法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ. 2560 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
34
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ

ภาคตะวันออก

เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน

พ.ศ. ๒๕๖๐

โดยที่เพื่อให้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนเป็นการเฉพาะสำหรับโครงการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยคำนึงถึงหลักการความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐกับเอกชน หลักการเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีมาตรการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๑๒/๒ ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่อง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๒๘/๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ. ๒๕๖๐”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในประกาศนี้

“โครงการ” หมายความว่า โครงการที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดให้ดำเนินการตามประกาศนี้

“หน่วยงานเจ้าของโครงการ” หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการที่จะให้เอกชนร่วมลงทุนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน

“กระทรวงเจ้าสังกัด” หมายความว่า กระทรวงหรือทบวงซึ่งรัฐมนตรีว่าการเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งหน่วยงานเจ้าของโครงการ หรือรัฐมนตรีว่าการผู้รับผิดชอบในงานของหน่วยงานเจ้าของโครงการ

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

การเสนอโครงการ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในการเสนอโครงการ หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามรูปแบบและรายละเอียดตามที่สำนักงานประกาศกำหนด โดยประกาศดังกล่าวให้มีแนวทางและวิธีการให้การสนับสนุนเอกชนด้วย

ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการว่าจ้างที่ปรึกษาไทยและ/หรือที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งมีคุณสมบัติตามที่สำนักงานประกาศกำหนด เพื่อจัดทำรายงานตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้สำนักงานแต่งตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงาน เป็นประธานคณะทำงาน ผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นคณะทำงาน และมีผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นเลขานุการ ทั้งนี้ ในกรณีที่โครงการนั้นจะต้องมีการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน ให้มีผู้แทนสำนักงบประมาณหรือในกรณีที่โครงการนั้นจะต้องมีการใช้จ่ายเงินจากเงินกู้ ให้มีผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะหรือในกรณีที่โครงการนั้นต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้มีผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือในกรณีที่โครงการนั้นจะต้องใช้ที่ราชพัสดุให้มีผู้แทนกรมธนารักษ์ร่วมเป็นคณะทำงานด้วย

ให้คณะทำงานตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ให้คำปรึกษาในการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการของหน่วยงานเจ้าของโครงการตามข้อ ๔ เพื่อให้รายงานมีความครบถ้วนและเพียงพอสำหรับการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ภายใน ๗ วันนับแต่หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามข้อ ๔ และข้อ ๕ แล้วเสร็จ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดส่งรายงานนั้นให้กระทรวงเจ้าสังกัด สำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง พิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในกรณีที่โครงการนั้นจะต้องมีการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน ให้สำนักงบประมาณหรือในกรณีที่โครงการนั้นจะต้องมีการใช้จ่ายเงินจากเงินกู้ ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ พิจารณาให้ความเห็นด้วย

ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตามวรรคหนึ่ง จัดส่งความเห็นให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและสำนักงานภายใน ๑๕ วันนับจากได้รับรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ต่อสำนักงานภายใน ๑๕ วันนับจากได้รับความเห็นครบถ้วน และในกรณีที่หน่วยงานเจ้าของโครงการมีการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๖ ให้จัดส่งรายงานในส่วนที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ หากไม่สามารถนำเสนอสำนักงานได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการชี้แจงเหตุผลและระยะเวลาที่จะจัดส่งให้สำนักงานพิจารณากำกับติดตามต่อไป

ในกรณีที่โครงการจะต้องมีการให้เอกชนได้รับอนุมัติ อนุญาต สิทธิ สัมปทาน ใบอนุญาต ความเห็นชอบ หรือต้องจดทะเบียนหรือแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมาย หรือได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมถึงได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือใช้ที่ดินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของหน่วยงานของรัฐหรือที่ราชพัสดุ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอเรื่องดังกล่าวพร้อมกับรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ และให้มีความเห็นของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจในการดำเนินการใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายด้วย

