法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 67/2551 เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงิน

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนส. 67/2551

เรื่อง ข้อกําหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงิน

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

โดยปกติแล้วสถาบันการเงินต้องจัดทําบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี ที่สภาวิชาชีพบัญชีกําหนดเช่นเดียวกับนิติบุคคลประเภทอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธุรกิจ ของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจการเงินที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากธุรกิจโดยทั่วไป ทําให้ใน การทําธุรกรรมบางประเภทอาจไม่มีมาตรฐานการบัญชีที่เป็นการเฉพาะครอบกลุ่่มถึง หรือ มาตรฐานการบัญชีที่มีอยู่อาจไม่ชัดเจนในสถานการณ์หนึ่ง ๆ ซึ่งต้องอาศัยการตีความและ วิจารณญาณในการนําไปใช้ที่หลากหลาย หรือมาตรฐานการบัญชีในบางเรื่องได้ให้ทางเลือกไว้ หลายแนวทางในการนําไปปฏิบัติ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวที่เกิดขึ้นอาจทําให้เกิดความไม่ชัดเจนและความหลากหลายในการนําไปปฏิบัติของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ด้วยเหตุดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นความจําเป็นในการออกหลักเกณฑ์ทางบัญชีในประเด็นที่เป็น ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติอย่างมีมาตรฐานเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพิ่มเติมจากที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่กําหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชีในกรณีปกติ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดเป็นไปตามหลักการและกรอบของแม่บท การบัญชีและมาตรฐานการบัญชีที่กําหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชีที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ขัดแย้งกัน หรือในบางกรณี ที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีที่กําหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชีครอบคลุมถึง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดหลักเกณฑ์ทางบัญชีให้เป็นไปตามหลักการของมาตรฐานการบัญชี ระหว่างประเทศ (International Financial Reporting Standard - IFRS)

ในการออกประกาศฉบับนี้ เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดกล้องกับ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และเป็นการรวบรวมประกาศและหนังสือเวียน ของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ทางบัญชีมาประมวลให้อยู่ในฉบับเดียวกัน โดยสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ที่กําหนดไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นข้อกําหนดในหมวด 6 การบัญชีสําหรับการซื้อขายตั๋วเงิน ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน การบัญชี นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงิน ทุกประเภทให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินพ.ศ. 2551 เนื่องจากหลักเกณฑ์การบันทึกบัญชีเดิมของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ในบางเรื่องยังมีความแตกต่างกัน ดังนั้น สําหรับรายการที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ และสถาบันการเงินได้ปฏิบัติถูกต้องแล้วตามหลักเกณฑ์ที่บังคับ ใช้ในขณะนั้น ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เดิมสําหรับรายการดังกล่าว จนกว่าจะ หมดอายุสัญญา

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 62 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจ สถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์การบัญชีในเรื่องที่กําหนดในประกาศนี้

อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจ สถาบันการเงินทุกแห่ง

อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก ตามเอกสารแนบ 1

อื่นๆ - 5. เนื้อหา

หมวด 1

การบัญชีสําหรับการขายทรัพย์สินรอการขาย

1. ในประกาศฉบับนี้

1.1 คําจํากัดความดังต่อไปนี้ ให้ใช้คํานิยามตามมาตรา 4 และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 (เอกสารแนบ 2)

1.1.1 "ผู้มีอํานาจในการจัดการ"

1.1.2 "ผู้ที่เกี่ยวข้อง"

1.1.3 "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่"

1.1.4 "กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง"

1.2 "กรรมการที่เป็นผู้บริหาร" ให้มีความหมายตามประกาศธนาคารแห่ง ประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน

1.3 "กลุ่มธุรกิจทางการเงิน" ให้มีความหมายตามประกาศธนาคารแห่ง ประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม

2. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการขายทรัพย์สินรอการขาย ทุกประเภท ยกเว้นการขายทรัพย์สินรอการขายประเภทตราสารหนี้และตราสารทุน

3. หลักเกณฑ์ในการรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขาย

ในการขายทรัพย์สินรอการขาย สถาบันการเงินจะรับรู้รายได้จากการขายได้ ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อดังต่อไปนี้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง การรับรู้รายได้

3.1 ได้โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เป็นสาระสําคัญของความเป็นเจ้าของ ในทรัพย์สินรอการขายให้กับผู้ซื้อแล้ว

3.2 ไม่เกี่ยวข้องในการบริหารทรัพย์สินรอการขายอย่างต่อเนื่องในระดับที่ เจ้าของพึงกระทํา หรือไม่ได้มีการควบคุมทั้งทางตรงและทางอ้อมในทรัพย์สินรอการขายที่ขาย ไปแล้ว

3.3 สามารถวัดมูลค่าของจํานวนรายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขายได้ อย่างน่าเชื่อถือ

3.4 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของ รายการบัญชีนั้น

3.5 สามารถวัดมูลค่าของต้นทุนที่เกิดขึ้นหรือที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการ ขายทรัพย์สินรอการขายนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ

4. การบัญชีสําหรับการขายทรัพย์สินรอการขาย

4.1 การขายทรัพย์สินรอการขายรายการใดที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในข้อ 3 ให้บันทึกบัญชีเป็นการรับเงินมัดจํา

4.2 นอกเหนือจากการขายทรัพย์สินรอการขายในข้อ 4.3 หากการขาย ทรัพย์สินรอการขายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 แล้ว ให้สถาบันการเงินแยก พิจารณาเป็น 2 กรณี คือ การขายให้กับบุคคลทั่วไป และการขายให้กับกิจการที่มีผลประโยชน์ เกี่ยวข้อง กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่อ อย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับ บุคคลดังกล่าว โดยวิธีการบัญชีสําหรับการขายในแต่ละกรณีให้ถือปฏิบัติดังนี้

4.2.1 การขายทรัพย์สินรอการขายให้กับบุคคลทั่วไป สําหรับรายการที่มี ยอดขายสูงกว่า 10 ล้านบาท สถาบันการเงินจะสามารถรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) ได้รับชําระเงินสดแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของราคาขาย

(2) ผู้ซื้อแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถที่จะชําระค่าทรัพย์สินได้ ครบตามจํานวน

หากการขายไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น ให้รับรู้กําไร เป็นรายได้ตามสัดส่วนของเงินสดที่ได้รับชําระต่อราคาขายจนกว่าการขายจะเข้าเงื่อนไขทั้งสอง ข้อจึงให้รับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เช่น ในกรณีที่ได้รับชําระเงินสดน้อยกว่าร้อยละ 20 ในครั้งแรก เนื่องจากการให้กู้ยืมเงินเกินกว่าร้อยละ 80 เมื่อผู้ซื้อได้นําเงินสดมาชําระจนถึงร้อยละ 20 แล้ว ก็สามารถรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวนได้

4.2.2 การขายทรัพย์สินรอการขายให้กับกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง รวมถึงกรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่อ อย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับ บุคคลดังกล่าว ให้ถือปฏิบัติดังนี้

(1) กรณีไม่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น

(1.1) กรณีรับเป็นเงินสดทั้งจํานวน สามารถรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน

(1.2) กรณีให้มีการทยอยชําระ ให้รับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวนเมื่อได้รับเงินครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (Cost Recovery Method)

(2) กรณีมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจ ทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น

(2.1) กรณีให้กู้ยืมเพื่อชําระค่าทรัพย์สินทั้งจํานวน ให้รับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อได้รับชําระเงินกู้ยืมครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (Cost Recovery Method)

(2.2) กรณีให้กู้ยืมเพื่อชําระค่าทรัพย์สินไม่เต็มจํานวน โดยผู้ซื่อได้จ่ายชําระเป็นเงินสดบางส่วน ให้รับรู้กําไรเป็นรายได้ตามสัดส่วนของเงินสดที่ได้รับชําระต่อราคาขาย สําหรับส่วนที่มีการให้กู้ยืมเงิน ให้รับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อได้รับชําระเงินกู้ยืมครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (Cost Recovery Method)

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการขายทรัพย์สินรอการขายให้แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจ ในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ให้เป็นไป ตามมาตรา 48(4) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และประกาศธนาคาร แห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่กรรมการและบุคคลอื่น ที่กําหนดตามมาตรา 48(4) หรือรับซื้อหรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าว

4.3 การขายทรัพย์สินรอการขายให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด และได้รับชําระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 แล้ว ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติดังนี้

43.1 เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จํากัดเป็นหนี้ที่เกิดจากการขายทรัพย์สินรอการขาย ไม่ใช่เงินให้สินเชื่อจากการดําเนินธุรกิจปกติ ของสถาบันการเงิน จึงให้บันทึกบัญชีเป็นลูกหนี้อื่นในหัวข้อสินทรัพย์อื่นในงบการเงินด้วย มูลค่ายุติธรรมที่คํานวณจากกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ กําหนดขึ้นตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง การรับรู้รายได้ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่มีอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ให้สถาบันการเงินเทียบเคียงจาก yield curve ของพันธบัตร รัฐบาล และหากไม่มีพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุเท่ากับตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด ให้สถาบันการเงินใช้วิธี interpolate จาก yield curve ของพันธบัตรรัฐบาล

4.3.2 การรับรู้กําไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายเป็นรายได้ตามที่ กําหนดในข้อ 4.2 มีเจตนารมณ์ที่จะให้ยึดหลักระมัดระวัง จึงต้องมั่นใจว่าจะไม่มีการยกเลิก การขาย และผู้ซื้อมีความสามารถในการชําระเงิน สําหรับกรณีของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด ที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเต็ม จํานวน หากการขายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 แล้ว สถาบันการเงินสามารถ ที่จะรับรู้กําไรจากการขายเป็นรายได้ทั้งจํานวน

4.4 การขายทรัพย์สินรอการขายโดยที่สถาบันการเงินยังมีภาระที่จะต้อง ดําเนินการอยู่อีก และจะมีผลกระทบอย่างมีสาระสําคัญต่อกําไรจากการขายทรัพย์สินนั้น เช่น ภาระในการโยกย้ายผู้อยู่อาศัย ภาระในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ในการคํานวณกําไร จากการขายทรัพย์สินดังกล่าว ให้สถาบันการเงินหักค่าใช้จ่ายที่ประมาณว่าอาจจะเกิดขึ้นใน ภายหน้าออกจากกําไรจากการขายทรัพย์สินนั้นตามสัดส่วนเช่นเดียวกับการรับรู้กําไรในแต่ละ กรณี ทั้งนี้ การประมาณการค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดใน มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 53 เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจ เกิดขึ้น และที่แก้ไขเพิ่มเติม

4.5 ในกรณีที่มีรายการขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย จะต้องรับรู้ ขาดทุนนั้นในงบกําไรขาดทุนทันทีทั้งจํานวน

5. ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขายในหมายเหตุประกอบ งบการเงิน

6. ตัวอย่างวิธีการบัญชีเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขาย (สําหรับกรณีตามข้อ4.2) แสดงไว้ในเอกสารแนบ 3

หมวด 2

การบัญชีเกี่ยวกับเงินลงทุน

เพื่อให้การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน โดย ไม่รวมถึงเงินลงทุนในลูกหนี้ของสถาบันการเงิน มีความสอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกข้อกําหนดให้สถาบันการเงิน ปฏิบัติดังนี้

1. ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนตาม เกณฑ์ที่กําหนดไว้ในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 40 เรื่อง การบัญชีสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ ในกรณีที่มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 40 ไม่ครอบคลุม ถึงตราสารการเงินหรือตราสารอนุพันธ์ประเภทใด ให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีระหว่าง ประเทศ ฉบับที่ 39 (IAS39) โดย

