ข้อ ๑๓
เมื่อได้สั่งให้ข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดพักราชการ
หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาแล้ว
ถ้าภายหลังปรากฏว่าผลการสอบสวนพิจารณาเป็นประการใดให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงก็ให้สั่งลงโทษให้เป็นไปตามมาตรา
๕๓
(๒) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย
และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุใด ๆ ก็ให้สั่งผู้นั้นกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม
หรือตำแหน่งอื่นในระดับเดียวกันที่ต้องใช้คุณสมบัติเฉพาะที่ผู้นั้นมีอยู่
แต่สำหรับการสั่งให้ผู้ถูกสั่งพักราชการกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งอื่นในระดับเดียวกัน
ซึ่งเป็นตำแหน่งตั้งแต่เลขาธิการรัฐสภาขึ้นไป
ให้ดำเนินการเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งตามมาตรา
๒๘
(๓) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง
ที่จะลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก
และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น
ก็ให้สั่งผู้นั้นกลับเข้ารับราชการตาม (๒) แล้วดำเนินการตามมาตรา ๕๒ ต่อ ไป
(๔) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ที่จะลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก แต่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น
ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา ๕๒
แล้วสั่งให้ออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องสั่งให้กลับเข้ารับราชการ
ส่วนการดำเนินการตามมาตรา ๕๒ นั้น ถ้าเป็นกรณีที่จะสั่งลงโทษตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือน
การสั่งลงโทษดังกล่าวห้ามมิให้สั่งย้อนหลังไปก่อนวันพักราชการหรือวันให้ออกจากราชการไว้ก่อน
(๕) ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย
แต่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่นก็ให้สั่งให้ออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไม่ต้องให้กลับเข้ารับราชการ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๙
ป.ส. กาญจนวัฒน์
ประธานรัฐสภา ประธาน ก.ร.
ประภาศรี/ผู้จัดทำ
๒๙
ตุลาคม ๒๕๕๑
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๙๓/ตอนที่ ๔๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๔ มีนาคม ๒๕๑๙