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ เมื่อสำนักงานได้รับรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามข้อ ๗ ครบถ้วนแล้ว ให้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบหลักการของโครงการภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานและเอกสารครบถ้วน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในกรณีที่โครงการใดจะต้องมีการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน หรือจะต้องมีการใช้จ่ายเงินจากเงินกู้เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ หรือมีกฎหมายกำหนดให้ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา เมื่อคณะกรรมการนโยบายเห็นชอบหลักการของโครงการตามข้อ ๘ แล้ว ให้สำนักงานเสนอโครงการนั้นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการ และ/หรือวงเงินงบประมาณรายจ่ายหรือวงเงินกู้ที่จะใช้ในการก่อหนี้ของโครงการด้วย

การคัดเลือกเอกชน

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การประกาศเชิญชวน วิธีการประกาศเชิญชวน วิธีการคัดเลือกของคณะกรรมการคัดเลือก และหลักเกณฑ์อื่นที่จำเป็นในการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน รวมถึงรายละเอียดของเอกสารการคัดเลือกเอกชน และข้อกำหนดมาตรฐานของร่างสัญญาร่วมลงทุน ให้เป็นไปตามที่สำนักงานประกาศกำหนด

ในประกาศเชิญชวนตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องประกอบด้วยเรื่อง ดังต่อไปนี้

(๑) ค่าธรรมเนียมการขายเอกสารการคัดเลือกเอกชน

(๒) ค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนอของเอกชน

(๓) ค่าธรรมเนียมการลงนามในสัญญาร่วมลงทุน

(๔) หลักประกันซองและหลักประกันสัญญา

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน พร้อมกับการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ ตามข้อ ๔

ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการว่าจ้างที่ปรึกษาไทยและ/หรือที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งมีคุณสมบัติตามที่สำนักงานประกาศกำหนด เพื่อจัดทำร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน ตามวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่มีความจำเป็น ให้สำนักงานประสานงานกับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาร่างสัญญาร่วมลงทุนและให้ความเห็นในเบื้องต้นในการจัดทำร่างสัญญาร่วมลงทุน

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒[๒] เมื่อคณะกรรมการนโยบายได้กำหนดโครงการที่ต้องดำเนินการตามประกาศนี้แล้ว ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน เจ้าของโครงการหรือปลัดกระทรวงเจ้าสังกัดหรือปลัดกระทรวงอื่นหรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการ เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัด ผู้แทนสำนักงาน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ และในกรณีที่โครงการนั้นจะต้องมีการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน ให้มีผู้แทนสำนักงบประมาณ หรือในกรณีที่โครงการนั้นจะต้องมีการใช้จ่ายเงินจากเงินกู้ ให้มีผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ร่วมเป็นกรรมการด้วย แล้วแต่กรณี และให้มีผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการหนึ่งคน เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายอาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินสองคนร่วมเป็นกรรมการด้วยก็ได้

ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งปลัดกระทรวงอื่นหรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการ เป็นประธานกรรมการ ให้มีผู้แทนของหน่วยงานนั้นหนึ่งคนเป็นกรรมการและเลขานุการร่วม

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้คณะกรรมการคัดเลือกมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน ก่อนการประกาศเชิญชวน

(๒) คัดเลือกเอกชน เจรจา และจัดทำร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับคัดเลือก

(๓) เรียกให้หน่วยงานเจ้าของโครงการหรือเอกชนเข้าชี้แจงหรือจัดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง

(๔) พิจารณาดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามที่เห็นสมควร

หน่วยงานเจ้าของโครงการอาจว่าจ้างที่ปรึกษาไทยและ/หรือที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งมีคุณสมบัติตามที่สำนักงานประกาศกำหนด เพื่อประเมินข้อเสนอของเอกชน และสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคัดเลือกได้

ให้นำแนวทางและวิธีการของการดำเนินการป้องกันการทุจริตหรือข้อตกลงคุณธรรมตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาใช้กับการดำเนินการของคณะกรรมการคัดเลือกสำหรับโครงการที่มีลักษณะตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายอาจกำหนดเงื่อนไขของการดำเนินการป้องกันการทุจริตหรือข้อตกลงคุณธรรมเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะสำหรับโครงการก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๓/๑

