法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 4/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจระบบการชำระเงินภายใต้การกำกับ

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนช. 4/2561

เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแล

การประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

เพื่อกํากับดูแลระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับให้มีความมั่นคงปลอดภัย มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน รวมถึงส่งเสริมประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนให้มีการคุ้มครองผู้ใช้บริการของระบบอย่างเหมาะสม

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับดูแลผู้ประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ โดยกําหนดกรอบหลักการในการกํากับดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจให้ความสําคัญในด้านต่าง ๆ ดังนี้

(1) ด้านฐานะทางการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงเพียงพอที่จะสามารถดําเนินธุรกิจและให้บริการระบบการชําระเงินได้อย่างต่อเนื่อง

(2) ด้านธรรมาภิบาล ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการบริหารจัดการกิจการให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี และดูแลให้มีการควบคุมภายในอย่างเหมาะสม

(3) ด้านการบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัย ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

(4) ด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการของระบบ ผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ รวมถึงอัตราค่าธรรมเนียมแก่ผู้ใช้บริการของระบบอย่างเพียงพอ มีการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการของระบบอย่างปลอดภัย และมีการจัดการข้อร้องเรียนอย่างเหมาะสม

(5) ด้านการส่งเสริมประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบธุรกิจต้องดูแลให้ระบบการชําระเงินมีประสิทธิภาพ มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้บริการของระบบรวมถึงมีการกําหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าร่วมและออกจากระบบอย่างเป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและการนํานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนาระบบการชําระเงินในประเทศ

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 15 มาตรา 24 มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติระบบการชําระเงิน พ.ศ. 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับดูแลการประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ ตามความในประกาศฉบับนี้

อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชําระเงิน

อื่นๆ - 4. เนื้อหา

4.1 นิยาม

ในประกาศฉบับนี้

"ระบบการชําระเงิน" หมายความว่า ระบบหรือกระบวนการจัดการอื่นใดเพื่อการโอนเงิน การหักบัญชี หรือการชําระดุล

"ระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ" หมายความว่า ระบบการชําระเงินที่จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี

"ผู้ประกอบธุรกิจ" หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชําระเงิน

"ผู้ใช้บริการของระบบ" หมายความว่า ผู้ใช้บริการที่เย็นสมาชิกและยินยอมผูกพันตามหลักเกณฑ์ในการใช้บริการระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ

"ผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการ" หมายความว่า

(1) ผู้จัดการ รองผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น

(2) บุคคลที่ตามพฤติการณ์มีอํานาจควบคุมหรือครอบงําผู้จัดการหรือกรรมการหรือการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ ให้ปฏิบัติตามคําสั่งของตนในการกําหนดนโยบายหรือการดําเนินงาน

"สินทรัพย์สภาพคล่อง (High-quality liquid assets)" หมายความว่า สินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี มีสภาพคล่องสูง และไม่ติดภาระผูกพัน ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วโดยมูลค่าไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญแม้ในสถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรง

"สถาบันการเงิน" หมายความว่า สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน

"สถาบันการเงินเฉพาะกิจ " หมายความว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน

"รัฐวิสาหกิจ" หมายความว่า รัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

"นิติบุคคลต่างประเทศ" หมายความว่า นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและประกอบธุรกิจหรือให้บริการระบบการชําระเงินในประเทศไทย

"อํานาจควบคุมกิจการ" หมายความว่า การมีความสัมพันธ์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้

(1) การถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในนิติบุคคลเกินกว่าร้อยละ 50 ของจํานวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น โดยรวมถึงการถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในนิติบุคคลของคู่สมรส บุตร หรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย

(2) การมีอํานาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล โดยรวมถึงการมีอํานาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลของคู่สมรส บุตร หรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย

"ธปท." หมายความว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย

"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

4.2 หลักเกณฑ์ทั่วไปในการกํากับดูแล

4.2.1 ด้านฐานะทางการเงิน

เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและเพียงพอที่จะสามารถดําเนินธุรกิจและให้บริการระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) จัดให้มีทุนจดทะเบียนซึ่งชําระแล้วไม่ต่ํากว่าที่กําหนดตามประกาศ ธปท. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตการประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ

(2) มีฐานะทางการเงินและการดําเนินงานที่มั่นคง ที่แสดงให้เห็นว่าสามารถดําเนินธุรกิจและให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บริการของระบบ เช่น ฐานะและผลการดําเนินงานที่ผ่านมา ส่วนของผู้ถือหุ้น

(3) ห้ามลดทุนจดทะเบียนซึ่งชําระแล้ว โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ธปท.

(4) การเพิ่มทุนจดทะเบียนซึ่งชําระแล้ว ให้แจ้ง ธปท. ทราบเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเพิ่มทุน

(5) จัดทําแผนการดําเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงแผนการลงทุน รายได้ ค่าใช้จ่ายและงบประมาณประจําปี โดยต้องจัดเตรียมงบประมาณให้เพียงพอรองรับแผนการลงทุนและการดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดเก็บแผนการดําเนินธุรกิจและแผนการลงทุนดังกล่าวที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการของนิติบุคคลไว้ เพื่อให้พร้อมสําหรับการตรวจสอบของ ธปท. และเมื่อ ธปท. ร้องขอ

4.2.2 ด้านธรรมาภิบาล

เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจมีการบริหารจัดการกิจการ และการควบคุมภายในที่ดีมีโครงสร้างองค์กรที่มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอํานาจ เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี มีกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกําหนด มีการกําหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการ และหน่วยงานต่าง ๆ อย่างชัดเจนและเหมาะสม ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) การประกอบธุรกิจตามที่ได้รับอนุญาต

(1.1) ประกอบธุรกิจโดยปฏิบัติตามแผน นโยบาย มาตรการ และระบบต่าง ๆ ตามที่ได้รับอนุญาต หรือที่ได้แจ้งไว้กับ ธปท.