1.1 ตราสารหนี้ หมายถึง ตราสารที่แสดงว่าผู้ออกตราสารมีภาระผูกพันทั้ง ทางตรงและทางอ้อมที่จะต้องจ่ายเงินสด หรือสินทรัพย์อื่น ให้แก่ผู้ถือตราสารตามจํานวน และเงื่อนไขที่ได้กําหนดไว้โดยชัดเจนหรือโดยปริยาย ได้แก่ (1) พันธบัตร (2) ตั๋วเงินคลัง (3) ตราสารอื่นที่ออกโดยรัฐบาลไทย องค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมาย เฉพาะจัดตั้งขึ้นเป็นผู้ออก ที่มีลักษณะเป็นการระดมทุน (4) หุ้นกู้ (5) ตั๋วแลกเงินที่ธนาคาร พาณิชย์ออกเพื่อการกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันการเงิน และเพื่อระดมทุนจากประชาชน ตาม หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (6) ตั๋วแลกเงินที่บริษัทเงินทุน ออกเพื่อระดมทุน จากประชาชน (7) ตั๋วแลกเงินที่ออกโดยธุรกิจอื่นหากมีลักษณะเป็นการระดมทุน และมีลักษณะคล้ายหุ้นกู้ (8) FRN FRCD หรือตราสารแห่งหนี้อื่นใด ที่มีลักษณะเป็นหุ้นกู้ หรือ คล้ายคลึงหุ้นกู้ที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้ เสนอขาย (9) ตราสารหนี้ที่มีอนุพันธ์แฝงที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยกําหนด เช่น Credit Linked Notes และ Structured Notes (10) ตั๋วสัญญา ใช้เงินที่สถาบันการเงินได้รับจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เพื่อชําระค่าโอนสินทรัพย์ด้อย คุณภาพ และ (11) ตราสารหนี้ประเภทอื่นใดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศเพิ่มเติม

1.2 ตราสารทุน หมายถึง ตราสารที่แสดงว่าผู้ถือตราสารมีความเป็นเจ้าของ ในส่วนได้เสียคงเหลือของกิจการที่ไปลงทุน ได้แก่ (1) หุ้นสามัญ (2) หุ้นบุริมสิทธิ (3) ตราสารที่ มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับตราสารทุน เช่น ใบสําคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (4) ตราสารทุน ประเภทอื่นใดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศเพิ่มเติม

2. การประเมินมูลค่ายุติธรรม

2.1 การประเมินมูลค่ายุติธรรมสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้

2.1.1 เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จําหน่ายในประเทศ ในกรณีที่มีอัตรา ผลตอบแทน ให้นํามาคํานวณมูลค่ายุติธรรมโดยใช้สูตรที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ในหนังสือที่ ธปท.นว.(ว)1086/2538 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 เรื่อง มาตรฐานเสนอซื้อขาย และคํานวณราคาสําหรับการซื้อขายหลักทรัพย์รัฐบาลในตลาดรอง และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่มีราคาในตลาดหรือสามารถประเมินราคาได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้ใช้ราคานั้นเป็นมูลค่า ยุติธรรมได้ โดยทั้ง 2 กรณีให้ถือปฏิบัติดังนี้

(1) ตราสารหนี้ที่มีตลาดซื้อขายคล่องรองรับ

(1.1) ตราสารหนี้ประเภทตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงิน พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ให้ใช้อัตราผลตอบแทนหรือราคาเสนอซื้อเฉลี่ยครั้งล่าสุด ที่เผยแพร่ไว้บน Web site ของ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)

(1.2) ตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชน ให้ใช้อัตรา ผลตอบแทนหรือราคาเสนอซื้อเฉลี่ยครั้งล่าสุดที่เผยแพร่ไว้บน Web Site ของ ThaiBMA หรือ ตลาดอื่นที่มีหน่วยงานของรัฐกํากับดูแลและหลักทรัพย์ดังกล่าวมีการซื้อขายอยู่

(2) ตราสารหนี้ที่ไม่มีตลาดซื้อขายคล่องรองรับหรือตลาดนั้นไม่มี คุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นตลาดซื้อขายคล่อง

(2.1) ตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้บริษัทเอกชน ให้ใช้อัตราผลตอบแทนหรือราคาเสนอซื้อเฉลี่ยครั้งล่าสุดของพันธบัตรรัฐบาล หรืออัตราผลตอบแทน ที่เป็น Interpolated Yield ของพันธบัตรรัฐบาลที่เผยแพร่ไว้บน Web Site ของ ThaiBMA โดยบวกค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ตามความเหมาะสม

(2.2) ตราสารหนี้ที่มีอนุพันธ์แฝง ให้สถาบันการเงินประเมินมูลค่ายุติธรรมตามแนวทางที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ การบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์

(2.3) พันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติ ให้ใช้ราคาซื้อคืนก่อนครบกําหนดในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ

(2.4) ตราสารหนี้อื่นที่ออกจําหน่ายในประเทศ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในข้อ (2.1) (2.2) และ (2.3) ให้สถาบันการเงินที่เชื่อถือได้เป็นผู้ประเมินมูลค่ายุติธรรม ทั้งนี้ สถาบันการเงินผู้ประเมินราคาจะต้องแสดงเหตุผลที่เชื่อถือได้เป็นลายลักษณ์อักษร ประกอบด้วย หรือคํานวณหามูลค่ายุติธรรมจากอัตราที่ระบุไว้ในข้อ (2.1) บวกค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ตามความเหมาะสม

2.1.2 เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จําหน่ายในต่างประเทศ ให้ถือปฏิบัติดังนี้

(1) ตราสารหนี้ที่มีตลาดซื้อขายคล่องรองรับ

ให้ใช้ราคาที่เผยแพร่โดย แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น Bloomberg, Reuters, Telerate หรือ Euroclear เป็นมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ ในต่างประเทศ

(2) ตราสารหนี้ที่ไม่มีตลาดซื้อขายคล่องรองรับหรือตลาดนั้นไม่มี คุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นตลาดซื้อขายคล่อง

ให้สถาบันการเงินในต่างประเทศที่เป็นผู้ขาย หรือเป็น Dealer ในตราสารหนี้ดังกล่าวให้แก่สถาบันการเงิน หรือสถาบันการเงินในต่างประเทศรายอื่นที่เชื่อถือได้ เป็นผู้ประเมินมูลค่ายุติธรรม ซึ่งต้องทําการประเมินเป็นลายลักษณ์อักษรและมีแหล่งข้อมูล อ้างอิงได้

ทั้งนี้ สถาบันการเงินควรใช้ราคาจากแหล่งข้อมูลเดียวกันเพื่อความสม่ําเสมอ ของราคา เว้นแต่แหล่งข้อมูลนั้นจะไม่มีการเสนอราคาในตราสารบางรุ่น สถาบันการเงินอาจจะ ใช้ราคาจากแหล่งข้อมูลอื่นแทนได้ โดยต้องสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลได้เมื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องขอ

