ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ
ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ
เรื่อง
ผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศยูเครน
และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
พ.ศ. ๒๕๔๖[๑]
ด้วยคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน
ภายใต้พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒
ได้มีคำวินิจฉัยขั้นต้นกำหนดมาตรการชั่วคราวตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศยูเครน และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
ตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน เรื่อง
การตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศยูเครนและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พ.ศ.
๒๕๔๖
กรมการค้าต่างประเทศจึงได้ออกประกาศ
เรื่อง ผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศยูเครน และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พ.ศ. ๒๕๔๖
ซึ่งออกตามความในข้อ ๑ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๔๓) แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๒
เพื่อประกาศรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาผลการไต่สวนขั้นต้นดังนี้
๑. การเปิดการไต่สวน
เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศยูเครน และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตามคำขอของบริษัท
เหล็กสยาม (๒๐๐๑) จำกัด และบริษัท
โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด ในฐานะอุตสาหกรรมภายในผู้ผลิตสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ เป็นไปตามมติคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน เมื่อวันที่ ๑๐
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
และกรมการค้าต่างประเทศได้ดำเนินการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย
ตามหลักเกณฑ์ภายใต้พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๒
และสรุปผลการไต่สวนให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยขั้นต้นเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
๒. สินค้าทุ่มตลาด
เหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ ๗๒๑๓.๙๑ ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศยูเครน และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๓. ผู้มีส่วนได้เสีย
๓.๑ ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในต่างประเทศ
๓.๑.๑
ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในประเทศยูเครน ได้แก่ บริษัท ENAKIYEVSDY, บริษัท KRIVOI ROG STATE-OWNED INTEGRATED MINING &
METALLURGICAL WORKS KRIVOROZHSTAL หรือ KRIVOY ROG IRON
& STEEL WORKS, บริษัท MAKEYEVKA IRON & STEEL WORKS
และรายอื่นๆ นอกจากที่ระบุดังกล่าว
๓.๑.๒
ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้แก่ บริษัท P.T. ISPAT
INDO, บริษัท P.T. GUNUNG GAH, บริษัท P.T.
GUNUNG GAR บริษัท P.T. HANIL JAYA, บริษัท
P.T. INDUSTRI G, บริษัท P.T. JAKARTA KY บริษัท
P.T. JAKARTA PR, บริษัท P.T. KRAKATAU และรายอื่น ๆ
นอกจากที่ระบุดังกล่าว
๓.๒ ผู้นำเข้าในไทย ได้แก่ บริษัท เด่นไทยลวดตาข่าย
จำกัด บริษัท เค.วาย.อินเตอร์เทรด
จำกัด บริษัท สหเอเซียโลหะภัณฑ์ จำกัด และรายอื่นๆ นอกจากที่ระบุดังกล่าว
๓.๓ อุตสาหกรรมภายในผู้ผลิตเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ในฐานะผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันภายในประเทศ ได้แก่ บริษัท เหล็กสยาม (๒๐๐๑) จำกัด บริษัทโรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด บริษัท
อุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท
ไทยคูนเวิลด์ไวด์กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด
และบริษัท น่ำเฮงสตีล จำกัด
๓.๔ รัฐบาลของประเทศยูเครนและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
ในฐานะรัฐบาลของประเทศผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกพิจารณา
๔. ผลการพิจารณาการทุ่มตลาด
ในการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดสำหรับผู้ให้ความร่วมมือ
จะพิจารณาข้อมูลตามแบบสอบถามที่ได้รับจากแต่ละราย โดยระยะเวลาของข้อมูลที่ใช้ในการไต่สวนการทุ่มตลาด
คือ วันที่ ๑ มกราคม ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๕ สำหรับผู้ไม่ให้ความร่วมมือหรือผู้ผลิตรายอื่นๆ
จะพิจารณาโดยใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเท่าที่มีอยู่ (Best Information
Available: BIA) ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรา ๒๗
ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ และ ข้อ ๖.๘
ตามความตกลงว่าด้วยการปฏิบัติตามข้อ VI ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า
๑๙๙๔ โดยสรุปผลการพิจารณาการทุ่มตลาดของแต่ละประเทศ ดังนี้
๔.๑ ประเทศยูเครน
๔.๑.๑ บริษัท KRIVOI
ROG STATE-OWNED INTEGRATED MINING & METALLURGICAL WORKS KRIVOROZHSTAL หรือ KRIVOY ROG IRON & STEEL WORKS
(๑) มูลค่าปกติ
ใช้มูลค่าที่คำนวณขึ้น (Constructed value) ตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๕ (๒) โดยคำนวณจากต้นทุนการผลิตในประเทศแหล่งกำเนิดรวมกับจำนวนที่เหมาะสมของค่าใช้จ่ายในการจัดการการขายและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ตลอดจนกำไรต่างๆ
ที่เกิดขึ้นซึ่งได้ปรับแล้วโดยพิจารณาเห็นว่าราคาขายภายในประเทศตามที่บริษัทรายงานไม่ถือเป็นราคาในทางการค้าปกติที่จะนำมาพิจารณาหามูลค่าปกติได้
เนื่องจากราคาดังกล่าวต่ำกว่าต้นทุนการผลิตรวมกับค่าใช้จ่ายในการจัดการ การขาย
และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๕ วรรค ๓
ในพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒
(๒) ราคาส่งออก
คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๔
ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยคำนวณจากราคาส่งออก ณ
หน้าโรงงานตามแบบสอบถามถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
(๓) ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๘ ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๒
โดยเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติตาม (๑) และราคาส่งออกตาม (๒) ซึ่งเป็นราคา
ณ ระดับการค้าเดียวกัน คือ ณ หน้าโรงงานและในช่วงระยะเวลาเดียวกัน คือ
ช่วงระยะเวลาการไต่สวน ปรากฏส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดในอัตราร้อยละ ๑๙.๓๗ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ.
๔.๑.๒ ผู้ผลิต
หรือผู้ส่งออกรายอื่น
ได้ใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเท่าที่มีอยู่ในการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา
๒๗ ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒
ดังนี้
(๑) มูลค่าปกติ
ใช้มูลค่าปกติที่คำนวณขึ้นของบริษัท KRIVOROZHSTAL
(๒) ราคาส่งออก
ใช้ข้อมูลราคาส่งออก ณ หน้าโรงงานตามแบบสอบถามของบริษัท KRIVOROZHSTAL โดยเลือกธุรกรรมที่มีราคาต่ำที่สุด
(๓) ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๘
ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติตาม (๑) และราคาส่งออกตาม (๒)
ซึ่งเป็นราคา ณ ระดับการค้าเดียวกัน คือ ณ
หน้าโรงงานและในช่วงระยะเวลาเดียวกัน คือ ช่วงระยะเวลาการไต่สวน
ปรากฏส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดในอัตราร้อยละ ๓๔.๐๐ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ.
๔.๒ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๔.๒.๑ บริษัท P.T.
ISPAT INDO
(๑) มูลค่าปกติ
คำนวณตามหลักเกณฑ์มาตรา ๑๕
ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยคำนวณจากราคาขายภายในประเทศ ณ หน้าโรงงาน
ตามแบบสอบถามถัวเฉลี่ยน้ำหนัก
(๒) ราคาส่งออก
คำนวณตามหลักเกณฑ์มาตรา ๑๔
ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยคำนวณจากราคาส่งออก ณ
หน้าโรงงานตามแบบสอบถามถัวเฉลี่ยน้ำหนัก
(๓) ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๘ ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๒
โดยเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติตาม (๑) และราคาส่งออกตาม (๒) ซึ่งเป็นราคา
ณ ระดับการค้าเดียวกัน คือ ณ หน้าโรงงานและในช่วงระยะเวลาเดียวกัน คือ
ช่วงระยะเวลาการไต่สวน ปรากฏส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดในอัตราร้อยละ ๒๗.๔๖ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ.