(1.2) ดูแลและสอบทานให้กรรมการและผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการ มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชําระเงิน และประกาศ ธปท. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตการประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ

(1.3) มีกรรมการอย่างน้อย 1 คน ซึ่งมีสัญชาติไทยและมีภูมิลําเนาอยู่ในประเทศไทย

ในกรณีมีเหตุให้กรรมการดังกล่าวพ้นจากตําแหน่ง จนเป็นเหตุให้ไม่มีกรรมการที่มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งกรรมการซึ่งมีคุณสมบัติดังกล่าวภายใน 45 วันนับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่ง

(1.4) กรณีมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการของนิติบุคคล ให้แจ้ง ธปท. ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติของบุคคลที่เป็นกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการของนิติบุคคลว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชําระเงิน และหลักเกณฑ์ที่ ธปท. ประกาศกําหนด ตามแบบหนังสือรับรองแนบท้ายประกาศ ธปท. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตการประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ

(2) หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการและผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการ

(2.1) ดูแลการประกอบธุรกิจให้มีการกําหนดกลยุทธ์ นโยบาย และแผนการดําเนินธุรกิจ รวมถึงดูแลให้มีการสื่อสารแผนกลยุทธ์และเป้าหมายการดําเนินธุรกิจไปยังพนักงาน

(2.2) ดูแลการประกอบธุรกิจให้มีการกําหนดนโยบายและมาตรการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพรองรับความเสี่ยงที่สําคัญ โดยคํานึงถึงรูปแบบ ความซับซ้อน และกลยุทธ์ในการดําเนินธุรกิจ รวมถึงมีการทบทวนนโยบายและมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ําเสมอหรือทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สําคัญหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการอย่างมีนัยสําคัญ

ทั้งนี้ ต้องมีการติดตามและประเมินผลภาพรวมการประเมินความเสี่ยง ผลลัพธ์การดําเนินงานตามแผนการบริหารความเสี่ยง และสถานะความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงแนวโน้มความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

(2.3) ดูแลการประกอบธุรกิจให้มีระบบการควบคุมภายในที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยมีการสอบทานและถ่วงดุลอํานาจอย่างเหมาะสม รวมทั้งดูแลให้มีบุคลากรหรือหน่วยงานที่ทําหน้าที่ปฏิบัติงานบริหารจัดการความเสี่ยงและตรวจสอบอย่างเหมาะสม เพื่อให้การดําเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย กฎ และคําสั่งของ ธปท. และของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(2.4) ดูแลการประกอบธุรกิจให้มีระบบการรายงานการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย กฎ และคําสั่งของ ธปท. และของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ระเบียบหรือข้อบังคับภายในของกิจการเอง เพื่อให้กรรมการและฝ่ายจัดการสามารถติดตามหรือแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจอย่างมีนัยสําคัญ

(2.5) ดูแลให้มีการจัดทําและเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงฐานะทางการเงินและผลการดําเนินงานที่แท้จริงของผู้ประกอบธุรกิจ

(3) การควบคุมภายใน

(3.1) จัดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิดการควบคุมภายในและการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกํากับดูแล ควบคุม และตรวจสอบการดําเนินงานที่เหมาะสม รวมถึงมีสายการบังคับบัญชาและการรายงานที่ชัดเจน เพื่อให้มีการสอบทานและถ่วงดุลอํานาจอย่างเหมาะสม

(3.2) จัดให้มีกระบวนการและแนวทางปฏิบัติในการควบคุมภายในซึ่งครอบคลุมถึงการตรวจสอบรายการผิดปกติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผิดพลาดหรือการทุจริตในการปฏิบัติงาน หรือการบริหารความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสมและรัดกุมเพียงพอ หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับภายในของกิจการ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(3.3) จัดให้มีบุคลากรหรือหน่วยงานในการทําหน้าที่กํากับดูแลการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ด้วยความเรียบร้อย

(3.4) จัดให้มีการตรวจสอบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และจัดทํารายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อคณะกรรมการของนิติบุคคลหรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมทั้งจัดส่งสําเนาผลการตรวจสอบให้ ธปท. เป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนดภายใน 45 วันนับแต่วันที่ทําการตรวจสอบแล้วเสร็จ โดยผู้ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบดังกล่าวจะต้องมีความรู้ ประสบการณ์ และมีความเป็นอิสระจากหน่วยงานที่ทําหน้าที่ปฏิบัติงานด้านการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง

ในกรณีที่ ธปท. เห็นว่าผลการตรวจสอบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง มีข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือมีข้อความคลุมเครือไม่ชัดเจน หรือในกรณีที่ ธปท. เห็นว่าจําเป็นหรือสมควร ธปท. อาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจแต่งตั้งผู้ตรวจสอบภายนอกดําเนินการตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบให้ ธปท. ทราบ

ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบธุรกิจเริ่มดําเนินการตรวจสอบและส่งสําเนาผลการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ข้างต้นในปีถัดไปนับแต่ปีที่ได้รับอนุญาต

(4) การเปลี่ยนแปลงอํานาจควบคุมกิจการ

ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอํานาจควบคุมกิจการ เช่น ผู้ถือหุ้นมีความประสงค์ขายหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจนทําให้มีการถือหุ้นที่ทําให้มีบุคคลอื่นมีสิทธิ์ออกเสียงในบริษัทเกินกว่าร้อยละ 50 ของจํานวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด เป็นต้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องดําเนินการ ดังนี้

(4.1) ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยจะต้องขอความเห็นชอบจาก ธปท. เป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนดก่อนดําเนินการ โดยต้องชี้แจงรายละเอียดการดําเนินการ และประเมินผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการดําเนินธุรกิจและการให้บริการระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ พร้อมจัดส่งข้อมูลและเอกสารประกอบ โดย ธปท. จะพิจารณาภายใน 45 วันทําการนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

ทั้งนี้ ธปท. อาจพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ก็ได้ หรืออาจพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้เป็นรายกรณีด้วยก็ได้ หรือสั่งระงับเป็นการชั่วคราว หรือเพิกถอนความเห็นชอบในภายหลังด้วยก็ได้ หากพบว่ามีการดําเนินการที่ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่แจ้งไว้ต่อ ธปท. หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ ธปท. กําหนด

