法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2545

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
27
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

พ.ศ. ๒๕๔๕

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ มาตรา ๒๓ วรรคสอง และวรรคสาม

มาตรา ๒๔ วรรคสอง มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๖ วรรคสองและวรรคสาม

แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงออกระเบียบไว้

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

พ.ศ. ๒๕๔๕”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑]

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ในระเบียบนี้

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า

คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่สืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริง

รับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐาน

และจัดทำรายงานในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสนอต่อคณะกรรมการ

“สำนักงาน” หมายความว่า

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“เลขาธิการ” หมายความว่า

เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“คำร้อง” หมายความว่า เรื่องที่มีผู้ร้องเรียน

และให้หมายความถึงเรื่องที่คณะกรรมการหยิบยกขึ้นพิจารณาด้วย

“ผู้รับผิดชอบคำร้อง” หมายความว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

และ/หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของคำร้อง

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า

บุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรักษาการตามระเบียบนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

การร้องเรียนด้วยวาจา

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

ในกรณีที่ผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ทำการแทนไม่ประสงค์จะยื่นคำร้องเป็นหนังสือ

ให้ผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ทำการแทนมีสิทธิร้องเรียนด้วยวาจาได้ดังนี้

(๑) การร้องเรียนทางโทรศัพท์

ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องบันทึกการร้องเรียนตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด

แบบดังกล่าวอย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันเดือนปีที่รับเรื่อง

ชื่อที่อยู่และ/หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้โดยสะดวกของผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ทำการแทน

ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อันเป็นเหตุแห่งการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิด

(๒) การร้องเรียนด้วยวาจา ณ สำนักงาน

ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องดำเนินการเช่นเดียวกับกรณีตาม (๑)

และดำเนินการจัดให้ผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ทำการแทน

ลงลายมือชื่อในแบบที่เจ้าหน้าที่ได้บันทึกการร้องเรียน

เว้นแต่ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ทำการแทนไม่ประสงค์จะลงลายมือชื่อก็ให้บันทึกเหตุดังกล่าวไว้ ทั้งนี้ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องออกใบรับคำร้องให้แก่ผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ทำการแทนดังกล่าวด้วย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ในกรณีที่ไม่อาจบันทึกการร้องเรียนได้ตามแบบที่คณะกรรมการได้กำหนด

หรือในกรณีที่ได้รับการร้องเรียนนอกสถานที่ตั้งสำนักงาน

หรือมีเหตุจะต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขเยียวยาผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเร่งด่วน

ให้ผู้รับคำร้องดำเนินการไปตามความเหมาะสม

และจัดให้การบันทึกการร้องเรียนเรื่องที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นในภายหลัง

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อกับผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้องเรียนด้วยวาจาหรือผู้ทำการแทนตามที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้ให้ไว้นั้นได้

ให้เสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณายุติเรื่องที่ร้องเรียนนั้น

เว้นแต่คณะกรรมการเห็นสมควรให้ทำการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

ในกรณีที่การร้องเรียนด้วยวาจา หากไม่ได้กระทำโดยผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ทำการแทน

การปฏิบัติในกรณีดังกล่าวให้เป็นไปตามมาตรา ๒๕ วรรคแรก

การร้องเรียนด้วยวิธีการอื่นใด

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ทำการแทน

อาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการด้วยวิธีการอื่นนอกจากวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓ และมาตรา

๒๔ ดังต่อไปนี้

(๑) การยื่นคำร้องโดยส่งทางโทรสาร

(๒) การยื่นคำร้องโดยส่งเป็นข้อความทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E

- mail) หรือสื่ออื่น ๆ

(๓) การยื่นคำร้องโดยส่งผ่านส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ

หรือหน่วยงานของรัฐตามที่คณะกรรมการจะกำหนดและประกาศต่อไป

(๔) การยื่นคำร้องโดยผ่านองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นเครือข่ายตามที่คณะกรรมการจะกำหนดและประกาศต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

ให้นำความในข้อ ๘ มาใช้บังคับกับการร้องเรียนตามข้อ ๙

และด้วยวิธีการอื่นใดด้วยโดยอนุโลม

การร้องเรียนต่อองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนและกรณีอื่น

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

องค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่สามารถรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาเบื้องต้น

เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ตามมาตรา ๒๔ ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(๑) มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

(๒) มีการดำเนินกิจกรรมที่หลากหลายและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

(๓)