๔.๒.๒ ผู้ผลิต
หรือผู้ส่งออกรายอื่น
ได้ใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเท่าที่มีอยู่ในการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา
๒๗ ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒
ซึ่งกรณีนี้ถือว่าระดับการให้ความร่วมมือของประเทศมีมาก
จึงพิจารณาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดเท่ากับอัตราส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดของผู้ให้ความร่วมมือ
คือ บริษัท P.T. ISPAT INDO คือ อัตราร้อยละ ๒๗.๔๖ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ.
๕. ผลการพิจารณาความเสียหาย
คณะกรรมการได้วินิจฉัยความเสียหายขั้นต้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา
๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑
ของพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒
โดยพิจารณาข้อมูลตอบแบบสอบถามของอุตสาหกรรมภายในผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันที่ให้ความร่วมมือตอบแบบสอบถาม
รวม ๓ ราย คือ บริษัท เหล็กสยาม (๒๐๐๑) จำกัด บริษัท โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด และบริษัท อุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย
จำกัด (มหาชน) ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี
๒๕๔๒๒๕๔๕
การพิจารณาความเสียหายขั้นต้นได้ประเมินผลของการนำเข้าจากประเทศยูเครนและสาธารณรัฐอินโดนีเซียรวมกัน
เนื่องจาก
๑) ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากทั้ง
๒ ประเทศ ดังกล่าว เกินกว่าร้อยละ ๒ ของราคาส่งออก คือ อยู่ในระหว่างร้อยละ ๑๙.๓๗๓๔.๐๐ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ.และมีปริมาณการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดจากทั้ง
๒ ประเทศเกินกว่าร้อยละ ๓ ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ดังนั้น ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดและปริมาณการนำเข้าจากประเทศที่ถูกกล่าวหาแต่ละประเทศเกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
กำหนดเกณฑ์ในการยุติการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน พ.ศ. ๒๕๔๕ และ
๒) มีความเหมาะสมต่อสภาพการแข่งขันในระหว่างสินค้าทุ่มตลาดด้วยกันและในระหว่างสินค้าทุ่มตลาดกับสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในประเทศเนื่องจากสามารถใช้งานทดแทนกันได้และไม่มีความแตกต่างด้านช่องทางการจัดจำหน่ายระหว่างสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าชนิดเดียวกัน
การพิจารณาความเสียหายขั้นต้นปรากฏว่า
มีความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายในตามมาตรา ๑๙ (๑) ดังนี้
๕.๑
ปริมาณของสินค้าทุ่มตลาดและผลของการทุ่มตลาดที่มีต่อราคาของสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในประเทศ
๕.๑.๑
ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาด
ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดจากประเทศยูเครนและสาธารณรัฐอินโดนีเซียรวมกันมีปริมาณเพิ่มขึ้นโดยตลอด
จาก ๓๐,๙๕๖ ตัน ในปี
๒๕๔๒ เป็น ๓๒,๔๒๔ ตัน ในปี ๒๕๔๓ และเพิ่มเป็น ๕๙,๔๙๒ ตัน ในปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕
ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาการไต่สวนมีการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นถึง ๑๑๓,๑๖๓ ตัน คิดเป็นร้อยละ ๙๑.๒๔
ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด
๕.๑.๒
ผลกระทบของการทุ่มตลาดที่มีต่อราคาของสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในประเทศ
การนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดจากประเทศที่ถูกกล่าวหาทั้ง
๒ ประเทศ ได้ก่อให้เกิดการตัดราคา การกดราคา และการยับยั้งการเพิ่มราคา