(4.2) ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ให้แจ้ง ธปท. ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งรายละเอียดการดําเนินการ และประเมินผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการดําเนินธุรกิจและการให้บริการระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ

4.2.3 ด้านการบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัย

เพื่อให้ระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับมีความมั่นคงปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการของระบบและสาธารณชน ผู้ประกอบธุรกิจต้องบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับรูปแบบ ขนาด ปริมาณธุรกรรม และความซับซ้อนของธุรกิจ ซึ่งอย่างน้อยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) นโยบายและมาตรการบริหารความเสี่ยง

(1.1) กําหนดนโยบายและมาตรการบริหารความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบอย่างชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งรวมถึงการระบุระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (risk appetite) ให้ครอบคลุมการบริหารความเสี่ยง ทั้งที่เกิดจากระบบ ผู้ใช้บริการของระบบ และระบบที่มีความเชื่อมโยงกัน (interdependencies) โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของนิติบุคคลหรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมาย

(1.2) กําหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยง เช่น การระบุเหตุการณ์ความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง และการจัดการความเสี่ยง เพื่อควบคุมหรือลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงกําหนดผู้รับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง โดยต้องรายงานผลการติดตามความเสี่ยงและสถานะความเสี่ยงให้คณะกรรมการหรือผู้บริหารที่ได้รับมอบหมายทราบในระยะเวลาที่เหมาะสม

(1.3) กําหนดนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) โดยมีการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบต่อการหยุดชะงักของระบบที่ให้บริการ รวมทั้งจัดทําแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP)

(1.4) จัดให้มีการทบทวนและทดสอบการปฏิบัติตามแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องร่วมกับผู้ใช้บริการของระบบและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งและทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างมีนัยสําคัญ

(2) การบริหารความเสี่ยงด้านระบบสารสนเทศ

(2.1) ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศ ธปท. ว่าด้วยนโยบายและมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศ เพื่อให้ระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับมีมาตรฐานในการบริหารความเสี่ยงด้านระบบสารสนเทศ มีความมั่นคงปลอดภัย (security) มีความถูกต้องเชื่อถือได้ (integrity) และมีความพร้อมในการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง (availability)

(2.2) จัดให้มีการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศโดยผู้ตรวจสอบภายนอกที่เป็นอิสระ ซึ่งมีความรู้ และประสบการณ์ในการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมทั้งจัดส่งสําเนาผลการตรวจสอบให้ ธปท. เป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ภายใน 45 วันนับแต่วันที่ทําการตรวจสอบแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบธุรกิจเริ่มดําเนินการตรวจสอบและส่งสําเนาผลการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ข้างต้นในปีถัดไปนับแต่ปีที่ได้รับอนุญาต

(3) การใช้บริการจากบุคคลภายนอก

กรณีผู้ประกอบธุรกิจให้ผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่น (outsourcing) มาดําเนินการแทนในงานระบบสารสนเทศ รวมถึงงานที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อธุรกิจผู้ประกอบธุรกิจยังคงมีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการของระบบในการให้บริการที่ต่อเนื่อง ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เสมือนกับเป็นการให้บริการโดยผู้ประกอบธุรกิจเองโดยผู้ประกอบธุรกิจต้องดําเนินการ ดังนี้

(3.1) จัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งการคัดเลือกติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบการให้บริการของผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่นอย่างเหมาะสมโดยประเมินความเสี่ยงของการใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่นอย่างสม่ําเสมอ

ทั้งนี้ ในการประเมินความเสี่ยงควรครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความลับและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (data privacy) และผลกระทบต่อระบบงานที่สําคัญของผู้ประกอบธุรกิจ

(3.2) จัดให้มีการทําสัญญาการใช้บริการ ซึ่งระบุสิทธิของผู้ตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจสอบภายนอก และ ธปท. ในการเข้าตรวจสอบการดําเนินงานและการควบคุมภายในของผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับนั้นได้

(3.3) จัดให้มีแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP) หรือแผ่นฉุกเฉินด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Disaster Recovery Plan: DRP) ที่ครอบคลุมถึงการใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่น รวมทั้งต้องมีการทดสอบและทบทวนการปฏิบัติตามแผนอย่างสม่ําเสมอ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้จริง

(3.4) กรณีที่มีการเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่นในต่างประเทศ โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล หรือการดําเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการในต่างประเทศนั้น เช่นความเสี่ยงจากการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลอันเนื่องมาจากการขัดข้องหรือการปิดกั้นเครือข่ายสื่อสารหรือระบบสื่อสารระหว่างประเทศ (information access risk) และความเสี่ยงด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของต่างประเทศ (cross-border compliance) และจัดให้มีแผนรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

(4) การเปลี่ยนแปลงการดําเนินงาน

กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงการดําเนินงานไปจากที่ได้รับอนุญาต หรือที่เคยขออนุญาตเพิ่มเติม หรือเคยแจ้งให้ ธปท. ทราบ แล้วแต่กรณี ให้ผู้ประกอบธุรกิจดําเนินการ ดังนี้

(4.1) การเพิ่มบริการใหม่ หรือยกเลิกบริการเดิมที่ได้รับอนุญาตไว้ให้ยื่นขออนุญาตเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ต่อ ธปท. ก่อนเริ่มดําเนินการ พร้อมทั้งจัดส่งข้อมูลและเอกสารประกอบการพิจารณา โดย ธปท. จะใช้เวลาพิจารณาภายใน 30 วันทําการนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

ทั้งนี้ ธปท. อาจพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ หรืออาจพิจารณาอนุญาตโดยกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้เป็นรายกรณีด้วยก็ได้ หรือสั่งระงับเป็นการชั่วคราว หรือเพิกถอนการอนุญาตในภายหลังด้วยก็ได้ หากพบว่ามีการดําเนินการที่ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง ที่แจ้งเพื่อขออนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ ธปท. กําหนด

(4.2) การย้ายสํานักงานใหญ่ ให้ยื่นขออนุญาตเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ต่อ ธปท. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนเริ่มดําเนินการ

(4.3) กรณีดังต่อไปนี้ ต้องแจ้งให้ ธปท. ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด

(4.3.1) ไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเริ่มดําเนินการ กรณีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการให้บริการ ซึ่งแตกต่างจากที่ได้รับอนุญาตไว้ โดยให้ส่งข้อมูลรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการให้บริการดังกล่าว และประเมินผลกระทบด้านระบบสารสนเทศตามแบบประเมินแนบท้ายประกาศฉบับนี้ (เอกสารแนบ 1)

(4.3.2) ไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเริ่มดําเนินการ กรณีการเปลี่ยนแปลงระบบสารสนเทศอย่างมีสาระสําคัญ หรือมีผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบให้บริการ ให้แจ้ง ธปท. ทราบ โดยแสดงแผนภาพของระบบสารสนเทศ และระบุส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงสําคัญจากที่เคยได้รับอนุญาตหรือที่ได้แจ้งไว้กับ ธปท. บนแผนภาพให้ชัดเจน และประเมินผลกระทบด้านระบบสารสนเทศตามแบบประเมินแนบท้ายประกาศฉบับนี้ (เอกสารแนบ 1)

(4.3.3) ไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนเริ่มดําเนินการ กรณีการเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล

ทั้งนี้ ในกรณีตามข้อ (4.3.1) และ (4.3.2) ธปท. อาจให้ผู้ประกอบธุรกิจส่งข้อมูลเพิ่มเติม หรือทักท้วง หรือกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามความเหมาะสมก่อนเริ่มดําเนินการด้วยก็ได้ โดยในการดําเนินการดังกล่าว ธปท. จะแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบ

(4.4) กรณีดังต่อไปนี้ ให้แจ้งผู้ใช้บริการของระบบทราบล่วงหน้า

(4.4.1) ไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนเริ่มดําเนินการ กรณีการเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล

การแจ้งผู้ใช้บริการของระบบ ให้ดําเนินการอย่างน้อย 2 ช่องทางโดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

(5) การหยุดให้บริการชั่วคราวหรือเกิดปัญหาหรือความบกพร่องในการให้บริการ

กรณีหยุดให้บริการชั่วคราว หรือเกิดปัญหาหรือความบกพร่องในการให้บริการระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(5.1) กรณีหยุดให้บริการชั่วคราวอันเกิดจากการเตรียมการไว้ล่วงหน้าเช่น การปิดปรับปรุงระบบงานสําคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

(5.1.1) แจ้ง ธปท. ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเริ่มดําเนินการ

(5.1.2) แจ้งผู้ใช้บริการของระบบทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนเริ่มดําเนินการ อย่างน้อย 2 ช่องทาง โดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

(5.2) กรณีหยุดให้บริการชั่วคราวซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างที่ไม่ได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า หรือกรณีที่เกิดปัญหาหรือความบกพร่องในการให้บริการระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีนัยสําคัญในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และส่งผลกระทบต่อการให้บริการ ระบบงาน หรือชื่อเสียงของผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงกรณีเทคโนโลยีสารสนเทศที่สําคัญของผู้ประกอบธุรกิจถูกโจมตีหรือถูกขู่โจมตีจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเป็นปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องรายงานต่อผู้บริหารในตําแหน่งสูงสุดของผู้ประกอบธุรกิจทราบ

(5.2.1) แจ้งปัญหาหรือเหตุการณ์ดังกล่าวให้ ธปท. ทราบทันทีเมื่อเกิดหรือรับรู้ปัญหาหรือเหตุการณ์นั้น และให้แจ้งสาเหตุและการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมภายหลังเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนดโดยเร็ว

(5.2.2) แจ้งผู้ใช้บริการของระบบทราบโดยเร็วนับแต่เวลาที่เกิดหรือรับรู้ปัญหาหรือเหตุการณ์นั้น โดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

(6) การหยุดประกอบธุรกิจหรือไม่ประกอบธุรกิจตามปกติ

เมื่อปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจหยุดประกอบธุรกิจหรือไม่ดําเนินธุรกิจตามปกติเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 ปี รัฐมนตรีมีอํานาจเพิกถอนการอนุญาตของผู้ประกอบธุรกิจนั้นได้

(7) การรายงานและส่งงบการเงินต่อ ธปท.

(7.1) ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทํางบการเงินที่แสดงฐานะทางการเงินและผลการดําเนินงาน และจัดส่งให้ ธปท. นับแต่วันที่เริ่มประกอบธุรกิจ ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(7.1.1) งวดบัญชีในรอบระยะเวลา 6 เดือนแรกของปีบัญชี ให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดส่งงบการเงินงวด 6 เดือนแรกของปีบัญชี ให้ ธปท. ภายใน 45 วันนับแต่วันสิ้นงวด

(7.1.2) งวดประจําปีบัญชี ให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดส่งงบการเงินประจําปีที่ตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ให้ ธปท. ภายใน 90 วันนับแต่วันสิ้นงวด

(7.2) รายงานรายชื่อผู้ถือหุ้นและสัดส่วนการถือหุ้น 10 อันดับแรกโดยรวมถึงสัญชาติผู้ถือหุ้น ให้ ธปท. พร้อมกับการส่งงบการเงินงวดประจําปีบัญชีสําหรับรัฐวิสาหกิจให้ส่งงบการเงินที่แสดงฐานะทางการเงินและผลการดําเนินงานให้ ธปท. ภายใน 45 วันนับแต่วันที่สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินเห็นชอบงบการเงินตามข้อ (7.1.1) และ (7.1.2) พร้อมรายงานรายชื่อผู้ถือหุ้นตามข้อ (7.2)

