法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการคุ้มครองและค่าตอบแทนพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2548

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
26
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

ว่าด้วยการคุ้มครองและค่าตอบแทนพยานในคดีอาญา

พ.ศ.

๒๕๔๘

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๔

บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นพยานในคดีอาญามีสิทธิได้รับความคุ้มครอง

การปฏิบัติที่เหมาะสม และค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ

ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖

บัญญัติว่าศาลอาจจัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครอง

โดยมีดุลพินิจสั่งให้มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่พยานและให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัตินั้นด้วย

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปโดยเรียบร้อยและเป็นแนวเดียวกัน

จำเป็นต้องออกระเบียบซึ่งมีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

ว่าด้วยการคุ้มครองและค่าตอบแทนพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในกรณีที่มีระเบียบ ประกาศ

หรือคำสั่งอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“ความปลอดภัย”

หมายความว่า ความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน

หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของพยาน สามี ภริยา ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของพยาน

หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานทั้งก่อน

ขณะและหลังพยานมาเบิกความต่อศาล

“คำร้อง”

หมายความว่า กระบวนการร้องขอของพยานหรือบุคคลอื่นใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ

เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ความคุ้มครองแก่พยาน สามี ภริยา

ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน

หมวดที่

การคุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ เมื่อมีการยื่นคำร้องขอให้สืบพยานไว้ก่อนฟ้อง

หรือยื่นคำขอผัดฟ้องหรือคำร้องขอหมายขังผู้ต้องหา หรือยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว

หากพยาน สามี ภริยา ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของพยาน

หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย

เนื่องจากการที่พยานจะมาหรือได้มาเป็นพยาน เมื่อศาลเห็นสมควรหรือพยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอต่อศาล

ศาลอาจจัดให้พยานหรือบุคคลดังกล่าวอยู่ในความคุ้มครอง ทั้งนี้

การคุ้มครองความปลอดภัยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่จะได้รับการคุ้มครองหรือผู้มีอำนาจให้ความยินยอมแทนด้วย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การร้องขอความคุ้มครองจากศาล

ให้ร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจชำระคดีหรือศาลที่มีเขตอำนาจเหนือท้องที่ที่บุคคลที่จะได้รับการคุ้มครองมีที่อยู่

หากเป็นกรณีเร่งด่วนและการร้องขอต่อศาลตามวรรคหนึ่งจะเกิดความไม่ปลอดภัยแก่พยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

และร้องขอต่อศาลอาญาก็ได้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้ศาลไต่สวนคำร้องขอตามข้อ ๖

เป็นการลับและให้เฉพาะบุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาคดีได้

(๑) ผู้ร้อง

(๒) ทนายความของผู้ร้อง

(๓) พยานและบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากศาล

บรรดาถ้อยคำสำนวนและเอกสารอื่นซึ่งได้มาจากการไต่สวนให้แยกต่างหากจากสำนวนหลักเป็นสำนวน

คพ. .../๒๕.. และให้ถือเป็นความลับ

ส่วนสิ่งของอย่างอื่นให้ทำบัญชีรายละเอียดรวมเข้าไว้ในสำนวนดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้ศาลจัดให้มีการคุ้มครอง

เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าพยาน สามี ภริยา ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของพยาน

หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัยเนื่องจากการที่พยานจะมาหรือได้มาเป็นพยาน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

วิธีการคุ้มครองให้ปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑)

จัดให้มีมาตรการปกปิดไม่ให้มีการเปิดเผยชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ

หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวพยานได้

(๒) แจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานตามข้อ

๑๒ ให้การคุ้มครอง

(๓) ดำเนินการอื่นใดตามที่ศาลเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การคุ้มครองพยาน สามี ภริยา

ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน

ให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ เหมาะสมแก่สถานะและสภาพของพยานหรือบุคคลดังกล่าว

และลักษณะแห่งคดี

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรจัดให้มีการคุ้มครองให้ศาลทำเป็นหนังสือและอย่างน้อยต้องมีรายการ

ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อศาลและวัน เดือน ปีที่ออกคำสั่ง

(๒)

เจ้าพนักงานหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการคุ้มครอง

(๓) ชื่อตัว ชื่อสกุลของผู้ที่จะได้รับความคุ้มครอง

(๔) เหตุผล

ลักษณะและขอบเขตของการคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

เมื่อศาลเห็นสมควรจัดให้มีการคุ้มครองตามข้อ ๙ (๒)

ให้ศาลแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานต่อไปนี้เป็นผู้คุ้มครอง

๑๒.๑ สำนักงานคุ้มครองพยาน

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม

๑๒.๒

พนักงานสอบสวนหรือหัวหน้าสถานีตำรวจที่รับผิดชอบคดีที่มีการร้องขอให้คุ้มครองพยานหรือที่บุคคลที่จะได้รับการคุ้มครองมีที่อยู่

๑๒.๓

หน่วยงานคุ้มครองพยานของกระทรวงมหาดไทย ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรุงเทพมหานคร

ให้แจ้งไปที่สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

(๒) ในจังหวัดอื่น

ให้แจ้งไปที่ที่ทำการปกครองกิ่งอำเภอ

ที่ทำการปกครองอำเภอหรือที่ทำการปกครองจังหวัด แล้วแต่กรณี หรือ

๑๒.๔ เจ้าพนักงานอื่นตามที่ศาลเห็นสมควร

เพื่อจัดให้มีการคุ้มครองต่อไป

และในกรณีจำเป็นเร่งด่วน อาจมีการประสานงานแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทางโทรศัพท์หรือโทรสารก่อนก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เมื่อศาลได้สั่งให้มีการคุ้มครองตามข้อ ๙

(๑) หรือ (๓)

ให้ศาลจ่ายค่าใช้จ่ายแก่บุคคลที่ได้รับการคุ้มครองหรือเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานอื่นที่ช่วยให้ความคุ้มครอง

ตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ การคุ้มครองพยาน สามี ภริยา

ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของพยาน

หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานสิ้นสุดลงเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด

ดังต่อไปนี้

(๑)

พยานหรือบุคคลดังกล่าวร้องขอให้ยุติการคุ้มครองหรือขอเพิกถอนความยินยอม ทั้งนี้

ให้รวมถึงการเพิกถอนความยินยอมของผู้ให้ความยินยอมแทนด้วย

(๒)

พฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของพยานหรือบุคคลดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

และกรณีไม่มีความจำเป็นจะต้องให้ความคุ้มครองอีกต่อไป เช่น

พยานหรือบุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตาย

(๓) พยานไม่เบิกความโดยไม่มีเหตุสมควร

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เมื่อปรากฏเหตุตามข้อ ๑๔

ให้ศาลแจ้งการสิ้นสุดการคุ้มครองนั้นไปยังเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง

การแจ้งตามวรรคหนึ่งให้ทำเป็นหนังสือและอย่างน้อยต้องมีรายการ

ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อศาลและวัน เดือน

ปีที่ออกคำสั่งคุ้มครอง

(๒) เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการคุ้มครอง

(๓) ชื่อตัว

ชื่อสกุลของผู้ที่ได้รับความคุ้มครอง

(๔) เหตุที่ทำให้การคุ้มครองสิ้นสุด

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

เมื่อปรากฏต่อศาลว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของพยาน สามี ภริยา

ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานได้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหมาะสมหรือไม่อาจให้ความคุ้มครองต่อไปได้

และจำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน

ให้ศาลแจ้งให้พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา

หรือพนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ดำเนินการตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา

พ.ศ. ๒๕๔๖ ต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ กรณีปรากฏในภายหลังว่าพยานไม่มา

ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่เบิกความเป็นพยานโดยไม่มีเหตุสมควร

หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษพยานในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล หรือความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีที่บุคคลนั้นเป็นพยาน

ให้ศาลแจ้งให้สำนักงานคุ้มครองพยาน กระทรวงยุติธรรม

ทราบเพื่อดำเนินการเรียกให้พยานนั้นคืนหรือชดใช้ค่าตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานและบุคคลอื่น

แล้วแต่กรณี

หมวด

ค่าตอบแทนพยาน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ เมื่อพยานได้เบิกความต่อศาลแล้ว

ให้ศาลสั่งจ่ายค่าตอบแทนแก่พยานดังนี้

๑๘.๑

พยานโจทก์ในคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์หรือคดีที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวซึ่งผู้เสียหายเป็นโจทก์ให้ศาลสั่งจ่ายค่าตอบแทนตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด

๑๘.๒ พยานโจทก์ในคดีความผิดต่อส่วนตัวที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์หรือพยานจำเลยให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะสั่งจ่ายค่าตอบแทนหรือไม่

เพียงใด โดยจ่ายไม่เกินอัตราตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

การจ่ายค่าตอบแทนแก่พยานให้ศาลสั่งจ่ายเป็นรายครั้งที่พยานเบิกความต่อศาล

โดยสั่งจ่ายในใบสั่งจ่ายเงินค่าตอบแทนแก่พยานและบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วย

ให้พยานที่ได้รับเงินค่าตอบแทนลงนามเป็นผู้รับเงินในใบรับเงินจากศาล แบบ (๖๖)

โดยเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินลงนามและให้มีผู้ลงชื่อเป็นพยานลงนามด้วย

หมวด

การอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การอุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา

พ.ศ. ๒๕๔๖

ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งมิใช่ศาลแขวงที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา

หรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นหรือที่ผู้อุทธรณ์มีที่อยู่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การอุทธรณ์คำสั่งจะยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือหรือจะอุทธรณ์ด้วยวาจาก็ได้

ในกรณีที่อุทธรณ์ด้วยวาจา

ให้ศาลบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและให้ผู้อุทธรณ์ลงชื่อไว้

เมื่อศาลได้รับอุทธรณ์แล้ว

ให้ศาลทำการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า

แต่ต้องส่งสำเนาให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมีโอกาสคัดค้านก่อนการไต่สวน

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานจะไม่ได้รับความปลอดภัยระหว่างการไต่สวนศาลอาจมีคำสั่งโดยกำหนดเงื่อนไขใด

ๆ ตามที่จำเป็นเพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองชั่วคราวก็ได้

เมื่อศาลมีคำสั่งตามวรรคหนึ่งแล้ว

ให้ปฏิบัติตามข้อ ๑๒ โดยพลัน

กรณีที่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ได้กล่าวถึงวิธีคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้

ถ้าศาลมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวให้ถือว่าเป็นอันยกเลิก

แต่ถ้าศาลตัดสินให้เป็นไปตามอุทธรณ์คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็น

เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

หากผู้ออกคำสั่งซึ่งมีการอุทธรณ์โต้แย้งจะคัดค้าน

คำคัดค้านให้ทำเป็นหนังสือ ยื่นต่อศาลก่อนการไต่สวนเสร็จสิ้น

โดยระบุเหตุแห่งการคัดค้านมาโดยละเอียดและให้ศาลส่งสำเนาคำคัดค้านให้แก่ผู้อุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การไต่สวนคำสั่งตามมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา

๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.

๒๕๔๖

ให้ศาลพิจารณาเป็นการลับและให้เฉพาะบุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาคดีได้

(๑) ผู้อุทธรณ์

(๒) บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้คัดค้าน

(๓) พยานและบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากศาล

(๔) ทนายความของบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ในการไต่สวนพยานบุคคล

ให้ศาลแจ้งให้พยานทราบประเด็นและข้อเท็จจริงที่จะทำการไต่สวน

แล้วให้พยานเบิกความในข้อนั้นด้วยตนเองหรือตอบคำถามศาล

ศาลจะให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้คัดค้านถามพยานเพิ่มเติมหรือไม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

ให้ศาลพิจารณาและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลได้รับอุทธรณ์

เว้นแต่มีเหตุอันสมควรศาลอาจขยายระยะเวลาออกไปได้ตามความจำเป็น

แต่ต้องไม่เกินสิบห้าวัน ทั้งนี้

ให้ศาลจดรายงานเหตุนั้นไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา

ประกาศ

ณ วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

ชาญชัย ลิขิตจิตถะ

ประธานศาลฎีกา

วิภา/ผู้จัดทำ

๒๗

ตุลาคม ๒๕๕๓

พัสสน/ผู้ตรวจ

๑๑

มกราคม ๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒/ตอนที่ ๑๐๕ ก/หน้า ๗/๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

26 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการคุ้มครองและค่าตอบแทนพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2548 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_0ccf0ab0c6a32ba7

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com