โดยประเทศยูเครนมีการขายตัดราคาประมาณ ๓๓๓๑,๑๒๖ บาทต่อตัน
สาธารณรัฐอินโดนีเซียขายตัดราคาประมาณ ๕๒๐๕๒๒ บาทต่อตัน
๕.๒ ผลกระทบของการทุ่มตลาดนั้นที่มีต่ออุตสาหกรรมภายในยอดจำหน่าย
แม้ว่าอุตสาหกรรมภายในมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น
เนื่องจากอุตสาหกรรมภายในสามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น
ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในประเทศแต่ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นก็ยังน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ในประเทศ
กำไร
อุตสาหกรรมภายในต้องประสบกับภาวะขาดทุนตลอดมาตั้งแต่ปี
๒๕๔๒ - ๒๕๔๕
ผลผลิต
อุตสาหกรรมภายในมีผลผลิตเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี
๒๕๔๒ - ๒๕๔๕
เนื่องจากตลาดภายในประเทศมีการขยายตัวและอุตสาหกรรมภายในต้องการลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วยด้วย
จึงต้องเพิ่มการผลิตเพื่อให้เกิดการประหยัดจากขนาด
โดยปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนหนึ่งอุตสาหกรรมภายในได้ระบายสินค้าโดยส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
ส่วนแบ่งตลาด
อุตสาหกรรมภายในได้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศที่ถูกกล่าวหา
โดยอุตสาหกรรมภายในมีส่วนแบ่งตลาดลดลงจากร้อยละ ๘๒.๘๔ ในปี ๒๕๔๓ เหลือร้อยละ ๘๑.๐๕ ในปี ๒๕๔๔ และในปี ๒๕๔๕
ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาการไต่สวนมีส่วนแบ่งตลาดเหลือเพียงร้อยละ ๗๖.๑๔ ขณะที่สินค้าจากประเทศที่ถูกกล่าวหามีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๙.๖๙ ในปี ๒๕๔๓ เป็นร้อยละ ๑๔.๗๘ ในปี ๒๕๔๔
และเพิ่มเป็น ๒๑.๗๗ ในปี ๒๕๔๕
ความสามารถในการผลิต
อุตสาหกรรมภายในมีความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้น
เนื่องจากได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต
สามารถลดส่วนสูญเสียที่เกิดจากการผลิตให้เหลือน้อยลง
ผลตอบแทนการลงทุน
อุตสาหกรรมภายในมีผลตอบแทนการลงทุนติดลบมาโดยตลอดตั้งแต่ปี
๒๕๔๒ ทั้งนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมภายในไม่สามารถขายสินค้าในราคาที่ก่อให้เกิดกำไรได้
การใช้กำลังการผลิต
อุตสาหกรรมภายในมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ
๓๒.๒๘ ในปี ๒๕๔๒
เป็นร้อยละ ๕๘.๕๒ ในปี ๒๕๔๕ ตามการเพิ่มขึ้นของผลผลิต
ผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศ
ในช่วงระยะเวลาการไต่สวนราคาขายสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำของอุตสาหกรรมภายในมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่
๒ และ ๓ แต่ในไตรมาสที่ ๔ ราคากลับมีแนวโน้มลดลง
กระแสเงินสด
ในปี ๒๕๔๒ และ ๒๕๔๓
กระแสเงินสดของอุตสาหกรรมภายในติดลบสูงถึง ๑,๒๘๐ และ ๑,๕๐๖ ล้านบาท ตามลำดับ ในปี ๒๕๔๔ และในปี
๒๕๔๕ อุตสาหกรรมภายในมีกระแสเงินสดดีขึ้นเล็กน้อย
สินค้าคงคลัง
อุตสาหกรรมภายในมีสินค้าคงคลังลดลง
เนื่องจากได้มีบางส่วนส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ
การจ้างงาน
พิจารณาจากจำนวนแรงงาน
โดยอุตสาหกรรมภายในมีการจ้างแรงงานลดลงมาตลอดปีตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ซึ่งมีจำนวนแรงงาน ๑,๑๐๕ คน เหลือ ๑,๐๔๗ คน ในปี ๒๕๔๕
ค่าจ้างแรงงาน
อุตสาหกรรมภายในมีค่าจ้างแรงงานต่อชั่วโมงสูงขึ้นเล็กน้อย
คือ จาก ๘๐.๔๘
บาทต่อชั่วโมง ในปี ๒๕๔๒ เป็น ๘๓.๕๗ บาทต่อชั่วโมง ในปี ๒๕๔๓
ในปี ๒๕๔๔ เพิ่มเป็น ๘๗.๙๓ บาทต่อชั่วโมง และในปี ๒๕๔๕
เพิ่มเป็น ๙๑.๔๔ บาทต่อชั่วโมง
อัตราการเจริญเติบโต
แม้อุตสาหกรรมภายในจะขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น
แต่เป็นการขายที่ไม่เกิดกำไรและมีอัตราการเติบโตของปริมาณขายอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของปริมาณการใช้ในประเทศ
ความสามารถในการระดมหรือการลงทุน
