ข้อ ๑๖ ให้ยกเลิกความในข้อ 83 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และ วรรคห้า แห่งระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีล้มละลายและการชําระ บัญชี พ.ศ. 2520 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“เมื่อมีผู้นําเงินมาชําระ หรือนําส่งในคดี จะเป็นเงินสด เช็ค ดร๊าฟท์ หรือตั๋วเงินก็ดี ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ได้รับมอบหมายให้ดําเนินการ ในเรื่องนั้น จดรายงานการรับเงินนั้น โดยละเอียดว่าเป็นเงินประเภทใด ในคดีใด ของผู้ใด จํานวนเงินเท่าใด และมีเงื่อนไขอย่างไรหรือไม่ แล้วนําผู้ชําระหรือผู้นํา ส่งเงินพร้อมกับสํานวนและรายงานดังกล่าวไปส่งที่กองคลัง เพื่อที่กองคลังจะได้รับเงิน และออกใบรับเงินให้ โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงนามในใบรับเงิน ตามแบบ ล. 47 ร่วมกับผู้อํานวยการกองคลังหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ใบรับเงินให้มีสําเนา สามฉบับต้นฉบับมอบให้ผู้ชําระหรือนําส่งเงิน ส่วนสําเนากองคลังเก็บไว้ฉบับหนึ่ง รวมสํานวนไว้ฉบับหนึ่ง อีกฉบับหนึ่งคงไว้เป็นต้นขั้ว
เมื่อผู้อํานวยการกองคลังเห็นสมควรรับเงินเป็นเช็ค ให้จดเลขหมายเช็คในใบรับเงินด้วย
ในกรณีจะต้องตอบรับเงินจากผู้ส่งเงิน ให้ผู้อํานวยการกองคลัง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ตอบรับเงินพร้อมกับส่งใบรับเงิน
ในการจ่ายเงินนั้น ให้ผู้ขอรับเงินยื่นคําขอรับเงินต่อเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ผู้มีหน้าที่ดําเนินการในเรื่องนั้น เมื่อได้รับคําสั่งให้จ่ายเงินได้แล้ว ให้ ผู้นั้นทําใบรับเงินตามแบบ ล. 48 ที่กองคํานวณและเฉลี่ยทรัพย์ และให้กองคลัง จัดทําใบสั่งจ่ายเงิน ตามแบบ ล. 42 แล้วจ่ายเงินให้แก่ผู้ขอรับเงินนั้น ถ้ามีเหตุสงสัยว่าผู้ขอรับเงินมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียอันแท้จริง ผู้อํานวยการกองคลัง อาจสั่งให้ผู้ขอรับเงินหาผู้มารับรองจนเป็นที่พอใจก่อนก็ได้ และถ้าเป็นการมอบฉันทะ หรือมอบอํานาจให้ตัวแทนมารับเงินแล้ว อาจสั่งให้ตัวการมารับเองก็ได้”