ข้อ ๑๓/๑[๓] ในการคัดเลือกเอกชน ให้คณะกรรมการคัดเลือกและหน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐบาลต่างประเทศเดียวกันเป็นเจ้าของ ตั้งแต่สองรายขึ้นไปเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในโครงการ หน่วยงานของรัฐแต่ละรายนั้นต้องออกหนังสือรับรองความเป็นอิสระในการบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐนั้นเอง นอกจากนี้ คำรับรองดังกล่าวต้องได้รับการยืนยันจากสถานทูตหรือหน่วยงานรัฐบาลของประเทศดังกล่าว รวมทั้งให้การยืนยันว่าการยื่นข้อเสนอของหน่วยงานของรัฐแต่ละรายนั้นไม่อยู่ภายใต้การครอบงำหรือควบคุมของรัฐบาลต่างประเทศดังกล่าวหรือหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งของต่างประเทศดังกล่าว ในกรณีนี้มิให้ถือว่าหน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐบาลต่างประเทศเดียวกันเป็นเจ้าของและได้ยื่นข้อเสนอในโครงการมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือมีส่วนได้เสียระหว่างกัน

ในกรณีที่การคัดเลือกเอกชนของโครงการใด มีเพียงหน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐบาลต่างประเทศเดียวกันเป็นเจ้าของ ตั้งแต่สองรายขึ้นไปเป็นผู้ยื่นข้อเสนอโดยไม่มีเอกชนรายอื่นร่วมยื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐนั้น หากคณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศอาจรับข้อเสนอของหน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐบาลต่างประเทศเดียวกันเป็นเจ้าของนั้นก็ได้

(๒)[๔] ในกรณีที่โครงการใดมีการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจใหม่เพื่อลงนามเป็นเอกชนคู่สัญญาในร่างสัญญาร่วมลงทุนภายหลังจากคณะกรรมการนโยบายเห็นชอบให้เข้าร่วมลงทุน และหากเป็นกรณีที่คณะกรรมการคัดเลือกเห็นว่ามีความจำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากหลักประกันสัญญาที่ออกโดยธนาคาร คณะกรรมการคัดเลือกอาจกำหนดให้ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายออกหนังสือค้ำประกันหรือรับประกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเอกชนคู่สัญญาดังกล่าวตามสัญญาร่วมลงทุนก็ได้ โดยกรณีที่คณะกรรมการคัดเลือกกำหนดให้ออกหนังสือดังกล่าวให้ระบุไว้ในหนังสือนั้นว่าหากภายหลังจากที่หน่วยงานเจ้าของโครงการได้มีการบังคับหลักประกันสัญญาที่ออกโดยธนาคารแล้ว แต่ยังไม่สามารถชดเชยค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากความเสียหายในแต่ละครั้ง ให้ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น โดยความรับผิดของผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละรายจะคิดจากการนำจำนวนเงินค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งมาคำนวณตามสัดส่วนการลงทุนในโครงการของผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละรายนั้น และไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละรายจะรับผิดไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่ระบุไว้ในหนังสือนั้น โดยการระบุจำนวนเงินดังกล่าวจะคำนึงถึงจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดของโครงการและสัดส่วนการลงทุนในโครงการของผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละรายที่ออกหนังสือนั้น โดยเมื่อรวมจำนวนเงินที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันหรือรับประกันที่ออกโดยผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายแล้ว จะต้องไม่เกินกว่าจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดของโครงการ ทั้งนี้ ให้ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเงินลงทุน ณ วันที่ลงนามในสัญญาร่วมลงทุน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการประกาศเชิญชวนภายหลังจากคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบหลักการของโครงการตามข้อ ๘ หรือคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการตามข้อ ๙ แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในกรณีที่หน่วยงานเจ้าของโครงการมีความเห็นว่าไม่ควรใช้วิธีการคัดเลือกเอกชนโดยวิธีประมูล ให้เสนอสำนักงาน พร้อมความเห็นของคณะกรรมการคัดเลือก เพื่อพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการนโยบายพิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมกับการเสนอรายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามข้อ ๗