เนื่องจากอุตสาหกรรมภายในมีผลประกอบการขาดทุนมาตลอดตั้งแต่ปี
๒๕๔๒ โดยในปี ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาการไต่สวนมียอดขาดทุนสะสมสูงถึง ๕,๙๗๙ ล้านบาท
ทำให้ไม่มีความสามารถในการระดมทุนหรือลงทุน
ความสัมพันธ์ของปริมาณการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดกับส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
มีความสัมพันธ์ของปริมาณการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดกับส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
โดยมีการทุ่มตลาดจากประเทศยูเครนคิดเป็นระหว่างร้อยละ ๑๙.๓๗ - ๓๔.๐๐ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. และจากสาธารณรัฐอินโดนีเซียคิดเป็นร้อยละ ๒๗.๔๖
ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. ซึ่งการทุ่มตลาดจากทั้ง ๒ ประเทศดังกล่าว
ส่งผลให้ในช่วงระยะเวลาการไต่สวนปริมาณการนำเข้าจากทั้ง ๒
ประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน คิดเป็นร้อยละ ๙๑.๒๔
ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด
๕.๓ การพิจารณาปัจจัยอื่นๆ
ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน
๕.๓.๑
ปริมาณและราคาของสินค้านำเข้าที่มิได้ขายในราคาที่มีการทุ่มตลาด
เมื่อพิจารณาปริมาณและราคานำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันจากประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญอื่น
ๆ คือ สิงคโปร์ และมาเลเซียแล้วพบว่า ปริมาณการนำเข้าจากทั้ง ๒
ประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยในช่วงระยะเวลาการไต่สวนมีปริมาณการนำเข้ารวมกันเพียงร้อยละ ๘.๗๖ ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด
และมีราคาจำหน่ายอยู่ในระดับราคาที่สูงกว่าอุตสาหกรรมภายในประเทศมาโดยตลอด
๕.๓.๒
ความต้องการใช้ภายในประเทศ
ปริมาณการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี
๒๕๔๒ เป็นต้นมา จึงไม่ใช่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน
จากการพิจารณาข้างต้นสรุปได้ว่า
มีความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายในตามมาตรา ๑๙ (๑) เนื่องจาก
๑. ปริมาณนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดจากประเทศที่ถูกกล่าวหาทั้ง
๒ ประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ - ๒๕๔๕
๒. มีผลกระทบต่อราคาของอุตสาหกรรมภายใน
โดยมีการขายตัดราคาทำให้อุตสาหกรรมภายในต้องลดราคาขายลงเพื่อแข่งขันกับสินค้าทุ่มตลาด
และยังส่งผลกระทบในลักษณะการยับยั้งการขึ้นราคา
โดยอุตสาหกรรมภายในไม่สามารถเพิ่มราคาขายให้เท่ากับต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นได้
๓. ด้านผลกระทบต่อสถานะของอุตสาหกรรมภายใน
สินค้าทุ่มตลาดได้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ทำให้อุตสาหกรรมภายในมีส่วนแบ่งตลาดลดลง
ประสบกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ผลตอบแทนการลงทุนติดลบ
ส่งผลให้ไม่สามารถระดมทุนหรือลงทุนเพิ่มได้
เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมภายใน
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและความสามารถในการผลิตที่มีแนวโน้มลดลง
๔. มีความสัมพันธ์ระหว่างการทุ่มตลาดและความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในตามมาตรา
๒๑ โดยในช่วงปี ๒๕๔๒ - ๒๕๔๔
และช่วงระยะเวลาการไต่สวนการทุ่มตลาด (๑ มกราคม ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๕) มีการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดจากทั้ง
๒ ประเทศในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการทุ่มตลาดระหว่างร้อยละ ๑๙.๓๗ - ๓๔.๐๐ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. และเมื่อพิจารณาปัจจัยอื่น
ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน ได้แก่
