คำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
คำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
ที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่เขตลาดกระบัง
กรุงเทพมหานคร
และอำเภอบางพลี
และอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
ที่ ๒/๒๕๕๑
เรื่อง การปฏิบัติตามมาตรา
๑๑ แห่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘[๑]
ตามที่นายกรัฐมนตรี
ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่เขตดอนเมือง
และเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี และอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ
ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ มีประกาศตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
พ.ศ. ๒๕๔๘ ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่
๓๐๑/๒๕๕๑ เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ
และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ ๒๗
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้น
เพื่อให้การปฏิบัติตามมาตรา
๑๑ แห่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘
ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่รับผิดชอบยุติลงได้
และป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑
ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงจึงมีคำสั่ง
ดังต่อไปนี้
๑.
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น
หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการ
หรือร่วมมือกระทำการใด ๆ อันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง
หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง โดยให้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒
แห่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ทั้งนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอขอรับความเห็นชอบต่อหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงก่อนที่จะยื่นคำร้องขอจับกุมผู้ใด
๒.
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่รับผิดชอบ
เมื่อได้ดำเนินการไปอย่างไรให้บันทึกการดำเนินการที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลักฐานให้ชัดเจน
๓.
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งยึดหรืออายัดอาวุธ
สินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์
หรือวัตถุอื่นใดในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อกระทำการ
หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ดำเนินการ ดังนี้
๓.๑
กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจยึดสิ่งใดที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ให้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีไปตามกฎหมาย
๓.๒
กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจยึดสิ่งใดที่ไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ให้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๒๗ โดยอนุโลม
๔.
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น
รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคารสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวางตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงและหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที
๕.
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบจดหมาย
หนังสือ สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด
ตลอดจนการสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อ หรือการสื่อสารใด
เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุร้ายแรง
โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษโดยอนุโลม
๖.
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอกราชอาณาจักร
กรณีเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการออกไปนอกราชอาณาจักรของผู้นั้นจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ
หรือความปลอดภัยของประเทศ
ทั้งนี้
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๒๙
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑
พลตำรวจโท ฉลอง สนใจ
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค
๑
หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
วัชศักดิ์/จัดทำ
๔ ธันวาคม ๒๕๕๑
ศิรวัชร์/ปรับปรุง
๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๘๔ ง/หน้า ๖๑/๑ ธันวาคม ๒๕๕๑