ให้สำนักงานประกาศรายละเอียดที่หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องจัดทำเพิ่มเติมในการเสนอให้คัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีประมูล

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เมื่อได้ผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับคัดเลือกแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา โดยให้สำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งผลการตรวจพิจารณาให้หน่วยงานเจ้าของโครงการภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับร่างสัญญาร่วมลงทุน

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อหน่วยงานเจ้าของโครงการได้รับร่างสัญญาร่วมลงทุนที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดตามข้อ ๑๖ แล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุนที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดแล้วต่อสำนักงานเพื่อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาภายใน ๓ วันนับแต่วันที่ได้รับร่างสัญญาร่วมลงทุนจากสำนักงานอัยการสูงสุด

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ เมื่อคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับคัดเลือกต่อไป และให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจในการดำเนินการใดที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกแก่สำนักงานหรือเอกชนที่ได้รับคัดเลือกในการดำเนินโครงการตามสัญญาร่วมลงทุนด้วย

ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายไม่เห็นด้วยกับผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา หรือร่างสัญญาร่วมลงทุน ให้ส่งเรื่องคืนหน่วยงานเจ้าของโครงการเพื่อร่วมกับคณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาทบทวน

ให้สำนักงานเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุนภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุนตามข้อ ๑๗

การกำกับดูแลและติดตามผล

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙[๕] เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดหรือผู้แทนหน่วยงาน ที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสำนักงาน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนเอกชนคู่สัญญา เป็นกรรมการ และผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ให้คณะกรรมการกำกับดูแลมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) ติดตามกำกับดูแลโครงการให้มีการดำเนินงานตามที่กำหนดในสัญญาร่วมลงทุน

(๒)[๖] รายงานผลการดำเนินงาน ความคืบหน้า ปัญหา และแนวทางการแก้ไขในการดำเนินโครงการตามที่กำหนดในสัญญาร่วมลงทุนต่อสำนักงานอย่างน้อยสามเดือนต่อหนึ่งครั้ง

(๓) พิจารณาเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการต่อหน่วยงานเจ้าของโครงการ

(๔) พิจารณาให้ความเห็นต่อการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน

(๕) เรียกหน่วยงานเจ้าของโครงการหรือเอกชนคู่สัญญาเข้าชี้แจง หรือจัดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง

หน่วยงานเจ้าของโครงการอาจว่าจ้างที่ปรึกษาไทยและ/หรือที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งมีคุณสมบัติตามที่สำนักงานประกาศกำหนด เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแลได้

(๖)[๗] พิจารณาดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามที่เห็นสมควร หรือเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบาย

สำนักงานและ/หรือหน่วยงานเจ้าของโครงการอาจว่าจ้างที่ปรึกษาไทยและ/หรือที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งมีคุณสมบัติ ตามที่สำนักงานประกาศกาหนด เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแลได้[๘]

มาตรา ข้อ ๒๐/๑

ข้อ ๒๐/๑[๙] เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสัญญา ซึ่งประกอบด้วย

(๑)[๑๐] บุคคลที่สำนักงานมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ

(๒)[๑๑] ผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการ ผู้แทนกระทรวงที่เกี่ยวข้องตามที่สำนักงานกำหนด ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งโดยสำนักงาน จากบุคคลที่สำนักงานเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญอันจะเป็นประโยชน์แก่การดำเนินการของคณะกรรมการบริหารสัญญาเป็นกรรมการ

(๓) ผู้แทนสำนักงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้คณะกรรมการบริหารสัญญามีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) ควบคุมและกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของโครงการตามสัญญาร่วมลงทุนรวมถึงกำหนดแผนงานเพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและเอกชนคู่สัญญาปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุนได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

(๒) สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแล พร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการกำกับดูแลเพื่อประกอบการพิจารณาในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแลตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๒๐