2.2 การประเมินมูลค่ายุติธรรมสําหรับเงินลงทุนในตราสารทุน

2.2.1 เงินลงทุนในตราสารทุนที่จําหน่ายในประเทศ ให้ถือปฏิบัติดังนี้

(1) ตราสารทุนที่มีตลาดซื้อขายคล่องรองรับ

ให้ใช้ราคาเสนอซื้อครั้งล่าสุดจากตลาดในประเทศที่มีหน่วยงานของรัฐกํากับดูแลและหลักทรัพย์ดังกล่าวมีการซื้อขายกับอยู่ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนดังกล่าว

(2) ตราสารทุนที่ไม่มีตลาดซื้อขายคล่องรองรับหรือตลาดนั้นไม่มี คุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นตลาคซื้อขายคล่อง ให้ถือปฏิบัติตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี โดยถือเป็น เงินลงทุนทั่วไป แสดงในงบดุลด้วยราคาทุน และพิจารณาการด้อยค่าของเงินลงทุนด้วย

2.2.2 เงินลงทุนในตราสารทุนที่จําหน่ายในต่างประเทศ ให้ถือปฏิบัติดังนี้

(1) ตราสารทุนที่มีตลาดซื้อขายคล่องรองรับ

ให้ใช้ราคาที่เผยแพร่ไว้ในตลาดต่างประเทศที่มีหน่วยงานของรัฐกํากับดูแลเป็นมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารทุนดังกล่าว

(2) ตราสารทุนที่ไม่มีตลาดซื้อขายคล่องรองรับหรือตลาดนั้นไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นตลาดซื้อขายคล่อง

ให้ถือปฏิบัติตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี โดยถือเป็นเงินลงทุนทั่วไป แสดงในงบดุลด้วยราคาทุน และพิจารณาการด้อยค่าของเงินลงทุนด้วย

ทั้งนี้ สถาบันการเงินควรใช้ราคาจากแหล่งข้อมูลเดียวกันเพื่อความสม่ําเสมอของราคา เว้นแต่แหล่งข้อมูลนั้นจะไม่มีการเสนอราคาในตราสารบางรุ่น สถาบันการเงิน อาจจะใช้ราคาจากแหล่งข้อมูลอื่นแทนได้ โดยต้องสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล ได้เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยร้องขอ

3. ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ กรณีที่สถาบันการเงินรับชําระหนี้ โดยรับ ตราสารทุนของลูกหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุน และตราสารทุนดังกล่าวมีข้อจํากัดในการ ถือครองและจําหน่าย สถาบันการเงินต้องกําหนดนโยบายในการถือครองไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ วันที่ได้รับทุนนั้นมาว่าจะถือไว้เป็นเงินลงทุนทั่วไป หรือเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วมหรือบริษัทย่อย และให้บันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่กําหนดไว้

หมวด 3

การรับซื้อหรือรับโอนถูกหนี้

เพื่อให้หลักเกณฑ์การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้เงินให้ กู้ยืมของสถาบันการเงินมีความถูกต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติ ทางบัญชีเกี่ยวกับการโอนและการรับโอนสินทรัพย์ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึง ออกข้อกําหนดทางการบัญชีและเกณฑ์การกํากับดูแลเพื่อให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

1. การบันทึกบัญชีลูกหนี้เงินให้กู้ยืมที่รับซื้อหรือรับโอนมา

ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีลูกหนี้เงินให้กู้ยืมที่รับซื้อหรือรับโอนมาตาม แนวปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับการโอนและการรับโอนสินทรัพย์ทางการเงิน ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2543 ของสภาวิชาชีพบัญชี และยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ด้วย เช่น การบัญชีสําหรับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา และการค้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นต้น

2. การจัดประเภทรายการสําหรับลูกหนี้เงินให้กู้ยืมที่รับซื้อหรือรับโอนมา

หลักเกณฑ์ในการจัดประเภทรายการในงบการเงินสําหรับลูกหนี้ที่รับซื้อหรือ รับโอนมา ภายหลังจากที่บันทึกเป็นเงินลงทุนในลูกหนี้แล้ว ให้ถือปฏิบัติดังนี้

2.1 ในกรณีที่สถาบันการเงิน ไม่มีการทําข้อตกลงใหม่ใด ๆ กับลูกหนี้ที่รับซื้อ หรือรับโอนมา และไม่ได้มีการให้สินเชื่อเพิ่มเติม ให้จัดประเภทรายการดังกล่าวเป็นเงินลงทุน ในลูกหนี้ และใช้วิธีปฏิบัติทางบัญชีเช่นเดียวกับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน

2.2 ในกรณีที่สถาบันการเงิน มีการให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ที่ รับซื้อหรือรับ โอนมา ซึ่งอาจเป็นการให้สินเชื่อภายใต้วงเงินที่ยังเหลืออยู่ตามสัญญาเดิมหรือทําสัญญาใหม่ ให้แยกพิจารณา ดังนี้

2.2.1 กรณีที่สามารถแยกลูกหนี้ส่วนที่รับซื้อหรือรับโอนมากับส่วนที่ ให้สินเชื่อเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน ให้ถือปฏิบัติดังนี้

(1) ลูกหนี้ส่วนที่ซื้อมาครั้งแรกตามสัญญาเดิม ซึ่งมิได้มีการทํา สัญญาใดและปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มติมจากสัญญาเดิม ให้จัดประเภทรายการส่วนนี้ เป็นเงินลงทุนในลูกหนี้ และใช้วิธีปฏิบัติทางบัญชีเช่นเดียวกับเงินลงทุนในตราสารหนี้และ ตราสารทุน

(2) ลูกหนี้ส่วนที่ให้สินเชื่อใหม่เพิ่มเติม โดยอาจทําสัญญาใหม่ เพิ่มเติมจากสัญญาเดิม หรือทําสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติมจากสัญญาเดิม ให้จัดประเภท รายการส่วนนี้เป็นเงินให้สินเชื่อเช่นเดียวกับเงินให้สินเชื่อทั่วไป