ไม่มีวัตถุประสงค์ในทางการเมืองหรือมุ่งค้าหากำไรจากการดำเนินกิจการ

องค์การเอกชนที่มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งจะรับเรื่องร้องเรียนและเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการได้

โดยมีการแจ้งชื่อไว้กับคณะกรรมการแล้ว

ทั้งนี้ คณะกรรมการอาจไม่รับการแจ้งชื่อก็ได้ ในกรณีที่เห็นว่าองค์การเอกชนนั้นไม่มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

หากองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่แจ้งชื่อไว้กับคณะกรรมการได้ดำเนินการที่ขัดแย้งกับคุณสมบัติตามข้อ

๑๑ คณะกรรมการมีสิทธิเพิกถอนการแจ้งชื่อดังกล่าวได้

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควร อาจให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากกรณีดังต่อไปนี้

(๑) ผู้ร้องมิใช่ผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือผู้ทำการแทนผู้ถูกละเมิด หรือ

(๒)

ผู้ร้องเป็นผู้ทำการแทนองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่มิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย

หรือ

(๓) ผู้ร้องเป็นผู้ทำการแทนองค์การเอกชนที่มิได้แจ้งชื่อต่อคณะกรรมการตามข้อ

๑๑ วรรคสอง หรือ

(๔) ในกรณีอื่น ๆ ที่คณะกรรมการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ระยะเวลาในการชี้แจงข้อเท็จจริง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน ให้ผู้รับผิดชอบคำร้องนำเรื่องเสนอคณะกรรมการโดยเร็วเมื่อคณะกรรมการเห็นว่ากรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

ให้คณะกรรมการแจ้งไปยังบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกอ้างว่า

เป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือบุคคลหรือหน่วยงานที่คณะกรรมการเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เพื่อให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นชี้แจงข้อเท็จจริงภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ

กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง

คณะกรรมการอาจกำหนดระยะเวลาให้สั้นลงหรืออาจขยายเวลาได้อีกตามความเหมาะสม ทั้งนี้

ให้คณะกรรมการแจ้งให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นทราบด้วยว่าจะต้องชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

ในกรณีที่บุคคลหรือหน่วยงานไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อ

๑๔ ให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไปตามมาตรา ๒๖

การสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริง

การรับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

ให้ผู้รับผิดชอบคำร้องรวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้นต่าง ๆ

ได้จากคำร้องและคำชี้แจงข้อเท็จจริงของบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกร้องว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและพยานหลักฐานต่าง ๆ

ที่ได้จากผู้ร้องและหลักฐานต่าง ๆ ประกอบคำชี้แจงข้อเท็จจริง

โดยทำบันทึกสรุปเบื้องต้นเสนอต่อคณะกรรมการ

บันทึกสรุปเบื้องต้นดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังนี้

(๑) สรุปข้อเท็จจริง

(๒)

ประเด็นที่มีการร้องเรียนและแก้ข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(๓) เสนอความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลต่อคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

เมื่อได้รับบันทึกสรุปเบื้องต้น

หากคณะกรรมการเห็นสมควรให้คู่กรณีบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการ

ตามมาตรา ๒๖ วรรคสอง จะต้องแจ้งให้คู่กรณีบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า

๗ วัน เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน อาจแจ้งกำหนดวันนัดตรวจสอบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๒

วัน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

ในวันนัดตรวจสอบคู่กรณีสามารถชี้แจงด้วยลายลักษณ์อักษรหรือชี้แจงด้วยวาจาก็ได้

แต่การชี้แจงด้วยลายลักษณ์อักษรดังกล่าว

คณะกรรมการสามารถสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากคู่กรณีได้

ในการชี้แจงด้วยวาจา

หากคู่กรณีฝ่ายใดไม่สามารถเข้าใจหรือให้ถ้อยคำได้ให้คู่กรณีแจ้งถึงเหตุดังกล่าวให้สำนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า

๗ วัน เพื่อจะได้จัดหาล่ามหรือสื่อต่าง ๆ ให้แก่คู่กรณี

หากไม่สามารถตรวจสอบให้เสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว

ให้กำหนดวันนัดอื่นต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ในการชี้แจงด้วยลายลักษณ์อักษร หรือชี้แจงด้วยวาจาให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)

ให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและพยานของผู้นั้นให้ถ้อยคำก่อนและให้ผู้ถูกร้องและพยานของผู้นั้นให้ถ้อยคำในลำดับต่อไป

เว้นแต่คณะกรรมการจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

(๒) ในการให้ถ้อยคำของคู่กรณีหรือพยานฝ่ายหนึ่ง

คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งรวมทั้งทนายความและที่ปรึกษาของฝ่ายดังกล่าวจะเข้ารับฟังไม่ได้

