจ้าง

หรือของบุคคลอื่น

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน

โดยการค้ำประกันด้วยบุคคล

วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวัน

โดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ

ให้นายจ้างจัดทำหนังสือสัญญาค้ำประกันสามฉบับ

โดยให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ค้ำประกันเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันตามข้อ

๕ หลายประเภทรวมกันเมื่อคำนวณจำนวนมูลค่าของหลักประกันทุกประเภทรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ในกรณีที่นายจ้างได้เรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างเป็นทรัพย์สินหรือให้บุคคลค้ำประกัน

ซึ่งลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานตามข้อ ๔ แต่มิใช่ทรัพย์สินตามข้อ ๙

หรือมีจำนวนมูลค่าของหลักประกันเกินจากที่กำหนดไว้ในประกาศนี้

อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกัน

ไม่เกินจำนวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ ทั้งนี้

ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ

ประกาศ

ณ วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

อุไรวรรณ

เทียนทอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๑๐

กรกฎาคม ๒๕๕๑

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๑๒ ง/หน้า ๑๐/๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑

12 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_065a30b680e5b0d8

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com