2.2.2 กรณีที่ไม่สามารถยกลูกหนี้ส่วนที่รับซื้อหรือรับโอนมากับส่วนที่ ให้สินเชื่อเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน เนื่องจากลักษณะการให้สินเชื่อเป็นสินเชื่อที่มีการชําระและ การยืมเงินอย่างต่อเนื่อง (Revolving Credit) เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี การให้สินเชื่อบัตรเครดิต หรือลูกหนี้อื่นที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน ให้จัดประเภทเป็นเงินให้สินเชื่อทั้งจํานวน

2.3 ในกรณีที่สถาบันการเงิน มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหรือทําข้อตกลงใหม่ ในการชําระหนี้ โดยทําสัญญาใหม่เพิ่มเติมจากสัญญาเดิม หรือยกเลิกสัญญาเดิม หรือทําสัญญา ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้จัดประเกทรายการถูกหนี้เป็นเงินให้สินเชื่อทั้งจํานวน

2.4 ในกรณีที่สถาบันการเงิน มีการให้สินเชื่อเพิ่มเติม โดยการยกเลิกสัญญา เดิมและทําเป็นสัญญาการกู้ยืมใหม่ ให้จัดประเภทรายการเป็นเงินให้สินเชื่อทั้งจํานวน

2.5 การโอนเปลี่ยนประเภทรายการจากเงินลงทุนในลูกหนี้เป็นเงินให้สินเชื่อ ถือเป็นการโอนเปลี่ยนประเภทสินทรัพย์ทางการเงิน ดังนั้น ณ วันที่มีการโอนเปลี่ยนประเภทจากเงินลงทุนในลูกหนี้เป็นเงินให้สินเชื่อ สถาบันการเงินต้องใช้มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ โอนเปลี่ยนประเภทในการบันทึกบัญชี และรับรู้ผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่ายุติธรรม ณ วันนั้น เป็นกําไรหรือขาดทุนในงบกําไรขาดทุนทันที

2.6 ในกรณีที่ลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมาได้มีการจัดประเภทรายการเป็น เงินให้สินเชื่อแล้ว และต่อมาลูกหนี้ดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงใหม่ได้ ให้จัดประเภทรายการเป็นเงินให้สินเชื่อต่อไป โดยห้ามเปลี่ยนการจัดประเภทรายการจาก เงินให้สินเชื่อเป็นเงินลงทุนอีก

3. การประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้

การประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

3.1 การประเมินมูลค่ายุติธรรมสําหรับเงินลงทุนในลูกหนี้ที่ โอนเปลี่ยนประเภทเป็นเงินให้สินเชื่อ ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

3.1.1 ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับการโอนและการรับโอน สินทรัพย์ทางการเงิน ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2543 ของสภาวิชาชีพบัญชี โดยใช้วิธีการหามูลค่า ปัจจุบันของกระเสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต คิดลดด้วยอัตราที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้แต่ละราย โดยอัตราคิดลดอาจคํานวณจากอัตราคอกเบี้ย MLR บวก Risk Premium ซึ่งในการคํานวณ Risk Premium ให้ถือปฏิบัติดังนี้

(1) แสดงวิธีการคํานวณเป็นลายลักษณ์อักษรที่ผู้ตรวจสอบของ ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้

(2) การคํานวณมีความสมเหตุสมผล สามารถอ้างอิงได้ เช่น อ้างอิงจาก Rating ของลูกหนี้ โดยเมื่อนํา MLR บวก Risk Premium จะต้องสูงกว่าอัตรา ดอกเบี้ยที่ให้กับลูกหนี้ปกติทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

(3) สามารถใช้อัตรา Risk Premium เดียวกันสําหรับลูกหนี้ที่มี ลักษณะและความเสี่ยงเหมือนกันได้

3.1.2 ในกรณีที่สามารถประมาณการกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับ ในอนาคตได้ แต่ไม่สามารถหาอัตราคิดลดที่เหมาะสมได้ ให้ใช้อัตราคิดลดที่ทําให้มูลค่า ปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตเท่ากับมูลค่าตามบัญชีของเงินลงทุน ในลูกหนี้

3.2 การประเมินมูลค่ายุติธรรมเพื่อใช้ในการวัดมูลค่าของเงินลงทุนในลูกหนี้ ให้ถือปฏิบัติดังนี้

3.2.1 กรณีเงินลงทุนในลูกหนี้ที่สามารถประมาณการกระแสเงินสดรับในอนาคต และอัตราคิดลดที่เหมาะสมได้ ให้ปฏิบัติตามข้อ 3.1.1

3.2.2 กรณีเงินลงทุนในลูกหนี้ที่ไม่สามารถประมาณการกระแสเงินสดรับ ในอนาคตได้ หรือสามารถประมาณได้ แต่ไม่สามารถหาอัตราคิดลดที่เหมาะสมได้ ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

(1) ในกรณีที่มีหลักประกัน และสถาบันการเงินมีอํานาจตามกฎหมายในการบังคับหลักประกันของลูกหนี้เพื่อชําระหนี้ สถาบันการเงินอาจใช้มูลค่าหลักประกันของ ลูกหนี้เป็นมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้ได้ สําหรับการประเมินราคาหลักประกันให้ ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารอง ของสถาบันการเงิน และแนวนโยบายการประเมินมูลค่าหลักประกันเละอสังหาริมทรัพย์รอการขาย ที่ได้มาจากการชําระหนี้ของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ มูลค่าของหลักประกันที่นํามาใช้เป็นมูลค่ายุติธรรมของ เงินลงทุนในลูกหนี้จะต้องไม่สูงกว่าเงินต้นคงเหลือตามสัญญาเงินกู้ของลูกหนี้ที่รับซื้อหรือ รับโอนมา

(2) ในกรณีที่ไม่มีหลักประกัน ให้ถือว่ามูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้เท่ากับศูนย์

4. การพิจารณาการด้อยค่าของเงินลงทุนในลูกหนี้

ภายหลังจากการรับซื้อหรือรับโอนเงินลงทุนในลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ค้างชําระ ดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามสัญญาสถาบัน การเงินต้องพิจารณาการด้อยค่าของเงินลงทุนในลูกหนี้ โดยใช้วิธีการประเมินมูลค่ายุติธรรม ในการพิจารณาการด้อยค่าตามข้อ 3.2

5. การรับรู้กําไรจากการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนในลูกหนี้

