ข้อ ๑๒
เมื่อได้สั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาแล้ว
ภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาเป็นประการใด ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ก็ให้สั่งลงโทษให้เป็นไปตามมาตรา ๘๖
(๒) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิดวินัย
และไม่กรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุใด ๆ
ก็ให้สั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม
หรือตำแหน่งอื่นในระดับเดียวกันที่ต้องใช้คุณสมบัติเฉพาะที่ผู้นั้นมีอยู่
แต่สำหรับการสั่งให้ผู้ถูกสั่งพักราชการกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งอื่นในระดับเดียวกัน
และการสั่งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งอื่นในระดับเดียวกัน
ซึ่งเป็นตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๑๐ ขึ้นไปให้ดำเนินการเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งตามมาตรา ๔๔ (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี
(๓) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่จะลงโทษให้ออก
ปลดออก หรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้สั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการตาม
(๒) แล้วดำเนินการตามมาตรา ๘๕ ต่อไป
(๔) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำความผิดวินัยยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่จะลงโทษให้ออก
ปลดออก หรือไล่ออก แต่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา
๘๕ แล้วสั่งให้ออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ส่วนการดำเนินการตามมาตรา
๘๕ นั้น ถ้าเป็นกรณีที่จะสั่งลงโทษตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน การสั่งลงโทษดังกล่าวห้ามมิให้สั่งย้อนหลังไปก่อนวันพักราชการหรือวันให้ออกราชการไว้ก่อน
(๕) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิดวินัย
แต่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่นก็ให้สั่งให้ออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องสั่งให้กลับเข้ารับราชการ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๘
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
นายกรัฐมนตรี ประธาน ก.พ.
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๙๒/ตอนที่ ๑๘๖/ฉบับพิเศษ หน้า ๓๗/๙ กันยายน ๒๕๑๘