(๓) รายงานผลการดำเนินงาน ความคืบหน้า ปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดหรืออาจเกิดขึ้นในสัญญาร่วมลงทุนต่อคณะกรรมการกำกับดูแลและสำนักงานอย่างน้อยสามเดือนต่อหนึ่งครั้ง

(๔) เรียกหน่วยงานเจ้าของโครงการหรือเอกชนคู่สัญญาเข้าชี้แจง หรือจัดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง

(๕) พิจารณาดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสัญญาร่วมลงทุนตามที่เห็นสมควรหรือเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบาย คำสั่งของคณะกรรมการกำกับดูแลและสำนักงาน

ให้สำนักงานจัดหาบุคลากรและว่าจ้างที่ปรึกษาไทยและ/หรือที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งมีคุณสมบัติตามที่สำนักงานประกาศกำหนด เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารสัญญาและหน่วยงานเจ้าของโครงการ ในการควบคุมและกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเอกชนคู่สัญญาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน และในกรณีที่คณะกรรมการบริหารสัญญาเห็นสมควร อาจเรียกให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดส่งบุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารสัญญาก็ได้

ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและสำนักงาน ดำเนินการเกี่ยวกับเงินทุนเพื่อใช้ในกิจกรรมของคณะกรรมการบริหารสัญญา รวมถึงการจัดหาบุคลากรและว่าจ้างที่ปรึกษา โดยให้หารือกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณ และ/หรือเจรจากับเอกชนคู่สัญญาเพื่อร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าวในสัดส่วนที่เหมาะสมและเป็นธรรม

ให้สำนักงานมีอำนาจให้ความเห็นหรือวินิจฉัยข้อสงสัยหรือปัญหาเกี่ยวกับการบริหารสัญญาร่วมลงทุนหรือการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของโครงการตามสัญญาร่วมลงทุน

การแก้ไขสัญญา การทำสัญญาใหม่และการยกเลิกสัญญา

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอเหตุผลและความจำเป็น ประเด็นที่ขอแก้ไข ผลกระทบจากการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน และรายละเอียดอื่น ๆ ต่อคณะกรรมการกำกับดูแลเพื่อพิจารณาให้ความเห็น โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา ก่อนส่งข้อเสนอในการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ความเห็นของคณะกรรมการกำกับดูแล และร่างสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดไปยังสำนักงานเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบต่อไป

ในกรณีที่การแก้ไขสัญญาส่งผลกระทบต่อขอบเขตของโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ตามข้อ ๙ เมื่อคณะกรรมการนโยบายได้ให้ความเห็นชอบการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามวรรคหนึ่งแล้วให้สำนักงานเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการแก้ไขสัญญานั้นด้วย

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ก่อนสัญญาร่วมลงทุนจะสิ้นสุดลงอย่างน้อย ๕ ปี และหน่วยงานเจ้าของโครงการประสงค์จะดำเนินโครงการโดยให้เอกชนร่วมลงทุนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนต่อไป ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอโครงการตามหมวด ๑ เสมือนเป็นโครงการใหม่

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าเอกชนคู่สัญญามีส่วนร่วมในการทุจริตในโครงการ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการสามารถยกเลิกสัญญาร่วมลงทุนได้โดยไม่ต้องจ่ายชดเชยความเสียหายแก่เอกชนรายดังกล่าว

การรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ เมื่อคณะกรรมการนโยบายได้กำหนดให้โครงการใดดำเนินการตามประกาศนี้แล้ว ให้สำนักงานประกาศข้อมูลโครงการที่จำเป็นให้สาธารณะทราบเป็นการทั่วไปทันที

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานประกาศกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน และนำผลการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนมาประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามข้อ ๔ และข้อ ๕ และการจัดทำร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุนตามข้อ ๑๑ ด้วย

การรายงานและเปิดเผยข้อมูล

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดส่งรายงานสรุปสาระสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน วิธีการคัดเลือกเอกชน และสำเนาสัญญาร่วมลงทุน ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กระทรวงเจ้าสังกัดสำนักงาน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ รวมทั้ง เปิดเผยข้อมูลสาระสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนและวิธีการคัดเลือกเอกชนในรูปแบบที่เข้าใจง่ายให้สาธารณะทราบเป็นการทั่วไป ภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุน

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและคณะกรรมการกำกับดูแลร่วมกันจัดทำรายงานผลการดำเนินโครงการในส่วนที่ไม่เป็นความลับทางการค้าของเอกชน และเปิดเผยให้สาธารณะทราบเป็นการทั่วไป รวมทั้งส่งสำเนารายงานและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังกระทรวงเจ้าสังกัด สำนักงาน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ อย่างน้อยหกเดือนต่อหนึ่งครั้ง

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรายงานการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนและจัดส่งสำเนาสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กระทรวงเจ้าสังกัด สำนักงาน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ด้วย รวมทั้ง เปิดเผยข้อมูลสาระสำคัญของการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในรูปแบบที่เข้าใจง่ายให้สาธารณะทราบเป็นการทั่วไป ภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไข

เบ็ดเตล็ด

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ในกรณีที่หน่วยงานเจ้าของโครงการไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ หรือมีงบประมาณไม่เพียงพอในการว่าจ้างที่ปรึกษาตามข้อ ๔ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๓ หรือข้อ ๒๐ และมีความจำเป็นเร่งด่วน ให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาจัดสรรงบประมาณจากแหล่งเงินที่เหมาะสมเพื่อให้การสนับสนุนหน่วยงานเจ้าของโครงการในการว่าจ้างที่ปรึกษา

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ การประชุมของคณะกรรมการคัดเลือกและคณะกรรมการกำกับดูแลต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม

ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

ในการวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

ให้คณะทำงาน คณะกรรมการคัดเลือก และคณะกรรมการกำกับดูแลตามประกาศนี้ได้รับค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกกำหนด

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ให้เลขาธิการมีอำนาจในการวางแนวปฏิบัติและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

ประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑[๑๒]

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๑[๑๓]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒[๑๔]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒[๑๕]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๓[๑๖]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๓[๑๗]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ภวรรณตรี/จัดทำ

๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๐

ปุณิกา/ตรวจ

๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๐

ปวันวิทย์/เพิ่มเติม

๑๐ เมษายน ๒๕๖๑

พัชรภรณ์/เพิ่มเติม

๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๑

พัชรภรณ์/เพิ่มเติม

๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๓

อัมพิกา/เพิ่มเติม

๑ กันยายน ๒๕๖๓

สุภาทิพย์/ตรวจ

๑๕ กันยายน ๒๕๖๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔/ตอนพิเศษ ๒๓๕ ง/หน้า ๑๘/๒๕ กันยายน ๒๕๖๐

[๒] ข้อ ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑

[๓] ข้อ ๑๓/๑ เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๑

[๔] ข้อ ๑๓/๑ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒

[๕] ข้อ ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๓

[๖] ข้อ ๒๐ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๓

[๗] ข้อ ๒๐ (๖) เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒

[๘] ข้อ ๒๐ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒

[๙] ข้อ ๒๐/๑ เพิ่มโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒

[๑๐] ข้อ ๒๐/๑ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๓

[๑๑] ข้อ ๒๐/๑ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๓

[๑๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๕/ตอนพิเศษ ๒๒ ง/หน้า ๙/๓๑ มกราคม ๒๕๖๑

[๑๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๕/ตอนพิเศษ ๑๒๑ ง/หน้า ๓๒/๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑

[๑๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖/ตอนพิเศษ ๑๔๕ ง/หน้า ๒๖/๗ มิถุนายน ๒๕๖๒

[๑๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖/ตอนพิเศษ ๑๗๐ ง/หน้า ๑๙/๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

[๑๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๗/ตอนพิเศษ ๕๕ ง/หน้า ๑๔/๑๐ มีนาคม ๒๕๖๓

[๑๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๗/ตอนพิเศษ ๑๘๗ ง/หน้า ๑๑/๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓

34 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการ ในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ. 2560 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_11ca6c84dc2a3053

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com