กรณีที่สถาบันการเงินมีกําไร จากการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนใน ลูกหนี้เป็นเงินให้สินเชื่อ ในการบันทึกบัญชีรับรู้เป็นรายได้ ให้สถาบันการเงินคํานึงถึงความ แน่นอนที่จะได้รับเงินสดในอนาคตด้วย

6. เกณฑ์การกํากับดูแลสําหรับถูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมา

6.1 ลูกหนี้ที่จัดประเภทรายการเป็นเงินให้สินเชื่อให้ จัดชั้นและกันเงินสํารอง ในลักษณะเดียวกับเงินให้สินเชื่อทั่วไป ส่วนลูกหนี้ที่จัดประเภทรายการเป็นเงินลงทุนให้ จัดชั้นและกันสํารองในลักษณะเดียวกับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนตามเกณฑ์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

6.2 ลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมา ทั้งที่จัดประเภทรายการเป็นเงินลงทุนและ เงินให้สินเชื่อ การกํากับดูแลจะเหมือนกับเงินให้สินเชื่อตามปกติ ซึ่งต้องนํามานับรวมในการ คํานวณลูกหนี้รายใหญ่ตามที่กําหนดในประกาศว่าด้วยการคํานวณอัตราส่วนจํานวนเงินที่สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือโครงการหนึ่งโครงการใดกับเงินกองทุน

นอกจากนี้ ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมที่รับซื้อหรือรับโอนมาดังกล่าวจะต้องถือ ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้กู้ยืมโดยเคร่งครัด เช่น ข้อห้ามในการให้สินเชื่อ แก่กรรมการหรือผู้บริหารระดับสูง ตามข้อกําหนดในมาตรา 48(1) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจ สถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 เป็นต้น

6.3 การบันทึกดอกเบี้ยค้างรับเป็นรายได้ของลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมา ทั้งที่จัดประเภทเป็นเงินลงทุนและเงินให้สินเชื่อ ให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามเกณฑ์การบันทึก บัญชีรับรู้ดอกเบี้ยค้างรับเป็นรายได้ในลักษณะเดียวกับเงินให้สินเชื่อทั่วไป

หมวด 4

การแปลงค่าเงินสกุลต่างประเทศทุกสกุลให้เป็นสกุลเงินบาท

การแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกสกุลให้เป็นสกุลเงินบาทสําหรับ รายการแต่ละประเภทต่อไปนี้ ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด ดังนี้

1. รายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศทันที (Spot position)

รายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกรายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศ ทันที (Spot position) รวมถึงกรณีการแปลงค่างบการเงินของกิจการในต่างประเทศ เพื่อนํามา รวมในการจัดทํางบการเงินของสถาบันการเงิน และการจัดทํารายงานทุกแบบรายงาน ซึ่งเกี่ยวข้อง กับการแปลงค่าสกุลเงินตราต่างประเทศ (เฉพาะข้อมูลด้าน FI ที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศ ทันที) ในทุกวันสิ้นเดือนที่ต้องนําส่งธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สถาบันการเงินทําการแปลงค่า รายการดังกล่าว โดยให้ใช้อัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อตั๋วเฉลี่ยทางโทรเลข (Average buying rates - Telex Transfer) และอัตราขายตั๋วเฉถี่ย (Average selling rates) ที่เผยแพร่ใน Website ของธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th) ณ วันที่ในงบดุลหรือ ณ วันสิ้นเดือนที่จัดทําแบบรายงาน

ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลสําหรับสกุลเงินใด ให้สถาบันการเงินใช้อัตรา แลกเปลี่ยนไขว้ (Cross rate) ณ วันที่ในงบดุลหรือ ณ วันสิ้นเดือนที่จัดทําแบบรายงาน ซึ่งเป็น อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินอื่นเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ที่ฝ่ายบริหารข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดส่งให้สถาบันการเงิน ทาง e-Mail แล้วแปลงค่าเป็นสกุลเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อถัวเฉลี่ยทางโทรเลขและอัตราขายถัวเฉลี่ยที่เผยแพร่ใน Website ของธนาคารแห่งประเทศไทย

2. รายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศถ่วงหน้า

รายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศถ่วงหน้า ให้สถาบันการเงินใช้อัตรา แลกเปลี่ยนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสําหรับระยะเวลาคงเหลือของฐานะ/สัญญาดังกล่าวในการประเมินมูลค่าของฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในการปิดบัญชีทุกสิ้นเดือน โดยจะคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันหรือไม่ก็ได้

สถาบันการเงินที่ยังไม่มีความพร้อมที่จะใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นในการคํานวณฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าให้ใช้วิธีการ Premium/Discount Amortization ส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และสัญญาแลกเปลี่ยน เงินตราต่างประเทศ (Cross Currency Swap) สําหรับฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าใน Banking book ได้ตามมาตรฐานการบัญชี หรือแนวปฏิบัติทางการบัญชี ที่สภาวิชาชีพบัญชีกําหนด โดยระหว่างนี้ สถาบันการเงินที่ได้รับการผ่อนผันควรมีการเตรียมความพร้อมที่จะใช้วิธีการทาง บัญชีใหม่ที่จะออกบังคับใช้ในอนาคตด้วย

3. รายการที่เป็นตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน

รายการที่เป็นตราสารอนุพันธ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ ยกเว้นที่กล่าวในข้อ 2 ให้สถาบันการเงินประเมินหามูลค่ายุติธรรมของตราสารดังกล่าวโดยใช้วิธี ใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

3.1 ใช้ราคาตราสารอนุพันธ์ทางการเงินประเภทเดียวกัน คุณลักษณะเหมือนกัน สกุลเงินเดียวกัน และมีอายุสัญญาเท่ากับระยะเวลาคงเหลือของตราสารที่ถืออยู่ ที่เผยแพร่ โดย แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น Bloomberg, Reuters, Telerate หรือ Euroclear หรือ

3.2 ใช้ราคาที่คู่ค้าเสนอสําหรับตราสารอนุพันธ์ทางการเงินประเภทเดียวกัน คุณลักษณะเหมือนกัน สกุลเงินเดียวกัน และมีอายุสัญญาเท่ากับระยะเวลาคงเหลือของตราสาร ที่ถืออยู่ หรือ