4.2.4 ด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการของระบบ

เพื่อดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการของระบบอย่างเพียงพอต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการได้ตรงตามความต้องการ มีการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการของระบบ และบริหารจัดการข้อร้องเรียนได้อย่างเหมาะสมผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) การกําหนดและเปิดเผยข้อตกลงในการให้บริการ

กําหนดข้อตกลงในการให้บริการไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเปิดเผยให้ผู้ใช้บริการของระบบทราบอย่างชัดเจนและเป็นปัจจุบัน ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(1.1) สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจและผู้ใช้บริการของระบบ ทั้งในกรณีปกติและกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

(1.2) หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีปฏิบัติในการให้บริการ

(1.3) ความเสี่ยงทางการเงิน (financial risk) หรือความเสี่ยงอื่นใดที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการ (ถ้ามี) เพื่อให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องจากการใช้บริการได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ติดตามดูแลให้ผู้ใช้บริการของระบบปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่กําหนด โดยจัดให้มีวิธีการดําเนินการกับผู้ใช้บริการของระบบที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กําหนด และในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งทําให้ผู้ใช้บริการของระบบเสียประโยชน์ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการของระบบทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมีผลใช้บังคับ โดยแจ้งข้อมูลรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

(2) การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการของระบบ

ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการของระบบ โดยต้องดําเนินการ ดังนี้

(2.1) กําหนดนโยบายในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการของระบบ การกําหนดชั้นความลับในการเข้าถึงข้อมูล และการระบุตัวบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวพร้อมทั้งจัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ และป้องกันผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลที่เก็บรักษา

(2.2) รักษาความลับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการของระบบ โดยจะไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นตลอดระยะเวลาการใช้บริการและภายหลังที่เลิกใช้บริการแล้ว เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในกรณีต่อไปนี้

(2.2.1) การเปิดเผยโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือหรือวิธีการอื่นใดทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ผู้ประกอบธุรกิจกําหนดร่วมกับผู้ใช้บริการของระบบ

(2.2.2) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวน หรือการพิจารณาคดี

(2.2.3) การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจ

(2.2.4) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการกําหนดนโยบายและกํากับดูแลระบบการชําระเงินของ ธปท.

(2.2.5) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย

(3) การเปิดเผยค่าธรรมเนียม

ดําเนินการให้มีการเปิดเผยค่าธรรมเนียม ดังนี้

(3.1) เปิดเผยรายละเอียดของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการของระบบ ซึ่งรวมถึงนโยบายการให้ส่วนลด (discount policies) (ถ้ามี) โดยแจ้งข้อมูลค่าธรรมเนียมดังกล่าวผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

ทั้งนี้ ในการกําหนดค่าธรรมเนียม ผู้ประกอบธุรกิจต้องคํานึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการของระบบด้วย

(3.2) กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียม ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการของระบบทราบรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมดังกล่าว ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้ โดยในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบเสียประโยชน์ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการของระบบทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมีผลใช้บังคับ

(3.3) จัดส่งรายละเอียดค่าธรรมเนียมให้ ธปท. ทราบโดยเร็วด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด นับแต่วันที่เริ่มประกอบธุรกิจและทุก ๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง

(4) การดําเนินการเมื่อมีข้อร้องเรียน

ดําเนินการเมื่อมีการร้องเรียนหรือมีข้อโต้แย้งจากผู้ใช้บริการของระบบรวมทั้งกําหนดกรอบเวลาเพื่อหาข้อยุติ ดังนี้

(4.1) จัดให้มีช่องทางและวิธีการสําหรับการรับข้อร้องเรียนจากผู้ใช้บริการของระบบ โดยอย่างน้อยต้องจัดให้มีหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่สํานักงานหรือที่อยู่สําหรับติดต่อทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถติดต่อได้

(4.2) กําหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับขั้นตอนการดําเนินการและกรอบระยะเวลาเพื่อหาข้อยุติเป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งจัดอบรมวิธีปฏิบัติดังกล่าวให้พนักงานที่เกี่ยวข้องโดยผู้ประกอบธุรกิจต้องดําเนินการตรวจสอบและแจ้งความคืบหน้า รวมทั้งชี้แจงขั้นตอนการดําเนินการพร้อมทั้งแจ้งกําหนดเวลาในการแก้ไขข้อร้องเรียนให้ผู้ร้องเรียนทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการร้องเรียน

(4.3) ดําเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนให้แล้วเสร็จและแจ้งผลการดําเนินการให้ผู้ร้องเรียนทราบโดยเร็ว

4.2.5 ด้านการส่งเสริมประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน

เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและมีการนํานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชําระเงินอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) การประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

(1.1) กําหนดเป้าหมายในการให้บริการที่สามารถประเมินและวัดผลได้ เช่น ระดับความพร้อมใช้งานของระบบ (system availability) รวมถึงจัดให้มีการติดตามและประเมินผลพร้อมทั้งรายงานผลให้คณะกรรมการของนิติบุคคลทราบอย่างสม่ําเสมอ ตลอดจนเปิดเผยผลการดําเนินงานตามเป้าหมายในการให้บริการที่สําคัญให้ผู้ใช้บริการของระบบทราบด้วย

(1.2) จัดให้มีการสํารวจและรับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้บริการของระบบ ในเรื่องเกี่ยวกับการให้บริการที่สําคัญอย่างสม่ําเสมอ เช่น ขอบเขตในการให้บริการ ฟังก์ชั่นในการใช้งานระบบ หรือทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีหรือกระบวนการ เป็นต้น เพื่อพัฒนาและปรับปรุงให้ระบบตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการของระบบ และทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

4.3 การยกเว้นหลักเกณฑ์การกํากับดูแลทั่วไป สําหรับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รัฐวิสาหกิจ และนิติบุคคลต่างประเทศ เนื่องจาก มีกฎหมายในการกํากับดูแลเป็นการเฉพาะแล้ว

(1) ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และรัฐวิสาหกิจให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านฐานะทางการเงิน ตามข้อ 4.2.1 (1) - (5) และหลักเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาล ตามข้อ 4.2.2 (1.3) และ (4)