ปริมาณและราคาสินค้านำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้ขายในราคาทุ่มตลาด
และความต้องการใช้ภายในประเทศแล้วพบว่า มิใช่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในในเวลาเดียวกัน
ดังนั้น
สรุปได้ว่าความเสียหายที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน
เกิดจากการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดจากประเทศยูเครนและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๖. ผลวินิจฉัยของคณะกรรมการ
คณะกรรมการได้พิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจากการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายข้างต้นแล้ว
มีผลวินิจฉัยขั้นต้นว่า การนำเข้าสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศยูเครนและสาธารณรัฐอินโดนีเซียมีการทุ่มตลาดและมีความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายในตามมาตรา
๑๙ (๑) อันมีความจำเป็นต้องป้องกันความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในจึงกำหนดให้ใช้มาตรการชั่วคราว
โดยเรียกเก็บอากรชั่วคราวหรือวางหลักประกันการชำระอากรชั่วคราวสำหรับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่
๗๒๑๓.๙๑
ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กลวดคาร์บอนต่ำมาตรฐานเลขที่ มอก. ๓๔๘ - ๒๕๔๐ ในอัตราเท่ากับส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดขั้นต้นที่พบ
ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๔๑ ดังนี้
๑) ผู้ส่งออกสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศยูเครน
ซึ่งผลิตจาก
- บริษัท KRIVOIROG STATE OWNED INTEGRATED MINING &
METALLURGICAL WORKS KRIVOROZHSTAL หรือ KRIVOY ROG IRON
& STEEL WORKS ให้เรียกเก็บในอัตราร้อยละ ๑๙.๓๗ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ.
- รายอื่น
ให้เรียกเก็บในอัตราร้อยละ ๓๔.๐๐ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ.
๒) ผู้ส่งออกสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
ซึ่งผลิตจาก
- บริษัท P.T. ISPAT
INDO ให้เรียกเก็บในอัตราร้อยละ ๒๗.๔๖ ของราคา
ซี.ไอ.เอฟ.
- รายอื่น
ให้เรียกเก็บในอัตราร้อยละ ๒๗.๔๖ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ.
ทั้งนี้
ให้ยกเว้นการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ
ที่นำเข้าจาก ๒ ประเทศดังกล่าว เพื่อการส่งออกสำหรับกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการค้าเพื่อส่งออกที่นำสินค้าดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก
เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือเพื่อการค้าเพื่อการส่งออก
ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(๒) ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
ที่นำสินค้าดังกล่าวเข้ามาเพื่อการส่งออก ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
(๓) ผู้นำสินค้าดังกล่าวเข้ามาเพื่อการส่งออก
ภายใต้กฎหมายว่าด้วยศุลกากร
หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นรับคำขอข้อเท็จจริง
ที่ใช้ในการกำหนดมาตรการชั่วคราว รวมทั้งการยื่นแสดงความคิดเห็น
เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๐
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓
ประกาศ ณ วันที่ ๑๓
ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
ราเชนทร์ พจนสุนทร
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
วิภา/ผู้จัดทำ
๖
กันยายน ๒๕๕๔
มยุรี/พิมพ์
๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
จีระ/พัชรินทร์/ตรวจ
๑๒ เมษายน ๒๕๔๗
A+B
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๑๒๐/ตอนพิเศษ ๑๒๐ ง/หน้า ๒๔/๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