3.3 ใช้ราคาที่คํานวณจากแบบจําลอง (Model) ที่น่าเชื่อถือ โดยแบบจําลอง ดังกล่าวต้องมีการคํานวณที่สอดคล้องกับหลักวิชาการและได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ รวมทั้ง Parameter ที่ใช้ต้องสอดคล้องกับข้อมูลในตลาดที่มีการซื้อขายคล่องและเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณชน ทั้งนี้ ในกรณีสถาบันการเงินประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยใช้เทคนิคการประเมินมูลค่าตามวิธีการที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ เทคนิคดังกล่าวจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระให้การรับรองด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระดังกล่าวอาจจะเป็นบุคคลหรือหน่วยงานภายในหรือภายนอกสถาบันการเงินก็ได้ แต่จะต้องเป็นอิสระจากหน่วยงานที่ทําหน้าที่พัฒนาเทคนิคหรือแบบจําลองดังกล่าว และหน่วยงานที่เป็นผู้ใช้เทคนิคหรือแบบจําลองดังกล่าว สําหรับกรณีสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ หากแบบจําลองที่ใช้เป็นแบบจําลองเดียวกับ ธนาคารแม่หรือสาขาต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานที่กํากับดูแลสถาบันการเงิน ของประเทศที่ธนาคารแม่ตั้งอยู่แล้ว ธนาการแห่งประเทศไทยอนุโลมให้ ใช้แบบจําลอง ดังกล่าวได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ

4. ผลกําไรหรือขาดทุนจากการแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศตามที่ กําหนดในข้อ 1- 3 ให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีไทย หรือแนวปฏิบัติทางการบัญชีไทย หรือมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ หรือมาตรฐานการบัญชีของต่างประเทศซึ่งได้รับการ ยอมรับในระดับสากล

5. การแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศในกรณีของการดํารงสินทรัพย์ สภาพคล่อง ณ สิ้นวันหนึ่ง ๆ ที่มิใช่วันสิ้นเดือน ให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง

หมวด 5

การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม หรือเงินค่างวดจากการให้เช่าซื้อ

1. การบันทึกบัญชีเป็นรายได้

1.1 ในการจัดทําบัญชีรวมทั้งงบการเงิน ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตาม เกณฑ์สิทธิทุกสิ้นเดือน

1.2 ในกรณีที่ลูกหนี้ค้างชําระดอกเบี้ยหรือเงินค่างวดเป็นระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน สถาบันการเงินจะบันทึกบัญชีเป็นรายได้ตามจํานวนเงินที่ได้รับชําระก็ได้

1.3 ดอกเบี้ยที่ได้รับชําระบางส่วนต้องชําระดอกเบี้ยค้างรับที่สถาบันการเงิน รับรู้เป็นรายได้แล้วในบัญชีก่อนที่จะนําไปตัดดอกเบี้ยค้างรับที่ยังไม่บันทึกบัญชีเป็นรายได้

1.4 สถาบันการเงินจะบันทึกบัญชีเป็นรายได้ตามเกณฑ์สิทธิได้ใหม่สําหรับ ลูกหนี้ที่ต้องระงับการบันทึกบัญชีเป็นรายได้ตามข้อ 3 เมื่อลูกหนี้ได้ชําระต้นเงินและดอกเบี้ย ที่รับรู้เป็นรายได้แล้ว และที่ยังไม่บันทึกบัญชีเป็นรายได้ หรือเงินค่างวดที่ค้างชําระทั้งหมดแล้ว

2. การบันทึกบัญชีรายได้สําหรับการให้เช่าซื้อ

ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีรายได้จากการให้เช่าซื้อ โดยคํานวณตามวิธีที่ กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

3. การระงับการบันทึกบัญชีเป็นรายได้

กรณีดังต่อไปนี้ให้ระงับการบันทึกบัญชีเป็นรายได้

3.1 เมื่อลูกหนี้เงินให้กู้ยืมและหรือถูกหนี้ที่เกิดจากการค้ําประกัน หรือการรับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินรายใด ค้างชําระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามสัญญา

3.2 เมื่อลูกหนี้เงินเบิกเกินบัญชีรายใดที่ไม่มีวงเงิน หรือถูกยกเลิกวงเงิน หรือ มีวงเงินตามสัญญาแต่ยอดหนี้เกินวงเงิน และเกิดยอดดอกเบี้ยค้างชําระโดยไม่มีเม็ดเงินนําเข้า บัญชีเพื่อชําระดอกเบี้ยเกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันที่เริ่มค้างชําระดอกเบี้ย หรือมีเม็ดเงินนําเข้าบัญชีเพื่อชําระดอกเบี้ยเป็นบางส่วนแต่ดอกเบี้ยคงค้างยังเกิน 3 เดือน

3.3 เมื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรายใดค้างชําระเงินค่างวดเป็นระยะเวลา รวมกันเกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันกรบกําหนดชําระตามสัญญา

3.4 เมื่อลูกหนี้เงินให้กู้ยืมและหรือลูกหนี้ที่เกิดจากการค้ําประกัน หรือการ รับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินรายใด หรือถูกหนี้เงินเบิกเกินบัญชีรายใดค้างชําระ ดอกเบี้ย หรือลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรายใดค้างชําระเงินค่างวด เป็นระยะเวลารวมกันไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามสัญญา แต่ถูกจัดชั้นเป็นประเภทสินทรัพย์จัดชั้นสูญ สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือสินทรัพย์จัดชั้นสงสัย ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน

3.5 ให้สถาบันการเงินบันทึกยกเลิกรายได้จากการบันทึกบัญชีดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมหรือเงินเบิกเกินบัญชีหรือเงินค่างวดจากการให้เช่าซื้อของลูกหนี้ที่สถาบันการเงิน บันทึกบัญชีเป็นรายได้ไว้แล้วตามข้อ 1 และข้อ 2 ออกจากบัญชี เมื่อลูกหนี้รายดังกล่าวเป็น ลูกหนี้ที่ค้างชําระหรือมีลักษณะตามข้อ 3.1 - 3.4

3.6 ตัวอย่างการนับระยะเวลาการบันทึกรับรู้ดอกเบี้ยค้างรับเป็นรายได้และ การบันทึกยกเลิกรายการดอกเบี้ยค้างรับที่บันทึกบัญชีเป็นรายได้ไว้แล้วออกจากบัญชีที่ เกี่ยวข้องแสดงไว้ในเอกสารแนบ 4