(๓) คณะกรรมการสามารถซักถามเพิ่มเติมจากคู่กรณีและพยานได้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

คณะกรรมการอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการตรวจสอบได้

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้มีอำนาจสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริง

รับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวได้

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

ในระหว่างการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนถ้าคณะกรรมการเห็นว่าเรื่องดังกล่าวสามารถไกล่เกลี่ยได้

ให้คณะกรรมการดำเนินการไกล่เกลี่ย

หากคู่กรณียินยอมตกลงประนีประนอมกันเพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนและการตกลงดังกล่าวอยู่ในกรอบของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ให้คณะกรรมการจัดให้มีการจัดทำข้อตกลงระหว่างคู่กรณีเป็นหนังสือไว้และให้ยุติเรื่อง

ในการดำเนินการไกล่เกลี่ย

คณะกรรมการอาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่มีความรู้และประสบการณ์ในการไกล่เกลี่ยทำการแทนก็ได้

โดยให้นำความในข้อ ๒๑ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

ในกรณีที่ปรากฏแก่คณะกรรมการในภายหลังว่า

มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงในหนังสือในวรรคแรก

ให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ทนายความหรือที่ปรึกษาคู่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

ในการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หากคู่กรณีต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการ

คู่กรณีมีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในกระบวนการพิจารณาตรวจสอบได้

ดังต่อไปนี้

(๑)

ให้คู่กรณีมีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้ามาได้ไม่เกินสองคนเฉพาะทนายความหรือที่ปรึกษาที่ได้แจ้งรายชื่อไว้กับสำนักงานก่อนวันตรวจสอบครั้งแรก

แต่ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงทนายความหรือที่ปรึกษาในภายหลัง คู่กรณีต้องแจ้งให้สำนักงานทราบก่อนวันตรวจสอบแต่ละครั้งด้วย

(๒) ในระหว่างการตรวจสอบ หากคณะกรรมการเห็นว่า

ทนายความหรือที่ปรึกษาของคู่กรณีที่มีพฤติการณ์หรือความประพฤติไม่เหมาะสม

คณะกรรมการอาจไม่อนุญาตให้ทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมในกระบวนการตรวจสอบครั้งนั้นได้

โดยให้มีการตรวจสอบในวันนั้นต่อไป

แต่คู่กรณีอาจนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการตรวจสอบครั้งต่อไปได้

โดยปฏิบัติตาม (๑)

(๓)

ห้ามมิให้ทนายความและที่ปรึกษาตอบคำถามแทนคู่กรณีหรือพยานฝ่ายตน

เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ

การจัดทำรายงาน

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ เมื่อการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว

ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑)

ชื่อของผู้ร้องหรือผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและผู้ถูกกล่าวหา

(๒) เหตุแห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(๓) รายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(๔) ความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลที่มีความเห็นดังกล่าว

(๕) มาตรการในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ซึ่งต้องกำหนดโดยชัดแจ้งว่าบุคคลหรือนิติบุคคลหรือหน่วยงานใดมีหน้าที่ต้องปฏิบัติในเรื่องใดและด้วยวิธีการอย่างไร

(๖) ระยะเวลาในการดำเนินการตาม (๕)

การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

เพื่อประโยชน์แก่ผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควร

คณะกรรมการอาจกำหนดให้คณะอนุกรรมการทำการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องใด

มีอำนาจทำการสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริงและรับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ในข้อหนึ่งข้อใดก็ได้

หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้คณะอนุกรรมการระงับหรือแก้ไขการกระทำใด ๆ

ที่ปรากฏว่าขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ หรือมติของคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ในกรณีที่คณะอนุกรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการตามข้อ ๒๖

หรือกระทำการใด ๆ

อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่คุ้มครองหรือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

คณะกรรมการจะสั่งให้อนุกรรมการคนหนึ่งคนใดหรือทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งก็ได้

ในกรณีเช่นนี้ให้คณะกรรมการแต่งตั้งบุคคลอื่นเป็นอนุกรรมการหรือคณะอนุกรรมการแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่ง

ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

เสน่ห์ จามริก

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

คณิตา/ปรับปรุง

๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๖

วิชพงษ์/ตรวจ

๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๑๙/ตอนพิเศษ ๘๑ ง/หน้า ๙๕/๒ กันยายน ๒๕๔๕

27 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2545 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_10c077b07a4a936c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com