(2) ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่มีกฎหมายเฉพาะกําหนดหลักเกณฑ์ในการกํากับดูแลต้านการบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัยไว้แล้วและอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของ ธปท. หากได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ดังกล่าวแล้วให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามประกาศนี้ ในเรื่องดังต่อไปนี้

(2.1) การแจ้งเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการของนิติบุคคลตามข้อ 4.2.2 (1.4)

(2.2) การจัดให้มีการตรวจสอบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงและจัดส่งสําเนาผลการตรวจสอบ ตามข้อ 4.2.2 (3.4)

(2.3) การจัดให้มีการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศและจัดส่งสําเนาผลการตรวจสอบ ตามข้อ 4.2.3 (2.2)

(2.4) การขออนุญาตย้ายสํานักงานใหญ่ ตามข้อ 4.2.3 (4.2)

(2.5) การแจ้งเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล ตามข้อ 4.2.3 (4.3.3) และ (4.4.1)

(2.6) การแจ้งหยุดให้บริการชั่วคราว ตามข้อ 4.2.3 (5)

(2.7) การรายงานและส่งงบการเงิน ตามข้อ 4.2.3 (7)

(2.8) การจัดส่งรายละเอียดค่าธรรมเนียม ตามข้อ 4.2.4 (3.3)

(3) ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(3.1) ด้านฐานะทางเงิน ตามข้อ 4.2.1 (1) - (5)

(3.2) ด้านธรรมาภิบาล ตามข้อ 4.2.2 (1.1) (1.3) - (1.4) และ (2) - (3)

(3.3) ด้านการบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัย ตามข้อ 4.2.3 (1.4) (2.2) (3) (4.1) - (4.2) (4.3.1) - (4.3.2) (5.1) และ (7)

ทั้งนี้ ให้จัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับยกเว้นข้างต้นไว้ให้เป็นปัจจุบันเพื่อให้พร้อมสําหรับการตรวจสอบของ ธปท. และเมื่อ ธปท. ร้องขอ

4.4 การขอขยายระยะเวลาการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์

ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถดําเนินการดังต่อไปนี้ ได้ภายในระยะเวลาที่กําหนด โดยมีเหตุจําเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถยื่นขออนุญาตขยายระยะเวลาพร้อมชี้แจงเหตุผล ความจําเป็น และกําหนดเวลาที่จะดําเนินการแล้วเสร็จต่อ ธปท. เป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด โดย ธปท. อาจจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ หรืออาจกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ถือปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยก็ได้

(1) การแจ้งการเพิ่มทุนจดทะเบียนซึ่งชําระแล้ว ตามข้อ 4.2.1 (4)

(2) การแต่งตั้งกรรมการสัญชาติไทย ตามข้อ 4.2.2 (1.3)

(3) การแจ้งเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอํานาจจัดการของนิติบุคคล ตามข้อ 4.2.2 (1.4)

(4) การจัดส่งสําเนาผลการตรวจสอบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงตามข้อ 4.2.2 (3.4)

(5) การจัดส่งสําเนาผลการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศตามข้อ 4.2.3 (2.2)

(6) การยื่นขออนุญาตหรือแจ้งให้ ธปท. ทราบการเปลี่ยนแปลงการดําเนินงานตามข้อ 4.2.3 (4.2) - (4.4)

(7) การแจ้งหยุดให้บริการชั่วคราว ตามข้อ 4.2.3 (5.1)

(8) การรายงานและส่งงบการเงิน ตามข้อ 4.2.3 (7)

4.5 หลักเกณฑ์เฉพาะในการกํากับดูแลการประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบ (Inter-institution Fund Transfer System)

เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะสามารถดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉินและมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงลดความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้าง (Systemic risk) ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) ดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด ดังต่อไปนี้ และจัดทํารายงานการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง พร้อมทั้งจัดส่งรายงานดังกล่าวให้ ธปท. ทุกไตรมาส ภายใน 45 วันนับแต่วันสิ้นไตรมาส ตามแบบรายงานแนบท้ายประกาศฉบับนี้ (เอกสารแนบ 2)

(1.1) สินทรัพย์สภาพคล่องที่ต้องดํารง

ดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง ณ สิ้นวัน ในแต่ละไตรมาส ไม่ต่ํากว่าผลรวมของค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจในช่วง 6 เดือนก่อนหน้าวันที่ต้องเริ่มดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง 3 เดือนโดยต้องเริ่มดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบ

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนขาย ต้นทุนบริการค่าใช้จ่ายในการขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหาร แต่ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจําหน่าย ตามมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกําหนด

(1.2) คุณสมบัติของสินทรัพย์สภาพคล่อง

สินทรัพย์สภาพคล่องที่ใช้สําหรับการดํารงตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ (1.1) ต้องเป็นสินทรัพย์ประเภท เงินสด เงินฝาก หรือตราสารหนี้ที่ออกหรือค้ําประกันโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลาง ซึ่งปราศจากภาระผูกพัน (unencumbered) หรือสินทรัพย์อื่นที่มีสภาพคล่องตามที่ ธปท. ประกาศกําหนด

ทั้งนี้ การวัดมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกหรือค้ําประกันโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลาง ให้ใช้มูลค่าตามราคาตลาด (mark-to-market price) หรือมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกําหนด

ทั้งนี้ สําหรับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และรัฐวิสาหกิจให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง ตามข้อ 4.5 (1)

(2) กําหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วมและออกจากระบบ (access and exit regime) เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระบบการชําระเงินได้อย่างเป็นธรรมซึ่งอย่างน้อยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(2.1) กําหนดวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีปฏิบัติ และค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการเข้าร่วมและออกจากระบบไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร และเปิดเผยให้ผู้ใช้บริการของระบบและสาธารณชนทราบโดยทั่วถึง เช่น ประกาศทางเว็บไซต์ของผู้ประกอบธุรกิจ โดยคํานึงถึงหลักการในการเข้าถึงบริการที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง (fair and open access) รวมถึงเปิดให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถเลือกใช้บริการที่ต้องการได้

กรณีผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบมีการเปลี่ยนแปลง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีปฏิบัติ และค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการเข้าร่วมและการออกจากระบบ ต้องแจ้งให้ ธปท. ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนเริ่มดําเนินการ และเปิดเผยให้ผู้ใช้บริการของระบบและสาธารณชนทราบโดยทั่วถึง เช่น ประกาศทางเว็บไซต์ของผู้ประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้ ธปท. อาจให้ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบส่งข้อมูลเพิ่มเติม หรือทักท้วง หรือกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบปฏิบัติตามความเหมาะสมก่อนเริ่มดําเนินการด้วยก็ได้ โดยในการดําเนินการดังกล่าว ธปท. จะแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบทราบ

(2.2) จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกี่ยวข้องจากการรับผู้ใช้บริการของระบบรายใหม่ที่เข้าร่วมใช้ระบบ ตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบกําหนด เช่น ฐานะทางการเงิน และความพร้อมในการเชื่อมต่อและใช้ระบบเพื่อให้มั่นใจว่าการรับผู้ใช้บริการของระบบรายใหม่ จะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อการใช้บริการของผู้ใช้บริการของระบบรายเดิม

(2.3) เปิดเผยรายชื่อผู้ใช้บริการของระบบที่เป็นปัจจุบัน ให้ผู้ใช้บริการของระบบและสาธารณชนทราบโดยทั่วถึง เช่น ประกาศทางเว็บไซต์ของผู้ประกอบธุรกิจ

(3) จัดให้มีมาตรการจัดการความเสี่ยง เพื่อให้การชําระดุลระหว่างผู้ใช้บริการของระบบสําเร็จลุล่วง โดยมีการชําระเงินตามภาระผูกพันภายในเวลาที่กําหนด เช่น การบริหารจัดการหรือติดตามหนี้สิน การจํากัดการทําธุรกรรมระหว่างผู้ใช้บริการของระบบ การวางหลักประกันเพื่อรองรับการชําระดุล หรือการรับประกันการชําระดุล เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบควรพิจารณาเลือกใช้มาตรการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมและสอดคล้องกับรูปแบบการให้บริการ

กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตรการจัดการความเสี่ยงไปจากที่ได้รับอนุญาตไว้ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบต้องแจ้งให้ ธปท. ทราบเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเริ่มดําเนินการ และแจ้งให้ผู้ใช้บริการของระบบทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเริ่มดําเนินการ อย่างน้อย 2 ช่องทางโดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

(4) จัดให้มีกระบวนการและวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อรองรับกรณีที่ผู้ใช้บริการของระบบรายใดรายหนึ่งไม่สามารถชําระดุลได้ ซึ่งครอบคลุมกรณีที่ผู้ใช้บริการของระบบถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์หรือพิพากษาให้ล้มละลาย เช่น การแจ้งผู้ใช้บริการของระบบรายอื่น การหยุดรับส่งรายการและการคํานวณดุลการหักบัญชีใหม่โดยนํารายการของผู้ใช้บริการของระบบที่ไม่สามารถชําระดุลได้ออก (unwind) เป็นต้น และต้องเปิดเผยกระบวนการและวิธีปฏิบัติดังกล่าวให้ผู้ใช้บริการของระบบทราบโดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบมีหน้าที่ต้องติดตามดูแลให้ผู้ใช้บริการของระบบปฏิบัติตามกระบวนการและวิธีปฏิบัติดังกล่าวด้วย

กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการและวิธีปฏิบัติไปจากที่ได้รับอนุญาตไว้ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบต้องแจ้งให้ ธปท. ทราบเป็นหนังสือหรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเริ่มดําเนินการ และแจ้งให้ผู้ใช้บริการของระบบทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเริ่มดําเนินการ อย่างน้อย 2 ช่องทางโดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

(5) ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบต้องแจ้ง ธปท. ทราบด้วยวาจาหรือโดยวิธีการอื่นใดโดยทันทีเมื่อมีเหตุ ดังนี้

(5.1) กรณีที่ผู้ใช้บริการของระบบรายใดรายหนึ่งไม่สามารถชําระดุลได้ด้วยวิธีการปกติและตามเวลาที่กําหนด เช่น ระบบงานของผู้ใช้บริการของระบบขัดข้อง ผู้ใช้บริการของระบบรายใดรายหนึ่งมีเงินไม่เพียงพอสําหรับการชําระดุล โดยต้องใช้มาตรการจัดการความเสี่ยง กระบวนการและวิธีปฏิบัติที่กําหนดเพื่อให้กระบวนการชําระดุลสําเร็จลุล่วง

(5.2) กรณีที่ระบบของผู้ประกอบธุรกิจระบบการชําระดุลขัดข้อง ทําให้ไม่สามารถชําระดุลระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ด้วยวิธีการปกติและตามเวลาที่กําหนด ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการชําระดุลในระบบการชําระเงินที่มีความสําคัญที่ ธปท. ดําเนินการ

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบต้องจัดทํารายงานปัญหากรณีเกิดเหตุดังกล่าวข้างต้น ตามแบบรายงานที่ ธปท. กําหนดแนบท้ายประกาศนี้ (เอกสารแนบ 3) ส่งให้ ธปท. ภายในวันทําการถัดจากวันเกิดเหตุ

(6) ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบมีการระงับการให้บริการกับผู้ใช้บริการของระบบรายใดรายหนึ่งเป็นการชั่วคราว ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการของระบบรายอื่นทราบโดยทันทีและในกรณีที่มีการยกเลิกการให้บริการกับผู้ใช้บริการของระบบรายใดรายหนึ่ง ให้แจ้งผู้ใช้บริการของระบบรายอื่นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน อย่างน้อย 2 ช่องทาง โดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบต้องแจ้ง ธปท. ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีการระงับหรือยกเลิกการให้บริการ แล้วแต่กรณี

4.6 หลักเกณฑ์เฉพาะในการกํากับดูแลการประกอบธุรกิจระบบเครือข่ายบัตร (Payment Card Network)

เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจระบบเครือข่ายบัตรมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงคุ้มครองผู้ใช้บริการของระบบและสาธารณชนในประเทศไทยผู้ประกอบธุรกิจระบบเครือข่ายบัตรต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) ให้นําความในข้อ 4.5 (3) - (6) มาใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจระบบเครือข่ายบัตรด้วย

(2) กรณีผู้ประกอบธุรกิจระบบเครือข่ายบัตรที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศต้องดําเนินการ ดังนี้

(2.1) จัดให้มีสํานักงานสาขาหรือสํานักงานผู้แทนในประเทศไทย และแต่งตั้งบุคคลอย่างน้อย 1 คน เป็นผู้รับผิดชอบดําเนินการแทนนิติบุคคลในสํานักงานดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการดําเนินงานและติดต่อประสานงานกับสํานักงานในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการย้ายสํานักงานสาขาหรือสํานักงานผู้แทนในประเทศไทยจากที่เดิมที่ได้รับอนุญาตไว้ ให้ยื่นขออนุญาตเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ต่อ ธปท. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนเริ่มดําเนินการ

(2.2) กรณีหน่วยงานที่ทําหน้าที่กํากับดูแลนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศมีคําสั่ง หรือมีการดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับผู้ประกอบธุรกิจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจระบบเครือข่ายบัตร และอาจมีผลกระทบต่อการให้บริการระบบเครือข่ายบัตรในประเทศไทย ต้องแจ้งให้ ธปท. ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด ภายใน 15 วันทําการนับแต่วันที่หน่วยงานที่ทําหน้าที่กํากับดูแลนิติบุคคลตามกฎหมายมีคําสั่งให้ดําเนินการ

4.7 หลักเกณฑ์เฉพาะในการกํากับดูแลการประกอบธุรกิจระบบการชําระดุล (Settlement System)

เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจระบบการชําระดุลมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงลดความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้าง (systemic risk) ผู้ประกอบธุรกิจระบบการชําระดุลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) ให้นําความในข้อ 4.5 (6) มาใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจระบบการชําระดุลด้วย

(2) กําหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการดําเนินการเกี่ยวกับผลสมบูรณ์ของการชําระดุล (finality) โดยกําหนดกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการชําระดุล ระยะเวลาที่ใช้ในการชําระดุลและจุดที่การชําระดุลมีผลสมบูรณ์ (point of finality) ไม่สามารถเพิกถอน กลับรายการ หรือแก้ไขได้

(3) จัดให้มีวิธีการชําระดุลเพื่อปรับฐานะความเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของผู้ใช้บริการของระบบที่เหมาะสม โดยคํานึงถึงความเสี่ยงจากการชําระดุล (settlement risk) ที่อาจทําให้ไม่สามารถชําระดุลได้สําเร็จลุล่วงและส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการของระบบรายอื่น

(4) ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจระบบการชําระดุลไม่สามารถดําเนินการปรับฐานะความเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของผู้ใช้บริการของระบบได้ด้วยวิธีการปกติและตามเวลาที่กําหนด เช่น ผู้ใช้บริการของระบบมีเงินไม่เพียงพอสําหรับการชําระดุล หรือระบบของผู้ประกอบธุรกิจระบบโอนเงินรายย่อยระหว่างผู้ใช้บริการของระบบ หรือระบบของผู้ประกอบธุรกิจระบบเครือข่ายบัตรขัดข้องทําให้ไม่สามารถคํานวณยอดเงินแสดงความเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของผู้ใช้บริการของระบบ หรือไม่สามารถส่งข้อมูลดังกล่าวไปเพื่อทําการชําระดุล ให้ผู้ประกอบธุรกิจการชําระดุลแจ้งให้ ธปท. ทราบด้วยวาจา หรือโดยวิธีการอื่นใดโดยทันทีนับแต่เวลาที่เกิดเหตุ และต้องจัดทํารายงานปัญหากรณีเกิดเหตุดังกล่าวตามแบบรายงานที่ ธปท. กําหนดแนบท้ายประกาศนี้ (เอกสารแนบ 4) ส่งให้ ธปท. ภายในวันทําการถัดจากวันเกิดเหตุ

4.8 การขอผ่อนผันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์

ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดตามประกาศฉบับนี้ โดยมีเหตุจําเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในการให้บริการอย่างต่อเนื่องหรือต่อความน่าเชื่อถือของระบบการชําระเงิน ผู้ประกอบธุรกิจสามารถยื่นขอผ่อนผันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว พร้อมชี้แจงเหตุผลและความจําเป็นต่อ ธปท. เป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กําหนด โดย ธปท. อาจจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ หรือกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ถือปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยก็ได้

4.9 หลักเกณฑ์การเลิกประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ

กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจรายใดมีความประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ ให้แจ้งความประสงค์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีผ่าน ธปท. ไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนวันประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับ

ในการพิจารณาอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับรัฐมนตรีจะแจ้งผลภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งและได้รับเอกสารถูกต้องครบถ้วน

รัฐมนตรีอาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจระบบการชําระเงินภายใต้การกํากับต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้บริการของระบบหรือสาธารณชนก่อนเลิกประกอบธุรกิจก็ได้

เมื่อรัฐมนตรีอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจเลิกประกอบธุรกิจ ให้ผู้ประกอบธุรกิจแจ้งผู้ใช้บริการของระบบทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนเลิกประกอบธุรกิจ อย่างน้อย 2 ช่องทางโดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวิธีการอื่นใด ที่ทําให้ผู้ใช้บริการของระบบสามารถทราบได้ และให้ผู้ประกอบธุรกิจส่งคืนใบอนุญาตต่อ ธปท. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่เลิกประกอบธุรกิจ

อื่นๆ - 5.วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2561 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน 2561

(นางฤชุกร สิริโยธิน)

รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน

ผู้ว่าการแทน

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนช. 4/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจระบบการชำระเงินภายใต้การกำกับ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_1c973a5ec62ffddb

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com