หมวด 6

การบัญชีสําหรับการซื้อขายตั๋วเงิน

1. คําจํากัดความ

ในหมวดนี้ "ตั๋วเงิน" หมายถึง ตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงิน แต่ไม่รวมถึง ตั๋วแลกเงินที่สถาบันการเงินออก ตามข้อกําหนดในข้อ 1.1 ของหมวด 2 การบัญชีเกี่ยวกับ เงินลงทุน

2. การบันทึกบัญชีการซื้อขายตั๋วเงิน

2.1 ในการรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีเป็นเงินให้กู้ยืมแก่ผู้ทรง ซึ่งขายตั๋วเงิน เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดเป็น อย่างอื่น

2.2 ในการขาย ขายลดหรือขายช่วงลดตั๋วเงิน ซึ่งสถาบันการเงินรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดไว้ ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากเป็นกรณีที่สถาบันการเงินขาย ขายลด หรือขายช่วงลดตั๋วเงินแบบผู้ซื้อมีสิทธิไล่เบี้ย ให้สถาบันการเงินเปิดเผยยอดคงค้างจากการขาย ขายลด หรือขายช่วงลดตั๋วเงินไว้ในส่วนของ รายการนอกงบดุลซึ่งอยู่ท้ายงบดุล นอกจากนี้ สถาบันการเงินควรคํานึงถึงภาระหนี้สินที่อาจ เกิดขึ้นจากรายการดังกล่าว และปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 53 เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น และที่แก้ไขเพิ่มเติม

หมวด 7

การบันทึกรายการหนี้สูญได้รับคืน

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีข้อกําหนดให้สถาบันการเงินปฏิบัติเกี่ยวกับ การตัดจําหน่ายลูกหนี้ออกจากบัญชีตามประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารอง ของสถาบันการเงิน ซึ่งหากในเวลาต่อมา สถาบันการเงินสามารถดําเนินการให้ถูกหนี้ที่ตัดจําหน่าย เป็นสูญไปแล้วมาทําสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้นั้น ให้ถือปฏิบัติเกี่ยวกับรายการหนี้สูญที่ได้รับคืน ดังต่อไปนี้

แม่บทการบัญชีกําหนดเกณฑ์การบันทีกรับรู้รายได้ในงบกําไรขาดทุนไว้ว่า กิจการควรรับรู้รายได้ในงบกําไรขาดทุน เมื่อประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มขึ้นเนื่องจาก การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์หรือลดลงของหนี้สินและเมื่อกิจการสามารถวัดค่าของประโยชน์ เชิงเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ จากข้อกําหนดดังกล่าว สถาบันการเงินจะบันทึกหนี้ สูญ ที่จะได้รับคืนเป็นรายได้เฉพาะรายการที่มีความแน่นอนเพียงพอที่จะเกิดขึ้นและสามารถ วัดค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ ถ้ําไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องบันทึกหนี้สูญที่จะได้รับคืนเป็นรายได้ เมื่อได้รับชําระจริง

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรกําหนดให้สถาบันการเงินบันทึกหนี้สูญที่ ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ในภายหลังเป็นรายได้เพียงเท่าที่ได้รับชําระเงินแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักความระมัดระวัง (Conservatism) และเป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากผู้สอบบัญชีของสถาบันการเงินพิจารณาเห็นว่าหนี้สูญที่ปรับปรุงโครงสร้าง หนี้ได้อยู่ในเกณฑ์ที่กําหนดในแม่บทการบัญชีที่สามารถรับรู้เป็นรายได้ได้ ให้สถาบันการเงิน รับรู้รายการหนี้สูญ ได้รับคืนดังกล่าวเป็นรายได้ได้ทันที

หมวด 8

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

เนื่องจากสถาบันการเงินได้มีการบันทึกกําไรจากการตีราคาทรัพย์สิน การโอน เปลี่ยนประเภทสินทรัพย์ทางการเงิน และรายการอื่น ๆ โดยเป็นกําไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized gain) ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และ มูลค่ายุติธรรม หรือมีการรับรู้กําไรที่สูงกว่าหรือขาดทุนต่ํากว่ากรณีปกติ ซึ่งกําไรดังกล่าวจะถูกนํามารวมในการคํานวณกําไร (ขาดทุน) สุทธิสําหรับงวดและกําไร (ขาดทุน) สะสม ซึ่งเป็นฐานในการนํามาพิจารณาจ่ายเงินปันผล ดังนั้น เพื่อรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากความเสี่ยงดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผล ดังนี้

1.สถาบันการเงินไม่ควรนํากําไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หรือไม่มีกระแสเงินสดรับจริง มาใช้ในการจ่ายเงินปันผล เช่น กําไรที่เกิดจากการตีราคาหลักทรัพย์เพื่อค้า (Mark to Market) และ กําไรที่เกิดจากการ โอนเปลี่ยนประเภทสินทรัพย์ทางการเงิน เป็นต้น

2. สถาบันการเงินไม่ควรนํากําไรที่เกิดจากการขายทรัพย์สินที่มิได้มีการซื้อขายจริง ซึ่งมีผลทําให้สถาบันการเงินมีกําไรสูงกว่าหรือขาดทุนต่ํากว่ากรณีปกติ มาใช้ในการถ่าย เงินปันผล เช่น กําไรที่เกิดจากการขายทรัพย์สินรอการขายของสถาบันการเงินที่มีเงื่อนไขให้ สถาบันการเงินสามารถซื้อคืนหรือมีสิทธิซื้อคืนทรัพย์สินนั้นได้ในอนาคต เป็นต้น

อื่นๆ - 6. บทเฉพาะกาล

เนื่องจากหลักเกณฑ์การบันทึกบัญชีเดิมในบางเรื่องของสถาบันการเงินแต่ละ ประเภทมีความแตกต่างกัน ดังนั้น สําหรับรายการที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ประกาศฉบับนี้มีผล บังคับใช้ และสถาบันการเงินได้ปฏิบัติถูกต้องแล้วตามหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้ในขณะนั้น ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เดิมสําหรับรายการนั้น จนกว่าจะหมดอายุสัญญา

อื่นๆ - 7. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551

(นางธาริษา วัฒนเกส)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 67/2551 เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงิน (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_0e8e8dd39f9219e5

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com