ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 85/2551
เรื่อง การผ่อนผันหลักเกณฑ์การกํากับการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่
หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending)
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ด้วยขณะนี้ยังเป็นช่วงเปลี่ยนต่อระหว่างพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 กับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กรอบและข้อจํากัดในเรื่องธุรกรรมของสถาบันการเงินกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending) และในเรื่องหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) ได้เปลี่ยนแปลงไป ทําให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติต่อระบบสถาบันการเงินอยู่บ้าง ในส่วนของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้นเดิมตั้งแต่ปี 2540 (ตามหนังสือที่ ธปท.งก. 32/2540 เรื่อง การผ่อนผันการกํากับลูกหนี้รายใหญ่ของสาขาธนาคารต่างประเทศ ลงวันที่ 6 มกราคม 2540) ได้เปิดให้สามารถให้สินเชื่อกับสถาบันการเงินด้วยกันได้ถึงร้อยละ 60 ของเงินกองทุนด้วยเหตุที่จะเปิดโอกาสให้สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศสามารถให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินไทยได้มากขึ้น และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศเองก็จะได้สามารถปิดความเสี่ยงของตนเองกับธนาคารพาณิชย์แม่หรือสถาบันการเงินอื่นในต่างประเทศได้ซึ่งเป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงออกไปจากระบบในประเทศไทยได้ระดับหนึ่งอีกทั้งสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศเองก็ไม่ได้รับฝากเงินจากประชาชนคนไทยในอัตราส่วนที่สูง เพราะได้รับอนุญาตให้มีสาขาเพียงสาขาเดียวในประเทศไทย แหล่งที่มาของเงินทุนจึงมาจากการกู้ยืมธนาคารพาณิชย์แม่หรือเงินฝากของบริษัทที่เป็นลูกของบริษัทต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่มาบัดนี้ มีการตรากฎหมายฉบับใหม่ขึ้นใช้บังคับซึ่งมีกรอบเปลี่ยนไปแต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายเดิมที่มีอยู่ จึงมีความจําเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนกรอบและข้อจํากัดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น ก็จะมีประเด็นปัญหาในทางปฏิบัติในรูปลักษณะอื่นโดยเหตุที่ว่ากฎเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม (Consolidated Supervision) กําลังอยู่ในระหว่างเริ่มต้นใช้บังคับ กรอบและข้อจํากัดสําหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องตลอดจนกรอบและข้อจํากัดสําหรับลูกหนี้รายใหญ่แม้จะมีประเด็นปัญหาอยู่บ้างแต่ก็ไม่เหมือนกับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นประเด็นปลีกย่อยจึงกําหนดเกณฑ์ที่เปิดไว้ให้ธนาคารพาณิชย์ไทยแต่ละแห่งมาขอผ่อนผันเป็นรายกรณีเป็นหลัก นอกจากนี้เกณฑ์ดังกล่าวยังได้ครอบคลุมถึงสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศเละธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (Subsidiary) อีกด้วย
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 49 และ 50 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการผ่อนผันหลักเกณฑ์การกํากับการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending)
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. เนื้อหา
4.1 ในประกาศฉบับนี้
4.1.1 คําจํากัดความของนิยามดังต่อไปนี้ให้เป็นไปตามมาตรา 4 และมาตรา 49 วรรค 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ตามเอกสารแนบ 1
(1) การให้สินเชื่อ
(2) ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ
(3) สถาบันการเงิน
(4) บริษัท
(5) บริษัทแม่
(6) บริษัทลูก
(7) บริษัทร่วม
(8) ผู้มีอํานาจในการจัดการ
(9) ผู้ที่เกี่ยวข้อง
(10) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่
(11) กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
4.1.2 "เงินกองทุน" หมายถึง เงินกองทุนทั้งสิ้นตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ สําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ สําหรับบริษัทเงินทุน หรือสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี
4.2 หลักเกณฑ์
ด้วยกรณีมีเหตุสมควรดังกล่าวมาข้างต้น จึงกําหนดอัตราขั้นสูงในการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องให้เกินกว่าร้อยละ 5 ของเงินกองทุนของสถาบันการเงินตามที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 วรรคหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) กรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศและธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ (Subsidiary)
(1.1) กรณีที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถึงหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผล ประโยชน์เกี่ยวข้องเป็นสถาบันการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดอัตราขั้นสูงในการที่สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศและธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศจะให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องทุกรายรวมกันอยู่ภายในอัตราส่วนดังต่อไปนี้แล้วแต่จํานวนใดจะต่ํากว่า
(1.1.1) ไม่เกินร้อยละ 60 ของเงินกองทุนของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศหรือธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ แล้วแต่กรณีสําหรับการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Parties) ทุกรายรวมกัน โดยสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศหรือธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศต้องมีการทําธุรกรรมดังกล่าวกับ Related Parties ที่เป็นสถาบันการเงินด้วย ซึ่งในจํานวนนี้หากมีการทําธุรกรรมกับ Related Parties ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศหรือธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศต้องมีปริมาณธุรกรรมที่ทํากับ Related Parties ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินทุกรายรวมกันไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศหรือธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ แล้วแต่กรณี
(1.1.2) ไม่เกินร้อยละ 25 ของหนี้สินทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
(1.2) กรณีที่ไม่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเป็นสถาบันการเงิน
(1.2.1) ไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ สําหรับการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องทุกรายรวมกัน
(1.2.2) ไม่เกินร้อยละ 25 ของหนี้สินทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีใดตาม (1.1) หรือ (1.2) ให้สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศและธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกรรมที่เกินกว่าอัตราที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending) ดังกล่าวให้สายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบตามแบบรายงานในเอกสารแนบ 2 ทุกสิ้นไตรมาสที่มีรายการ
(2) กรณีของสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
หากมีข้อติดขัดในการดําเนินธุรกิจด้วยเหตุจากกรอบและข้อจํากัดในเรื่องการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending) และในเรื่องหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) โดยมีเหตุผลอันสมควร สถาบันการเงินอาจขอผ่อนผันมายังธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นการเฉพาะรายก็ได้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาผ่อนผันตามความจําเป็นและเหมาะสม เช่น
(2.1) ในกรณีที่เดิมสถาบันการเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้หลายรายซึ่งแต่ละรายไม่เกินกรอบและข้อจํากัด แต่ต่อมาลูกหนี้ได้ควบรวมกัน และเมื่อนับสินเชื่อรวมกันแล้วเกินกรอบและข้อจํากัดที่มีอยู่ตามแต่กรณี
(2.2) การให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 36/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending) ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551 ข้อ 5.2.2(5) วรรคสอง
(2.3) การบริหารความเสี่ยงโดยการถ่ายโอนความเสี่ยงไปยังสถาบันการเงินแม่รวมถึงบริษัทที่อยู่ในเครือเดียวกันในต่างประเทศ
(2.4) การให้สินเชื่อ ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถาบันการเงิน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ที่เป็นนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติโดยรวมซึ่งมีฐานะใกล้เคียงกับส่วนราชการ ไม่ใช่องค์กรที่มุ่งแสวงหากําไรเป็นหลัก และไม่ใช่องค์กรที่มีเจ้าของเป็นเอกชนเพื่อการค้า เช่น สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้น
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดเงื่อนไขให้สถาบันการเงินต้องปฏิบัติประกอบการผ่อนผันด้วยก็ได้
อื่นๆ - 5. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย